ทำแท้ง : ตัดสินอย่างไร? (โดยพระธรรมปิฎก ป.อ.ปยุตฺโต) (ตอนที่ ๒)


ทีนี้ก็มีข้อสงสัยว่า คันธัพพะคืออะไร


      คันธัพพะนี่ตามปกติที่เป็นศัพท์ทั่วไปก็แปลว่า คนธรรพ์, คนธรรพ์นี้ก็อยู่ในจำพวกเทวดาอย่างที่เข้าใจกันทั่วไป ดังที่รู้จักกันในวงวรรณคดี เป็นพวกเทพบุตร ประเภทนักดนตรี ตามหลักท่านจัดเป็นเทวดาชั้นต่ำ เป็นบริวารของท้าวธตรฐ ซึ่งเป็นโลกบาลประจำทิศตะวันออก ในสวรรค์ชั้นต้น ที่เรียกว่าจาตุมหาราชิกาหรือท้าวโลกบาล  แต่เราอย่าไปหลงกับศัพท์นั้น เพราะศัพท์ต่างๆ มีความหมายได้หลายนัย ไม่ใช่ว่าศัพท์เดียวจะมีความหมายได้อย่างเดียว ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาในภาษาทั้งหลาย อย่างในภาษาไทยของเรานี้ คำว่า ชาย อาจหมายถึงคนผู้ชายก็ได้ หมายถึงริม เช่นอย่างชายผ้าก็ได้

หมายถึงคล้อยไป เช่นตะวันชายบ่ายคล้อยก็มี

      สำหรับคันธัพพะนี่ท่านก็อธิบายต่อไป แต่คำอธิบายนี้ไม่ได้อยู่ในพระไตรปิฎก พระไตรปิฎกให้แต่ตัวศัพท์ไว้ คำอธิบายมาในอรรถกถา ท่านบอกว่า "คันธัพพะ คือสัตว์ที่เข้าไปที่นั้น" ท่านใช้คำสั้นนิดเดียวว่า ตตฺรูปคสตฺโต สัตว์ผู้เข้าไปที่นั้น และอธิบายต่อไปอีก เป็นคำอธิบายของอรรถกถาและทั้งฎีกาด้วย มีสาระสำคัญว่าคันธัพพะ ก็คือ สัตว์ผู้ไปเกิด ซึ่งตอนนั้นถือได้ว่าอยู่ในภพก่อน วิญญาณ หรือจิตสุดท้าย จะมุ่งหน้ามาสู่กำเนิดโดยมี คตินิมิต เป็นตัวนำ* (*ม.อ.๒/๔๐๘/๒๑๘; วินย.ฎีกา ๒/๑๐/๒๐)

      อธิบายว่า เวลาคนจะตาย ท่านบอกว่าจะมีกรรมนิมิตอันได้แก่ภาพของกรรม คือประสบการณ์ต่างๆ ที่ตนได้กระทำไว้ในอดีตของชีวิตมาฉายให้เห็น พอกรรมนิมิต คือภาพตัวแทนของสิ่งที่ตนได้กระทำมา ผ่านไปแล้ว ก็มีคตินิมิต คือภาพของภพที่ตนจะไปเกิดปรากฎให้เห็น คตินิมิตที่ปรากฎนี้ก็เป็นไปตามกรรม ที่เป็นตัวนำให้ไปเกิด กรรมนั้นแสดงออกโดยมีคตินิมิตเป็นเครื่องหมาย แล้วกรรมก็เป็นตัวชักพาไปวิญญาณเก่าดับไป วิญญาณใหม่เกิดขึ้นสืบต่อกรรมที่สะสมไว้และวิญญาณนั้นชื่อว่าเป็นคันธัพพะ

      ฉะนั้น คำว่า คันอัพพะ ตามมติของอรรถกถาก็หมายถึงตัวสัตว์ผู้ไปเกิด เป็นศัพท์ที่เรียกคลุมๆ เพราะถ้าจะเรียกเป็นจิตเป็นวิญญาณก็จะเป็นการพูดศัพท์ลึกแบบอภิธรรมมากไปจึงพูดเป็นตัวสัตว์หยาบๆ ไปเลย หมายถึงผู้ที่จะไปเกิด ท่านแสดงไว้ในความหมายว่าอย่างนั้น พระอาจารย์ที่อธิบายท่านเรียกว่า "อุปฺปชชนกสตฺโต" แปลว่า สัตว์ผู้เกิดขึ้น ผู้เกิด หรือผู้ถือกำเนิด

      เป็นอันว่า มติของคัมภีร์ทั้งหลายแสดงไว้ชัดแล้วว่าท่านมุ่งเอาแค่ไหน คันธัพพะ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งในการเกิดของคน ก็หมายถึงคนที่จะมาเกิด หรือสัตว์ที่มาเกิดในกรณีนั้น


ชีวิตในครรภ์ เป็นอย่างไร?


      ทีนี้ก็ไปดูฝาย กลละ อีกทีหนึ่ง เป็นการดูในฝ่ายรูปธรรมในเรื่องนี้ก็มีพระสูตรอีกสูตรหนึ่ง ที่ตรัสว่าด้วยลำดับของชีวิต

ในครรภ์มารดา ซึ่งเราไปพบคำบาลีเป็นคาถาว่า

      ปฐมํ กลลํ โหติ        กลลา โหติ อพฺพุทํ

      อพฺพุทา ชายเต เปสิ    เปสิ นิพุพตฺตตี มโน

      ฆนา ปสาขา ชายนฺติ    เกสา โลมา นขาปี จ. *(สํ.ส.๑๕/๘๐๓/๓๐ต; อภิ.ก.ต๗/๑๕๖๐/๕๒๔)

นี้คือคำอธิบายว่าด้วยลำดับการเกิดเป็นระยะๆ ทีละช่วงสัปดาห์ หรือช่วงละเจ็ดวันๆ ลำดับแรกที่สุดก็คือเป็น ปฐมํ กลลํ เป็นกลละก่อน

      กลละ นี่ถ้าเป็นศัพท์ในความหมายทั่วไปก็จะได้แก่ พวกเมื่อก พวกโคลนตม เช่นว่าเหยียบลงไปในโคลนหรือในที่เละแต่ในที่นี้ กลละ เป็นศัพท์เฉพาะซึ่งมีความหมายเกี่ยวกับชีวิตและท่านใช้คำเรียกว่าอย่างนั้น ก็เพราะมีลักษณะเป็นเมือก หรือเหมือนอย่างน้ำโคลนเละๆ คือเป็นคำเรียกตามลักษณะ แต่ในกรณีนี้ ท่านหมายถึงเป็นเมือกใส ไม่ใช่ข้นอย่างโคลนตม

      กลละ นี้ ท่านบอกว่าเป็นหยาดน้ำใส เป็นหยดที่เล็กเหลือเกิน เล็กจนกระทั่งในสมัยนั้นไม่รู้จะพูดกันอย่างไร เพราะยังไม่ได้ใช้มาตราวัดอย่างละเอียดถึงขนาดที่ว่าเป็นเศษส่วนเท่าไรของมิลลิเมตร ของเชนติเมตร หรือของนิ้ว ท่านก็เลยต้องใช้วิธีอุปมาว่า หยาดน้ำใสกลละนี้นะ มีขนาดเล็กเหลือเกิน เหมือนอย่างเอาขนจามรีมา จามรีที่เป็นสัตว์อยู่ทางภูเขาหิมาลัย ซึ่งมีขนที่ละเอียดมาก เอาขนจามรีเสันหนึ่งมาจุ่มน้ำมันงา แล้วก็สลัดเจ็ดครั้ง แม้จะสลัดเจ็ดครั้งแล้วมันก็ยังมีเหลือติดอยู่นิดหนึ่ง ซึ่งเล็กเหลือเกิน ท่านบอกว่านี่แหละเป็นขนาดของกลละ กลละหมายถึงชีวิตในฝ่ายรูปธรรม เมื่อเริ่มกำเนิดในเจ็ดวันแรก  ในช่วงเจ็ดวันแรกก็เป็นกลละอย่างนี้ก่อน ซึ่งเล็กเหลือเกิน แล้วต่อจากกลละนี้ไปในสัปดาห์ที่สองก็เป็นอัพพุทะ

      อัพพุทะ นี้ควรจะเรียกได้ว่าเป็นเมือกละ คือ เป็นน้ำข้นหรือเมือกข้น ต่อจากนั้นในสัปดาห์ที่ ๆ ก็จะเป็น เปสิ คือเป็นชิ้นเนื้อ แล้วต่อจากนั้นในสับดาห์ที่  ก็จะเป็นก้อน เรียกว่ามนะ ต่อจากนั้นในสัปดาห์ที่ ๕ ก็จะเหมือนกับมีส่วนงอกออกมาเป็นปุ่มห้าปุ่ม เรียกว่า ปัญจสาขา นี่เป็นสัปดาห์ที่ห้า แล้วหลังจากนั้นก็จะมีผมมีขนมีเล็บกันต่อไป

      ที่ว่ามานี้ก็เป็นการพูดถึงลำดับของการเกิด เป็นอันว่าขั้นแรกที่สุดในช่วงสัปดาห์แรกนี่เป็นหยาดน้ำใส หรือเมือกใสที่เรียกว่า กลละ ซึ่งเล็กเหลือเกินอย่างที่ว่ามาแล้ว ซึ่งก็รับกันกับที่พูดมาในตอนต้น บรรจบกับที่ท่านถือว่า ในขณะเป็นชีวิตฝ่ายรูปธรรมที่เป็นจุดเล็กที่สุดอันนี้ มีจิตแล้ว จิตดวงแรกหรือจิตอันเป็นปฐมนี้เป็นมาพร้อมกันกับรูปธรรมที่เป็นกลละ ซึ่งเป็นจุดเล็กในสับดาห์แรกนี้เลย ก็เป็นอันว่า ถ้าอย่างนี้ก็จบหมายความว่าในทางคัมภีร์นี้ชัดเจนมาก ว่าชีวิตตั้งต้นเมื่อไรก็ถือว่าเริ่มต้นที่องค์สามประการบรรจบกันนั้นแหละ

      องค์สามประการที่ว่า ฝ่ายมารดากับฝ่ายบิดาบรรจบกันแล้วก็มารดาอยู่ในช่วงเวลาไข่สุก พร้อมทั้งมีคันธัพพะ ซึ่งท่านอธิบายว่าสัตว์ผู้มาเกิด นั่นก็ชัดไปทีหนึ่งแล้ว ยิ่งกว่านั้นยังอธิบายอีกว่าเป็นปฐมจิต คือจิตแรกซึ่งเกิดพร้อมกันกับกลลรูปที่เป็นหยาดน้ำใสซึ่งเกิดขึ้นในสัปดาห์ที่หนึ่งในชีวิตช่วงแรกที่สุดนี่ก็เท่ากับย้ำซ้ำแน่นหนักลงไปอีก อาตมาจึงบอกว่าถ้าพูดเรื่องการทำแท้งก็ชัดเจน เท่านี้ก็หมดแล้ว ไม่รู้จะพูดอะไรอีก

      เป็นอันว่า ถ้าถามว่าชีวิตตั้งต้นเมื่อไร ก็มีคำตอบในทางธรรมที่ท่านพูดไว้ชัดเจนเหลือเกินแล้ว หลักทั้งสามอย่างที่ได้พูดไปแล้วนี้ก็มาประสานกัน คือ

      ในทางพระวินัย ก็มีบทบัญญัติสำหรับพระภิกษุในเรื่องการทำความผิดทำลายชีวิตมนุษย์ในพระสูตรก็มีพุทธพจน์ตรัสไว้เกี่ยวกับเรื่องกำเนิดชีวิตมนุษย์ในครรภ์มารดา

      ในพระสูตรอีกแห่งหนึ่ง ก็มีพุทธพจน์ตรัสแสดงลำดับความเจริญของชีวิตในครรภ์ที่เรียกว่ากลละ อัพพุทะ เปสิมนะ และ ปัญจสาขา

      หลักทั้งสามนี้ ก็มาโยงย้ำกัน ทำให้ได้ข้อยุติในเรื่องของชีวิตมนุษย์ที่ท่านถือว่ามีการเกิดขึ้นอย่างนี้ เป็นเรื่องการเกิดสำหรับมนุษย์เรา ซึ่งเป็นสัตว์ที่ท่านเรียกว่าประกอบด้วยขันธ์ ๕ เรียกเป็นศัพท์เฉพาะว่าปัญจโวการ ปัญจโวการก็คือขันธ์ ๕ นั่นเอง ได้แก่รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ


ความจริงเป็นอย่างนี้ เราจะทำอย่างไร?


เมื่อพูดถึงเรื่องกำเนิดของชีวิตมนุษย์เป็นจุดเริ่มต้นแล้วมันก็โยงต่อไปถึงเรื่องที่ว่า เมื่อเป็นอย่างนี้เราจะปฏิบัติกันอย่างไร ในเรื่องราวและกรณีต่างๆ ที่มีความซับซ้อนเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของมนุษย์ ตลอดจนเรื่องอะไรต่างๆ ของสังคมโดยเฉพาะในเรื่องทางการแพทย์ ซึ่งมีปัญหาเกิดขึ้นมาก เช่นว่าบางทีชีวิตที่เกิดมานี้ไม่เป็นที่พึงประสงค์ด้วยเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วเราจะทำอย่างไร ถ้าพูดในแง่นี้ก็ไม่ตรงกับหัวข้อที่ท่านตั้งไว้ทีเดียว แต่อาตมาก็จะพูดต่อไปเลย

      ปัญหาที่ว่า เราควรจะทำอย่างไรนี้ เป็นปัญหาทางจริยธรรม ในทางพระพุทธศาสนานั้น เรื่องจริยธรรมนี้เราพูดได้ว่าต้องมองสองส่วน

      ส่วนที่หนึ่ง คือเรื่องของความจริง ท่านถือเอาความจริงเป็นหลัก และความจริงนั้นเป็นสิ่งที่พึงรู้ หมายความว่า พระพุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาแห่งการสั่ง บังคับ กฎจริยธรรมไม่ใช่เป็นคำสั่งของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์เป็นเพียงผู้ค้นพบความจริง แล้วก็นำเอาความจริงนั้นมาแสดงการที่ว่าบุคคลทำอะไรไปแล้ว จะได้รับผลอย่างไรก็เป็นไปตามกฎเกณฑ์แห่งเหตุผล หรือกฎเกณฑ์แห่งเหตุปัจจัยจากการกระทำของตนเอง พระพุทธเจ้าไม่ได้มาลงโทษหรือให้รางวัลใคร ฉะนั้น ในกฎเกณฑ์แห่งจริยธรรมแบบนี้ การได้รับผลของการกระทำทางจริยธรรมจึงเป็นเรื่องของเหตุปัจจัยที่เป็นไปของมันเอง เป็นเรื่องของความเป็นเหตุเป็นผล ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องไปรอการลงโทษหรือรอการให้รางวัลว่า ถ้าเราทำอย่างนี้พระพุทธเจ้าจะให้รางวัลหรือเปล่า ถ้าเราทำอย่างนั้นพระพุทธเจ้าจะลงโทษไหม ไม่ใช่อย่างนั้น

      เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับกฎเกณฑ์แห่งความเป็นจริงของธรรมชาติ ความเกี่ยวข้องของมนุษย์ หรือสิ่งที่มนุษย์จะพึงปฏิบัติ ข้อแรกก็คือ เราจะต้องรู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร และในเมื่อความจริงนั้นเป็นเรื่องของความเป็นไปตามเหตุปัจจัยความเกี่ยวข้องของมนุษย์หรือสิ่งที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติ ข้อที่สองก็คือ เราจะตัดสินใจกระทำอย่างไร เพื่อให้ได้ผลที่เราต้องการโดยสอดคล้องกับความจริงที่เป็นอย่างนั้น นี่แหละเป็นส่วนที่สอง ซึ่งเป็นเรื่องของมนุษย์หรือเรื่องของตัวเราเองเพราะว่าเมื่อจริยธรรมเป็นเรื่องของความเป็นไปตามหลักความจริงอย่างนี้แล้ว การกระทำก็เกิดผลตามหลักความจริงนั้น และการได้รับผลต่างๆ ก็เป็นไปตามกฎธรรมชาติทั้งสิ้นเพราะฉะนั้น ในจริยธรรมแบบนี้ก็จะมีการปฏิบัติ ๒ ตอน คือ

      ๑. การรู้ความจริง (ของธรรมชาติ)

      ๒. การตัดสินใจที่จะกระทำ (ของตัวคน)

      พูดอีกสำนวนหนึ่งว่า ความจริงที่พึงรู้ ๑ และกรรมหรือกิจที่พึงทำ ๑

      ที่ว่าพึงทำก็คือ ในเมื่อรู้ความจริงอย่างนี้แล้ว การตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไรหรือจะทำอย่างไร ก็เป็นเรื่องของเรา โดยรับผิดชอบต่อความจริงที่เป็นอย่างนั้น

      หลักการนี้ถือว่า พระพุทธเจ้าได้สอนให้เราเกิดปัญญาว่าความจริงเป็นอย่างนั้นๆ แล้วเราก็ใช้ปัญญาพิจารณาตัดสินใจเอาเอง ตามความจริงที่เราจะต้องรู้นั้น ถ้ายังไม่รู้ท่านผู้รู้ก็บอกให้ แต่เราจะเชื่อหรือไม่ เราก็มีสิทธิที่จะพิสูจน์ความจริงกันต่อไป

      สำหรับเรื่องการเกิดนั้น ในเมื่อขณะนี้เราเองไม่สามารถบอกได้เด็ดขาดชัดเจน เราก็ต้องถือเอาเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่ง คือว่าปัจจุบันนี้แม้แต่วิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะในทางการแพทย์ก็คงจะไม่เป็นผู้ตัดสินว่าจะเอาอย่างไร คือยังไม่ยุติว่าชีวิตเกิดเมื่อไรแน่ คนเรายังไม่รู้จริงเกี่ยวกับเรื่องของชีวิตนี้ ฉะนั้นก็จึงถือว่าท่านบอกความจริงให้ในแง่มองของพระพุทธศาสนาว่าอย่างนี้ เมื่อเรานับถือท่านเราก็ยอมรับความจริงนี้

      ทีนี้ เมื่อรู้ความจริงนี้แล้วเราจะตัดสินใจทำอย่างไร ก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนตามการตัดสินใจนั้น คือยอมรับความจริง แล้วก็รับผิดชอบต่อความจริงนั้น คือยอมรับผิดชอบตนเองต่อผลของการกระทำที่จะเป็นไปตามกฎธรรมชาติ

      การที่ยอมรับความจริงตามกฎธรรมชาตินี้มันก็เป็นเรื่องที่ว่าเรามีสิทธิที่จะตัดสินใจ ถ้าหากว่ามันเป็นสิ่งไม่ดีหรือเป็นความผิดหรือทำให้เกิดโทษ เราก็ต้องยอมรับความจริงนั้นด้วย ไม่ใช่ว่าเราปรารถนาเราต้องการอย่างไร เราก็พูดผันให้สิ่งนั้นเป็นอย่างนั้นตามที่เราต้องการ รวมความว่าท่านให้แยกเป็น ๒ ตอน คือการรู้และยอมรับความจริงอย่างหนึ่ง การตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร และเมื่อตัดสินใจทำอย่างไรแล้วก็ต้องยอมรับผิดชอบการกระทำของเรานั้น ตามความจริงด้วยอย่างหนึ่ง

      ยกตัวอย่างในเรื่องชีวิตนี้ เมื่อหลักความจริงมีอยู่อย่างนี้แล้วเราจะทำอย่างไร เช่นในวงการแพทย์จะเอาอย่างไร ก็ต้องว่ากันไป แต่เราต้องรู้ความจริง เท่าที่จะรู้ได้ และยอมรับความจริงนั้นโดยไม่เลี่ยง พร้อมกันนั้นเรามีสิทธิที่จะตัดสินใจและก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำตามการตัดสินใจนั้น


วินัยพระเอาอย่างนี้ สังคมชาวบ้านจะเอาอย่างไร?


      ทีนี้ในฝ่ายของพระนั้นท่านว่าของท่านไว้ชัดแล้วตามหลักที่ว่ามาอย่างนี้ และท่านยังมีคำแนะนำในเชิงปฏิบัติการกำกับไว้ด้วยว่า เวลาจะตีความวินัยให้ถือหลักข้างเคร่งไว้ก่อนคือถ้ามีกรณีที่เป็นปัญหา ซึ่งเป็นธรรมดาว่าเรื่องวินัยหรือเรื่องกฎเกณฑ์ในบัญญัติย่อมมีปัญหาได้ทั้งนั้นว่า เอ จะเป็นอย่างนั้นหรืออย่างนี้กันแน่ ท่านก็บอกว่าให้ถือข้างเคร่งไว้ก่อนกฎทางฝ่ายวินัยซึ่งก็คือกฎหมายของพระท่านให้ถืออย่างนั้นสำหรับของพระนั้น เราจะเห็นลำดับเป็น ๒ ตอน คือรู้ความจริงที่มีอยู่ตามธรรมดาแล้วก็มาวางเป็นบัญญัติของสังคมหรือเป็นกติกาสังคมเรียกว่าวินัย วินัยเป็นกติกาของสังคม ที่บัญญัติโดยอาศัยความรู้นั้นและให้เป็นไปตามความรู้นั้นอีกที

      หนึ่ง หมายความว่าตอนแรกเราพูดถึงความรู้ในเรื่องของชีวิตว่าอันนี้เป็นความจริงเกี่ยวกับชีวิต ว่าชีวิตเกิดขึ้นอย่างนี้ ถ้าทำอย่างนี้ก็เป็นการทำลายชีวิต ต่อจากนั้นเราก็มาบัญญัติกติกาของสังคมว่า ถ้าภิกษุใดไปทำลายชีวิตมนุษย์ที่เกิดขึ้นอย่างนี้ ก็เป็นอันว่าขาดจากความเป็นพระภิกษุ บัญญัติที่ว่าขาดจากความเป็นพระภิกษุนี้ไม่ใช่ความจริงของธรรมชาติ แต่เป็นกติกาสังคมที่บัญญัติช้อนเข้ามาอีกที แต่อิงอาศัยตัวหลักที่ถือว่าเป็นความจริงนั้น...  (ต่อตอนที่ ๓) 

-----------------


[full-post]

ทำแท้, พระธรรมปิฎก

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.