สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


ศัพท์ เมื่อจำแนกตามประเภทเนื้อความ มี 3 ประเภท คือ

   1. สัททัตถะ เป็นศัพท์ที่มีเนื้อความเป็นสภาวะ คือ เป็นองค์ธรรม เพื่อบ่งบอกตัวสภาวะที่เป็นไป จึงเรียกได้อีกชื่อหนี่งว่า ศัพท์วิชาการ(ศัพท์เทคนิค)(อภิธาน 127) นิยมใช้เมื่อเข้าสู่รายละเอียดเนื้อหาแห่งวิชาการนั้นๆ

   2. โวหารัตถะ เป็นศัพท์ที่มีเนื้อหาที่มุ่งเอาตัวกลไก ที่แยกความเหมือนให้เห็นความต่าง และที่แยกความต่างให้เห็นความเหมือน เพื่อให้เห็นแง่มุมรอบด้าน(อภิธาน 105) นิยมใช้ เมื่อเริ่มปูพื้นฐานวิชานั้นๆ

   3. อธิปปายัตถะ เป็นศัพท์ที่มีเนื้อหาที่มุ่งเอาการขยายความให้กระจ่างชัดยิ่งขึ้น(อภิธาน 766) นิยมใช้เมื่อจับเอาองค์ธรรม(ข้อที่ 1) หรือจับเอาตัวกลไก(ข้อที่ 2)ได้ไม่ชัดเจน ไม่ว่าจะอธิบายตรงๆ(มุขฺย 5) อธิบายอ้อมๆ(อุปจาร 12) อธิบายเป็นนัย(นย 40,55)ก็ตาม

   เพื่อนๆ จะเห็นสาระ การใช้ศัพท์ทั้ง 3 ประเภท ให้เกิดประโยชน์ มีการจับเอาตัวองค์ธรรม ตัวกลไก และคำขยายความ ได้แม่นยำ ไม่สับสน ส่งผลให้การแสดงธรรม หรือการฝังธรรมราบรื่น คล่อง ไม่สะดุด หยุดชะงัก ค้างคาใจ เสมือนการเกาไม่ถูกที่คัน อาการคันก็ค้างอยู่นั่นแหละ

   ตัวอย่างเช่น ศัพท์ว่า " มนสิการ "

   คำว่า มนสิการ มีวจนัตถะว่า กรณํ กาโร มนสฺมึ กาโร มนสิกาโร แปลว่า การกระทำชื่อว่า " การ " , การกระทำเข้าไว้ในใจ ชื่อว่า " มนัสสิการ " มนัสสิการนั้นนั่นเอง มีการนำจิตเข้าไว้ในอารมณ์เป็นลักษณะ ก็คำว่า มีการนำจิตเข้าไปไว้ในอารมณ์ นี้ บัณฑิตพึงเห็นว่า เป็นการกระทำอารมณ์เข้าไว้ในใจ นั้นเอง ขยายความว่า ใจ คือ จิต ถูกธรรมชาติใดกระทำ คือ นำเข้าไว้ในอารมณ์ เพราะความที่จิตนั้นจะต้องมีการประกอบเข้ากับอารมณ์ เพราะเหตุนั้นนั่นเอง แม้อารมณ์ก็ชื่อว่า ถูกธรรมชาติอันเดียวกันนี้ กระทำเข้าไว้ในจิต ธรรมชาตินี้ได้ชื่อว่า มนสิการ ก็เพราะเหตุนี้นั่นแหละ 

   ก็มนสิการ นี้ เมื่อมีลักษณะเป็นการกระทำอารมณ์เข้าไว้ในใจ ก็ย่อมเป็นไปราวกับว่า ทำธรรมชาติทั้งหลายที่ประกอบร่วมกันกับตน ให้แล่นไปเฉพาะหน้าอารมณ์หรือมุ่งตรงต่ออารมณ์ ดุจนายสารถีที่ประคับประคองม้าให้แล่นไปเฉพาะหน้าตรงทางหรือมุ่งตรงต่ออารมณ์ ฉะนั้นนั่นแล

   ดังนั้นธรรมที่ชื่อว่า มนสิการ จึงมีได้ 3 ประเภท คือ

   1.อารัมมณปฏิปาทกมนสืการ คือ คือ มนสิการที่ทำจิตให้ดำเนินไปในอารมณ์

   2.วีถิปฏิปาทกมนัสสิการ คือ มนัสสิการที่ทำให้วิถีจิตดำเนินไป

   3. ชวนปฏิปาทกมนัสสิการ คือ มนัสสิการที่ทำให้ชวนจิตดำเนินไป

   ในมนัสสิการ 3 ประเภทนั้น มนัสสิการที่มีความหมายว่า กระทำอารมณ์เข้าไว้ในใจ ชื่อว่า อารัมมณปฏิปาทกมนัสสิการ เพราะการกระทำอารมณ์เข้าไว้ในใจนั่นเอง เป็นการทำจิตให้ดำเนินไปในอารมณ์ ดุจนายสารถีทำม้าให้ดำเนินไปตามทาง ตรงต่อทาง นั่นแหละ

   ส่วนคำว่า วีถิปฏิปาทกมนัสสิการ เป็นชื่อของปัญจทวาราวัชชนจิต เป็นความจริงว่า จิตทั้งหลายที่เป็นไปโดยความเป็นภวังค์ สืบต่อกัน ย่อมสิ้นสุดความเป็นภวังค์ ทว่าเป็นไปโดยความเป็นวิถีจิต ก็ในทันทีปัญจทวาราวัชชนจิตเป็นต้น เกิดขึ้นสืบต่อกันไปตามลำดับ โดยมีปัญจทวาราวัชชนจิตนั้นนั่นแหละเป็นผู้เริ่มวิถี อย่างนี้ คือ ปัญจทวาราวัชชนะ จักขุวิญญาณ สัมปฏิจฉันนะ สันตรีรณะ โวฏฐัพพนะ เป็นต้น เมื่อความเกิดขึ้นแห่งปัญจทวาราวัชชนะ เป็นเหตุให้จิตพ้นจากความเป็นไปโดยความเป็นภวังค์ แล้วเป็นไปโดยความเป็นวิถีจิต โดยมีตนเป็นเบื้องต้นอย่างนี้ ปัญจทวาราวัชชนะนี้ ย่อมได้ชื่อว่าเป็นมนัสสิการประเภทหนึ่ง เรียกว่า วีถิปฏิปาทกมนัสสิการ เพราะเป็นมนัสสิการที่ทำให้วิถีจิตเฉพาะทางทวาร 5 ให้ดำเนินไป ในเหตุเกิดขึ้นแห่งจักขุวิญญาณ 4 อย่าง คือ รูปารมณ์ 1 จักขุประสาท 1 แสงสว่าง 1 มนสิการ 1 นั้น มนัสสิการ ในที่นี้ ก็คือ วีถิปฏิปาทกมนัสสิการ นั่นเอง แม้มนสิการอันเป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งโสตวิญญาณเป็นต้น ก็อันเดียวกันนี้แหละ

   ส่วน คำว่า ชวนปฏิปามกมนัสสิการ เป็นชื่อเรียกมโนทวาราวัชชนจิต เป็นความจริงว่า ในคราวที่อารมณ์ 5  ประเภท มีรูปเป็นต้น ประเภทใดประเภทหนึ่ง มาสู่คลองทวาร 5 ทวารใดทวารหนึ่ง เป็นอารมณ์ที่มีอายุเพียงพอแก่ความเกิดขึ้นแห่งชวนวาระ เมื่อวิถีจิตเป็นไปสือต่อกันตามลำดับแล้ว ทันทีที่มโนทวาราวัชชนจิตเกิดขึ้นทำโวฏฐัพพนกิจ (กิจคือการตัดสินอารมณ์) แล้วดับไป ชวนจิตทั้งหลายก็ย่อมแล่นไปในอารมณ์นั้น อนึ่ง ในคราวที่อารมณ์ประเภทใดประเภทหนึ่งในอารมณ์ 6 มาสู่คลองมโนทวาร เมื่อมโนทวาราวัชชนจิตเกิดขึ้นทำอาวัชชนกิจ (จิตคือการนึกถึงอารมณ์) แล้วดับไป ชวนจิตทั้งหลายก็ย่อมแล่น เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ย่อมเห็นได้ว่า ชวนจิตทั้งหลาย จะเกิดขึ้นแล่นไปในอารมณ์นั้นๆ ได้ก็โดยมีมโนทวาราวัชชนจิต เป็นปุเรจาริก (ผู้เที่ยวไปข้างหน้า, ผู้นำหน้า) คือ ต้องมีมโนทวาราวัชชนจิตเกิดขึ้นแล้วดับไปก่อน ความเป็นอย่างนี้ ย่อมแสดงให้ทราบว่า มโนทวาราวัชชนจิตนั่นแหละ เป็นผู้ทำให้ชวนจิตทั้งหลายดำเนินไป เพราะว่า ถ้าหากไม่มีตนเกิดขึ้นแล้วดับไปก่อน ชวนจิตเหล่านั้นก็ไม่อาจเกิดขึ้นแล่นไปในอารมณ์นั้นๆ ได้แล มโนทวาราวัชชนจิตนี้ ท่านจึงจัดเป็นมนสิการประเภทหนึ่ง เรียกว่า ชวนปฏิปาทกมนัสสิการ

   อนึ่ง ชวนปฏิปาทกมนัสสิการนี้ มิใช่สักแต่ว่าทำชวนจิตให้แล่นไปเท่านั้น ทว่า ในสันดานของสัตว์ผู้ยังมีอนุสัยกิเลสอยู่ ย่อมทำให้ชวนจิตเหล่านั้น ถึงความเป็นกุศล หรืออกุศลอีกด้วย

จริงอย่างนั้น ปกรณ์อัฏฐสาลินี (ข้อ 598) ว่า " อิทํ ปน ชวนํ กุสลตาย วา อกุสลตาย วา โก นิยาเมตีติ อาวชฺชนญฺเจว โวฏฺฐพฺพนญฺจ " แปลว่า " ถามว่า ก็จิตตุปบาทดวงไหนเล่า กำหนดชวนจิตนี้ไว้โดยความเป็นกุศล หรือโดยความเป็นอกุศล ? ตอบว่า อาวัชชนะ และ โวฏฐัพพนะ " ขยายความว่า เมื่อความสืบต่อของวิถี(ทางมโนทวาร) ถูกอาวัชชนะเปลี่ยนโดยถูกอุบาย เมื่ออารมณ์(ทางทวาร 5) ถูกโวฏฐัพพนะตัดสินโดยถูกอุบาย ข้อว่า ชวนจิตจักเป็นอกุศล เช่นนี้ ไม่ใช่ฐานะจะเป็นได้.เมื่อความสืบต่อของวิถีถูกอาวัชชนะเปลี่ยนไปไม่ถูกอุบาย เมื่ออารมณ์ถูกโวฏฐัพพนะตัดสินโดยไม่ถูกอุบาย ข้อว่าชวนจิตจักเป็นกุศล เช่นนี้ ไม่ใช่ฐานะจะเป็นไปได้ บัณฑิตพึงทราบว่า เมื่อความสืบต่อของวิถี, เมื่ออารมณ์ถูกจิตตุปบาททั้ง 2 เปลี่ยนแล้ว ตัดสินแล้ว โดยถูกอุบาย ชวนจิตก็เป็นกุศล, โดยไม่ถูกอุบายก็เป็นอกุศล ' ข้อความนี้ หมายความว่า ความเป็นกุศลและอกุศลแห่งชวนจิตนั้น เนื่องอยู่กับมโนทวาราวัชชนจิตนั่นเอง ที่ท่านกล่าวไว้เป็น 2 ดวง เพราะทำกิจ 2 อย่าง คือโวฏฺฐัพพนกิจทางทวาร 5  และอาวัชชนกิจทางมโนทวาร เพราะฉะนั้น คำว่า โยนิโสมนัสสิการก็ดี อโยนิโสมนัสสิการก็ดี ที่ท่านกล่าวไว้ในปกรณ์ทั้งหลายว่า เป็นเหตุแห่งความเป็นกุศลและความเป็นอกุศลนั้น ว่าโดยสภาวธรรมก็ได้แก่ มโนทวาราวัชชนจิต นี้นั่นเอง ข้อนี้สมจริงดังที่ท่านพระสุมังคลาจารย์กล่าวไว้ใน อภิธัมมัตถวิกาสินีว่า 

     " ตตฺถ โยนิโส ปเถน อุปาเยน มนสิกาโร โยนิโสมนสิกาโร, อตฺโถ ปน ฯเปฯ อุปฺปนฺนมาวชฺชนํ โยนิโสมนสิกาโร นาม "

     แปลว่า " ในคำว่า โยนิโสมนัสสิการนั้น มีความหมายว่า การกระทำเข้าไว้ในใจโดยโยนิ คือ โดยถูกทางโดยถูกอุบาย ชื่อว่า โยนิโสมนัสสิการ, ส่วนว่าโดยตัวสภาวะอาวัชชนะ (มโนทวาราวัชชนะ) ที่เกิดขึ้นหยุดยั้งภวังค์ไว้ โดยความเป็นปัจจัยแก่กุศลธรรมทั้งหลาย ในเมื่อมีความประจวบพร้อมด้วยเหตุทั้งหลาย มีการได้อยู่ในประเทศที่สมควรเป็นต้น (จักรธรรม ๔)* เมื่อคราวที่อารมณ์ทั้งหลายมาถึงคลองทวาร 6 แห่งสัตว์ผู้มีสันดานเป็นไปกับอนุสัย ชื่อว่า โยนิโสมนัสสิการ ที่ว่ามานี้ เป็นคำอธิบาย ชวนปฏิปาทกมนัสสิการ

   สรุป

     1. อารัมมณปฏิปาทกมนัสสิการ องค์ธรรมเป็นมนัสสิการเจตสิกในกลุ่มสัพพจิตตสาธารณเจตสิก

     2. วีถิปฏิปาทกมนัสสิการ องค์ธรรม เป็น ปัญจทวาราวัชชนจิต ในปัญจทวารวิถี และ เป็น มโนทวาราวัชชนจิต ในมโนทวารวิถีที่ทำกิจอาวัชชนะ

     3. ชวนปฏิปาทกมนัสสิการ  องค์ธรรมเป็น มโนทวาราวัชชนจิตที่ทำกิจ โวฏฐัพพนะ

   เมื่อรอบรู้ดังนี้ พอเพื่อนๆบรรยายหรือฟังคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรคเป็นต้น ถีงตอนตัดกระแสภวังค์เพื่อขึ้นวิถี, เข้าถึงชวนะ, การใส่ใจต่ออารมณ์ ก็จะไม่งงไม่สับสน เพราะมองเห็นแง่มุมได้รอบด้าน

--------------

(จักรธรรม ๔)* ได้แก่ ปุพเพกตปุญญตา, ปฏิรูปเทสวาส, สัปปุริสูปัสสยะ, อัตตสัมมาปณิธิ.

----------///-----------


[full-post]

สัททัตถะ, อรรถแห่งศัพท์

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.