ทำแท้ง : ตัดสินอย่างไร? (โดยพระธรรมปิฎก ป.อ.ปยุตฺโต)

ชีวิตเริ่มต้นเมื่อไร

การทำแท้งในทัศนะของพระพุทธศาสนา* (*ปาฐกถาธรรม จัดโดย ชุมนุมพุทธธรรมศิริราช ณ โรงพยาบาลศิริราชเมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๖)


ขอเจริญพร ท่านอาจารย์แพทย์ และแพทย์พยาบาลผู้สนใจ ใฝ่ธรรมทุกท่าน

      วันนี้ อาตมภาพมาด้วยความเข้าใจว่าจะพูดเรื่องเกี่ยวกับการทำแท้ง คือเข้าใจว่าชื่อเรื่องเป็นอย่างนั้น ทั้งนี้เพราะไม่ทราบชัด หรือจำไม่แม่นว่า ตั้งชื่อว่าเรื่องอะไร เมื่อฟังท่านผู้ดำเนินการจึงทราบชัดว่าเป็นเรื่อง "ชีวิตเริ่มต้นเมื่อไร" แต่ก็ไม่เป็นไร

      "ชีวิตเริ่มต้นเมื่อไร" ก็สัมพันธ์กัน ไปกันได้กับเรื่องการทำแท้ง เพราะว่าในเรื่องการทำแท้ง ปัญหาสำคัญก็อยู่ที่ว่า ชีวิตเริ่มตันตรงจุดไหน และเป็นคนเมื่อไรนั่นเอง จุดวินิจฉัยสำคัญจึงอยู่ที่นี่

      เท่าที่จำได้ คุณหมอภุมรา เคยปรารภเรื่องนี้ และคุณหมอกาญจนา ก็อยากให้มาพูดเรื่องนี้ ทีนี้ก็เลยมาพูดในงานของชุมนุมพุทธธรรม


ฆ่ามนุษย์ ตั้งแต่เมื่อใด?


      ถ้าจะพูดเรื่องทำแท้ง ก็ตอบนิดเดียว อาตมาก็เลยนึกว่าวันนี้มาพูดเดี๋ยวเดียวก็จบ เพราะว่าถ้าเริ่มจากจุดนี้ ก็ไม่มีอะไรมาก คำตอบจะดูได้ชัดจากวินัยของพระ เราเอามาเทียบได้ทันที คือพระสงฆ์มีวินัยบัญญัติข้อสำคัญอยู่ข้อหนึ่งว่า ถ้าฆ่ามนุษย์ละก็ต้องขาดจากความเป็นพระภิกษุ เรียกว่าเป็นปาราชิกข้อหนึ่ง

      พระภิกษุที่ว่าฆ่ามนุษย์ ฆ่ามนุษย์ตั้งแต่เมื่อไร? ถ้าดูที่นี่แล้วก็จะเห็นว่า ทัศนะของพระพุทธศาสนาชัดอยู่แล้ว สำหรับพระภิกษุ ตั้งแต่บวชวันแรกพอบวชเสร็จ พระพุทธเจ้าก็บัญญัติไว้ว่าให้พระอุปัชฌาย์บอกอนุศาสน์

      อนุศาสน์เป็นคำสอนเบื้องต้นให้พระภิกษุที่บวชใหม่รู้ว่า ชีวิตของพระจะเป็นอยู่ได้อย่างไร อาศัยปัจจัยสี่อย่างไร แล้วก็บอกสิ่งที่ทำไม่ได้ ๔ ประการ ให้รู้ไว้ก่อน คือในขณะที่ยังไม่ได้รับการศึกษา ยังไม่มีความรู้ในธรรมวินัยว่าจะทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ บวชใหม่ๆ ยังไม่ทันรู้ เดี๋ยวจะพลาดไปเสียก่อน ฉะนั้น ก่อนจะศึกษาอะไรต่อไป ก็ให้รู้ไว้ก่อนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความผิดร้ายแรง  ประการ ถ้าทำแล้วจะขาดจากความเป็นพระภิกษุ ใน ๔ ข้อนั้น เฉพาะข้อที่ ๓ มีข้อความเป็นภาษาบาลี บอกไว้ว่า

      โย ภิกขุ สญจิจฺจ มนุสฺสวิคคหํ ชีวิตา โวโรเปติ อนฺตมโส คพฺภปาตนํ อุปาทาย, อสฺสมโณ โหติ อสกฺยปุตฺติโย. (* วินย.๔/๑๔๔/๑๙๔)

      นี่ พระใหม่ทุกองค์จะต้องได้ยินพระอุปัชฌาย์ หรือผู้ที่พระอุปัชฌาย์มอบหมายให้บอก แปลได้ความว่า "ภิกษุใดจงใจพรากชีวิตมนุษย์ แม้แต่เพียงทำครรภ์ให้ตกไป (ทำครรภ์ให้ตกไป หมายความว่าทำแท้งนั่นเอง) ย่อมไม่เป็นสมณะ ไม่เป็นศากยบุตร"

      พอเริ่มบวชท่านก็บอกอย่างนี้ ฉะนั้น การทำแท้งจึงเป็นการกระทำที่ต้องห้ามสำหรับพระภิกษุ ถ้าทำแท้งก็ถือว่าทำลายชีวิตมนุษย์ ขาดจากความเป็นพระภิกษุ

      ข้อความที่ท่านบอกนี้ ท่านก็เอามาจากบทบัญญัติในพระวินัยอีกทีหนึ่ง ทีนี้เราก็มาย้อนหรือดูให้ลึกลงไปถึงพระวินัย 

      ในพระวินัยบทบัญญัติข้อนี้ก็มีข้อความคล้ายๆ กัน เพราะว่าคำบอกอนุศาสน์นั้น ท่านก็เกือบจะลอกมาจากพุทธบัญญัติที่ว่าด้วยปาราชิกนั่นเอง พุทธบัญญัตินั้นมีว่า

      โย ปน ภิกขุ สญจิจฺจ มนุสฺสวิคฺคหํ ชีวิตา โวโรเปยฺย, ...อยมฺปิ ปาราชิโก โหติ อสํวาโส. (วินย.๑/๑๘๐/๑๓๗)

      แปลว่า ภิกษุใดจงใจพรากชีวิตมนุษย์ ภิกษุนี้เป็นปาราชิก หมดสิทธิอยู่ร่วมกับสงฆ์ (ไม่สามารถอยู่ร่วมกับภิกษุอื่นได้อีกต่อไป)

      เป็นอันว่าแน่นอนแล้ว และในคำบอกอนุศาสน์ ท่านก็ยัง สรุปมาอีกให้รู้ว่า แม้แต่เพียงทำลายเด็กที่อยู่ในครรภ์ก็ไม่ได้

      ทีนี้ปัญหาก็ตามมาว่า ที่ว่าทำครรภ์ให้ตกไป หรือทำแท้งน่ะ หมายเอาตอนไหน ตั้งแด่เมื่อไร อันนี้รู้สึกว่าเป็นจุดที่มาโยงเข้ากับเรื่องที่ว่า ชีวิตเริ่มต้นเมื่อไร

      ทีนี้ก็มาดูคำอธิบายต่อไป วิธีที่พระพุทธเจ้าทรงวางบทบัญญัติในพระวินัยนั้นก็เหมือนกับวิธีที่ปฏิบัติกันต่อมาในกฎหมายทั่วไป คือต้องมีความชัดเจนทางด้านถ้อยคำ มีการให้คำจำกัดความคำสำคัญทุกคำ ฉะนั้น ในพระวินัยบัญญัติทุกบทจะต้องมีคำจำกัดความ คำแต่ละคำมีคำจำกัดความไว้ชัดเจน เพราะฉะนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าบัญญัติสิกยาบทนั้นๆ เสร็จแล้ว ก็จะมีคำอธิบายต่อไปข้างล่าง

      ในข้อความว่า "ภิกษุใดพรากชีวิตมนุษย์" ก็มีคำอธิบายแต่ละคำ คำว่า"ภิกษุ" หมายถึงบุคคล "ชีวิตมนุษย์" หมายถึง "ปลง" หรือ"พราก" หมายถึง ท่านอธิบายไว้ทุกคำ นี้เป็นลักษณะของกฎหมาย เมื่อมีบทบัญญัติ ก็มีคำจำกัดความ

      ที่บอกว่า พรากชีวิตมนุษย์นั้น ภาษาพระใช้คำว่า มนุสสวิคฺคหํ เราแปลง่ายๆ ว่า ชีวิตมนุษย์ ซึ่งท่านให้คำจำกัดความไว้ว่า ที่ชื่อว่าชีวิตมนุษย์ นั้นคืออย่างไร? ท่านบอกว่าได้แก่ จิตที่เป็นปฐม คือวิญญาณแรก ซึ่งปรากฎในครรภ์มารดา จนกระทั่งถึงมรณะ ในระหว่างนี้ชื่อว่าเป็น มนุสสวิคฺคหํ

      เป็นอันว่า ตามคำจำกัดความของ มนุสสวิคุคห์ ท่านถือว่าเป็นชีวิตมนุษย์ตั้งแต่เป็นจิตแรกในท้องของมารดาจนถึงตาย

      ทีนี้ก็มีปัญหาต่อไปว่า จิตแรก หรือ วิญญาณอันเป็นปฐม หรือปฐมจิตนั้นคือตอนไหน

      ถึงตอนนี้อรรถกถาก็อธิบายถ้อยคำและข้อความในพระไตรปิฎกบ้าง ท่านบอกว่า จิตที่เป็นปฐม นั้นได้แก่ปฏิสนธิจิต (จิตที่ปฏิสนธิ) แล้วก็อธิบายต่อไปว่า ที่ท่านแสดงไว้นี้หมายถึงปฏิสนธิของสัตว์ที่มีขันธ์ ๕

     ขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เพราะฉะนั้น จิตแรกนี่ก็พร้อมด้วยอรูปขันธ์ ทั้ง ๓ คือ เวทนา สัญญาและสังขาร จุดนี้ก็ยังไม่สำคัญ อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา

      ทีนี้ ท่านบอกต่อไปว่า "กับทั้ง กลลรูป ที่เกิดพร้อมด้วยปฐมจิตนั้น" นี่ละคำนี้ตัดสินเลย เป็นอันว่าท่านบอกไว้ครบแล้ว ทั้งด้านจิตใจและด้านร่างกาย คือ

   ก. ทางด้านจิตใจ หรือนามธรรม ได้แก่

      ๑. ปฐมจิต

      ๒. อรูปขันธ์ทั้ง ต ที่เกิดร่วมกับปฐมจิตนั้น

  ข. ส่วนทางด้านร่างกาย หรือรูปธรรม ก็บอกว่า "และกลลรูป ที่เกิดพร้อมด้วยปฐมจิต"

      เป็นอันตัดสินได้แล้วว่าฝ่ายรูปธรรมได้แก่ กลลรูปกลลรูปนี้คืออะไร เดี๋ยวเราจะต้องมาพิจารณาเรื่องนี้กันอีกที

      แล้วท่านก็สรุปว่า "นี้แหละชื่อว่า มนุสสวิคุคห ที่เป็นเบื้องแรกที่สุด" หมายความว่า จุดเริ่มแรกที่สุดของชีวิตมนุษย์อยู่ที่นี่ แล้วก็มีคำอธิบายสรุปท้ายอีกว่า

      "พรากมนุษย์จากชีวิตแม้ในเวลาที่เป็นกลละ" (วินย.อ.๑/ ๑๗๒/ ๔๗๕) นี่ชื่อว่าทำแท้ง หรือทำครรภ์ให้ตกไป ฉะนั้นก็ได้ความหมายของการทำแท้ง หรือฆ่ามนุษย์ในครรภ์ตั้งแต่รูปเล็กที่สุดที่เป็นกลลรูป 

      ตกลงว่า สำหรับภิกษุนี่ชัดเจนแล้วว่า ถ้าทำลายชีวิตมนุษย์ ตั้งต้นแต่เขาอยู่ในครรภ์มารดา เป็นกลลรูป เป็นรูปที่เป็นกลละ ก็ถือว่าขาดจากความเป็นพระภิกษุ ชื่อว่าทำลายชีวิตมนุษย์ทั้งสิ้น


กำเนิดมนุษย์ ท่านว่าไว้อย่างไร?


      ต่อไปนี้ก็มาดูเรื่องเกี่ยวกับกำเนิดของมนุษย์ตามความในพระไตรปิฎกให้ชัดขึ้นไปอีก ที่กล่าวไปแล้วเป็นพระวินัย คราวนี้เราไปดูในพระสูตรบ้าง เพื่อจะโยงหาเนื้อความที่สัมพันธ์กัน ที่จะช่วยให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น มีพระสูตรที่ตรัสถึงเรื่องกำเนิดของชีวิตมนุษย์ พระพุทธเจ้าตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย เพราะการประชุมพร้อมแห่งองค์ประกอบ ๓ ประการ ย่อมมีการหยั่งลงแห่งครรภ์"

      การหยั่งลงแห่งครรภ์ หมายความว่ามีการเกิดขึ้นของสัตว์ที่เกิดในท้องมารดา ดูพุทธพจน์ต่อไปว่า

      "ภิกษุทั้งหลาย เมื่อใด มารดาบิดาร่วมกัน ๑ มารดา อยู่ในฤดู (ช่วงเวลาไข่สุก) ๑ , และคันธัพพะเข้าไปตั้งอยู่แล้ว ๑, เพราะประชุมองค์ประกอบ ๓ ประการอย่างนี้ ก็มีการก้าวลงแห่งครรภ์" (ม.มู.๑๒/๕๕๒/๔๘๗)

      นี่ก็หมายความว่า องค์ประกอบฝ่ายมารดากับบิดามาประจวบกัน ๑ และมารดาก็อยู่ในระยะที่มีไข่สุก ๑ อีกทั้งคันธัพพะก็เข้าไปตั้งอยู่  นี่เป็นจุดเริ่มต้นกำเนิดชีวิต... 

-----------------

(ต่อตอนที่ ๒)


[full-post]

ปกิณกธรรม,สมเด็จพุทธโฆสาจารย์,ปยุตโต,ทำแท้ง

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.