สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


ทวยตานุปัสสนา ว่าด้วยการพิจารณาเห็นธรรมเป็นคู่

   ในคืนวันเพ็ญ วันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่ำ วันหนึ่ง ขณะพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ บุพพาราม ปราสาทของนางวิสาขามิราคมาตา เขตกรุงสาวัตถี ได้ทอดพระเนตรเห็นภิกษุสงฆ์นั่งสงบนิ่งจึงตรัสว่า หากมีผู้ถามว่า การฟังกุศลธรรมที่เป็นของพระอริยะ เป็นเครื่องนำออกจากโลก เป็นเหตุให้ดำเนินไปสู่ความตรัสรู้ จะมีประโยชน์อะไรแก่ท่านทั้งหลาย เธอทั้งหลาย ควรตอบว่า มีประโยชน์ให้รู้จักธรรมแยกออกเป็น ๒ คู่ตามความเป็นจริง ซึ่งภิกษุผู้สามารถ พิจารณาเห็นธรรมแยกออกเป็น ๒ คู่โดยชอบเนืองๆ ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกาย และใจอยู่ จึงหวังผลอย่าง ๑ ใน ๒ อย่าง คือ (๑) อรหัตตผลในปัจจุบัน (๒) ความเป็น พระอนาคามี เมื่อยังมีอุปาทานขันธ์เหลืออยู่ ซึ่งการแยกธรรมออกเป็น ๒ คู่ตามความเป็นจริงนั้น มีดังนี้

   คู่ที่ ๑ อริยสัจ

   ๑. การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย

   ๒. การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา

   พระผู้มีพระภาคได้ตรัสสรุปไว้ในคู่นี้ว่า สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดไม่รู้จักทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ธรรมชาติเป็นที่ดับทุกข์ลงได้สิ้นเชิง และไม่รู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้เสื่อมจากเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อจะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ เป็นผู้เข้าถึงชาติและชราแท้ ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดรู้จักทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ธรรมชาติเป็นที่ดับทุกข์ลงได้สิ้นเชิง และรู้จักทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ สมณะ หรือพราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ เป็นผู้ควรเพื่อจะทำที่ สุดแห่งทุกข์ได้ และเป็นผู้ไม่เข้าถึงชาติและชรา

   คู่ที่ ๒ อุปธิ

   ๑. การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ทุกข์ทั้งหมดย่อมเกิดเพราะอุปธิเป็นปัจจัย

   ๒. การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะอุปธิทั้งหลายนั้นเองดับลงโดยการคายกิเลสได้หมด ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป

   พระผู้มีพระภาคได้ตรัสสรุปไว้ในคู่นี้ว่า ทุกข์ทั้งหมดล้วนเกิดมาจากอุปธิเป็นต้นเหตุ ผู้ใดไม่มีปัญญามักก่ออุปธิ ผู้นั้นจัดว่าเป็นคนเขลา ย่อมเข้าถึงทุกข์บ่อยๆ เพราะฉะนั้น บุคคลรู้อยู่เป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นทุกข์ว่า มีชาติเป็นแดนเกิด ไม่ควรก่ออุปธิ

   คู่ที่ ๓ อวิชชา

   ๑. การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ทุกข์ทั้งหมดย่อมเกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย

   ๒. การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะอวิชชานั้นเองดับลงโดยการคายกิเลสได้หมด ทุกข์ จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป

   พระผู้มีพระภาคได้ตรัสสรุปไว้ในคู่นี้ว่า อวิชชานั่นแลเป็นคติของสัตว์ทั้งหลายผู้เข้าถึงชาติ มรณะและสังสารวัฏ ซึ่งมีสภาวะอย่างนี้และสภาวะอย่างอื่นอยู่บ่อยๆ อวิชชาเป็นเหตุให้สัตว์ ทั้งหลายจมปลักอยู่สิ้นกาลนาน สัตว์เหล่าใดทำลายอวิชชาด้วยวิชชาแล้ว สัตว์เหล่านั้น ย่อมไม่เข้าถึงภพใหม่อีก

   คู่ที่ ๔ สังขาร

   ๑. การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ทุกข์ทั้งหมดย่อมเกิดเพราะสังขารเป็นปัจจัย

   ๒. การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะสังขารทั้งหลายนั้นเองดับลงโดยการคายกิเลสได้หมด ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป

   พระผู้มีพระภาคได้ตรัสสรุปไว้ในคู่นี้ว่า ทุกข์ทั้งหมดเกิดเพราะสังขารเป็นปัจจัย เพราะสังขารดับลง ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป ภิกษุรู้โทษนี้ว่า ทุกข์เกิดขึ้นเพราะสังขารเป็นปัจจัย เพราะความสงบสังขารทั้งปวง สัญญาทั้งหลายจึงดับลง ความสิ้นทุกข์ย่อมมีได้ ด้วยอาการอย่างนี้ เพราะรู้ความสิ้นทุกข์นี้โดยถ่องแท้แล้ว บัณฑิตทั้งหลายผู้เห็นชอบ เป็นผู้จบเวท รู้โดยชอบแล้ว ครอบงำกิเลสเครื่องประกอบของมารได้แล้ว ย่อมไม่เกิดอีก

   คู่ที่ ๕ วิญญาณ

   ๑. การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ทุกข์ทั้งหมดย่อมเกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย

   ๒. การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะวิญญาณนั้นเองดับลงโดยการคายกิเลสได้หมด ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป

   พระผู้มีพระภาคได้ตรัสสรุปไว้ในคู่นี้ว่า ทุกข์ทั้งหมดย่อมเกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย เพราะวิญญาณดับลง ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป ภิกษุรู้โทษนี้ว่า ทุกข์เกิดขึ้นเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย เป็นผู้ปราศจากตัณหา ดับกิเลสได้สิ้นเชิงแล้ว เพราะวิญญาณระงับลง

   คู่ที่ ๖ ผัสสะ

   ๑. การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ทุกข์ทั้งหมดย่อมเกิด เพราะผัสสะเป็นปัจจัย

   ๒. การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะผัสสะนั้นเองดับลงโดยการคายกิเลสได้หมด ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป

   พระผู้มีพระภาคได้ตรัสสรุปไว้ในคู่นี้ว่า ชนทั้งหลายผู้ถูกผัสสะครอบงำแล้ว แล่นไปตาม กระแสตัณหาในภพ ดำเนินไปผิดทาง ย่อมห่างไกลจากความสิ้นสังโยชน์ ส่วนชนทั้งหลาย ผู้กำหนดรู้ผัสสะจนทั่วถึงแล้ว ยินดีในธรรมเป็นที่สงบระงับได้ด้วยปัญญา ย่อมเป็นผู้ปราศจากตัณหา ดับกิเลสลงได้สิ้นเชิง เพราะรู้ยิ่งถึงผัสสะ

   คู่ที่ ๗ เวทนา

   ๑. การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ทุกข์ทั้งหมดย่อมเกิดเพราะเวทนาเป็นปัจจัย

   ๒. การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะเวทนานั้นเองดับลงโดยการคายกิเลสได้หมด ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป

   พระผู้มีพระภาคได้ตรัสสรุปไว้ในคู่นี้ว่า สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา มีอยู่ทั้งภายในและภายนอก ภิกษุรู้ว่า เวทนานี้เป็นเหตุแห่งทุกข์ ถูกต้องสัมผัสเวทนาที่มีความเสื่อมสูญไปเป็นธรรมดา มีปกติทรุดโทรมไป ด้วยอุทยัพพยญาณแล้ว เห็นความเสื่อมเป็นที่สุด ชื่อว่ารู้แจ้งเห็นจริงในเวทนานั้นอย่างนี้ เพราะเวทนาทั้งหลายสิ้นไปนั่นเอง ทุกข์จึง เกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป

   คู่ที่ ๘ ตัณหา

   ๑. การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ทุกข์ทั้งหมดย่อมเกิด เพราะตัณหาเป็นปัจจัย

   ๒. การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะตัณหานั้นเองดับลงโดยการคายกิเลสได้หมด ทุกข์ จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป

   พระผู้มีพระภาคได้ตรัสสรุปไว้ในคู่นี้ว่า บุคคลมีตัณหาเป็นเพื่อน ท่องเที่ยวไปตลอดกาลยาวนาน ย่อมไม่ล่วงพ้นสังสารวัฏ ที่มีสภาวะอย่างนี้และสภาวะอย่างอื่น ภิกษุรู้โทษนี้ รู้ตัณหา เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ พึงเป็นผู้ไม่มีตัณหา ไม่มีความถือมั่น มีสติสัมปชัญญะอยู่

   คู่ที่ ๙ อุปาทาน

   ๑. การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ทุกข์ทั้งหมดย่อมเกิดเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย

   ๒. การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะอุปาทานนั้นเองดับลงโดยการคายกิเลสได้หมด ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป

   พระผู้มีพระภาคได้ตรัสสรุปไว้ในคู่นี้ว่า ภพมีได้เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย สัตว์เกิดมาแล้ว ต้องประสบทุกข์ ต้องตาย นี้เป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์ เพราะฉะนั้น บัณฑิตทั้งหลายรู้ด้วยปัญ ญาโดยชอบ รู้แจ้งภาวะที่สิ้นสุดการเกิด เพราะอุปาทานสิ้นไป จึงไม่เข้าถึงภพใหม่อีก 

   คู่ที่ ๑๐ อารัมภะ

   ๑. การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ทุกข์ทั้งหมดย่อมเกิดเพราะอารัมภะเป็นปัจจัย

   ๒. การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะอารัมภะนั้นเองดับลงโดยการคายกิเลสได้หมด ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป

   พระผู้มีพระภาคได้ตรัสสรุปไว้ในคู่นี้ว่า ทุกข์ทั้งหมดย่อมเกิดเพราะอารัมภะเป็นปัจจัย เพราะอารัมภะทั้งหลายดับลง ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป ภิกษุรู้โทษนี้ว่า ทุกข์เกิดขึ้นเพราะ อารัมภะเป็นปัจจัย สละคืนอารัมภะได้ทั้งหมด น้อมจิตไปในนิพพานที่ปราศจากอารัมภะ ภิกษุผู้ถอนภวตัณหาได้แล้ว มีจิตสงบ มีชาติและสงสารสิ้นแล้ว ย่อมไม่มีภพใหม่

  คู่ที่ ๑๑ อาหาร

   ๑. การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ทุกข์ทั้งหมด ย่อมเกิดเพราะอาหารเป็นปัจจัย

   ๒. การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะอาหารนั้นเองดับลงโดยการคายกิเลสได้หมด ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป

   พระผู้มีพระภาคได้ตรัสสรุปไว้ในคู่นี้ว่า ทุกข์ทั้งหมดย่อมเกิดเพราะอาหารเป็นปัจจัย เพราะอาหารทั้งหลายดับลง ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป ภิกษุรู้โทษนี้ว่า ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาหารเป็นปัจจัย กำหนดรู้อาหารทุกอย่าง จึงเป็นผู้ไม่มีตัณหาในอาหารทั้งหมด ภิกษุรู้ความไม่มีโรคโดยชอบ พิจารณาแล้วจึงใช้สอยปัจจัย ๔ ดำรงอยู่ในธรรม จบเวท ย่อมไม่เข้าถึงการนับอีกต่อไป เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป

   คู่ที่ ๑๒ อัญชิตะ (ความหวั่นไหว)

   ๑. การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ทุกข์ทั้งหมดย่อมเกิดเพราะอิญชิตะเป็นปัจจัย

   ๒. การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า เพราะอิญชิตะนั้นเองดับลงโดยการคายกิเลสได้หมด ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป

   พระผู้มีพระภาคได้ตรัสสรุปไว้ในคู่นี้ว่า ทุกข์ทั้งหมดย่อมเกิดเพราะอิญชิตะเป็นปัจจัย เพราะดับอิญชตะ ทุกข์จึงเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป ภิกษุรู้โทษนี้ว่า ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอิญชิตะ เป็นปัจจัย เพราะฉะนั้น จึงควรสละตัณหา ดับสังขารได้ ไม่มีอิญชิตะ ไม่มีความถือมั่น มีสติ สัมปชัญญะอยู่

   คู่ที่ ๑๓ ผันทิตะ (ความดิ้นรน) 

   ๑. การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ผันทิตะย่อมมีแก่ผู้ตกอยู่ใต้อำนาจ ตัณหา ทิฏฐิ และมานะ

   ๒. การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า ผู้ที่พ้นจากอำนาจตัณหา ทิฏฐิ และมานะ ย่อมไม่ดิ้นรน

   พระผู้มีพระภาคได้ตรัสสรุปไว้ในคู่นี้ว่า ผู้พ้นจากอำนาจตัณหา ทิฏฐิ และมานะ ย่อมไม่ดิ้นรน ส่วนผู้ที่ตกอยู่ในอำนาจตัณหาเป็นต้น ถือมั่นอยู่ ย่อมไม่ล่วงพ้นสังสารวัฏที่มี สภาวะอย่างนี้และสภาวะอย่างอื่นไปได้ ภิกษุรู้โทษนี้ว่า ตัณหาเป็นภัยใหญ่ พ้นจากตัณหา เป็นต้นนั้นได้แล้ว ไม่มีความถือมั่น มีสติสัมปชัญญะอยู่

   คู่ที่ ๑๔ รูป

   ๑. การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า อรูปภพละเอียดกว่ารูปภพ

   ๒. การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า นิโรธละเอียดกว่าอรูปภพ

   พระผู้มีพระภาคได้ตรัสสรุปไว้ในคู่นี้ว่า สัตว์ทั้งหลายที่เข้าถึงรูปภพและที่ดำรงอยู่ในอรูปภพ เมื่อยังไม่รู้ชัดถึงความดับกิเลส ก็ยังต้องกลับมาเกิดใหม่อีก ส่วนผู้ที่กำหนดรู้ รูปภพแล้ว ไม่ดำรงอยู่ในอรูปภพ น้อมจิตไปในนิพพาน ย่อมชนะมัจจุราชได้

   คู่ที่ ๑๕ นิพพานสัจจะ

   ๑. การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า นามรูปที่ชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก และหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์พิจารณาเห็นว่านามรูปนี้เป็นของจริง ซึ่งพระอริยะทั้งหลายพิจารณาเห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบว่า นามรูปนี้ไม่เป็นของจริง

   ๒. การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า นิพพานที่ชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก และหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์พิจารณาเห็นว่านิพพานนี้ไม่มี อยู่จริง ซึ่งพระอริยะทั้งหลายพิจารณาเห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันชอบว่า นิพพานนี้มีอยู่จริง

   พระผู้มีพระภาคได้ตรัสสรุปไว้ในคู่นี้ว่า ท่านมีความเข้าใจผิดในนามรูปที่มิใช่อัตตาว่าเป็นอัตตา จงดูชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก ซึ่งพากันยึดมั่นในนามรูป โดยเข้าใจว่า นามรูปนี้เป็น ของจริง แต่นามรูปนั้นย่อมแปรผันเป็นอย่างอื่น หาเป็นจริงตามนั้นไม่ เพราะนามรูปนั้น ปรากฏชั่วครู่ก็เสื่อมสูญไปเป็นธรรมดา นิพพานมีความไม่เสื่อมสูญไปเป็นธรรมดา ซึ่งพระอริยะ ทั้งหลายรู้แจ้งตามความเป็นจริง จึงเป็นผู้ปราศจากตัณหา ปรินิพพานแล้ว เพราะรู้แจ้งอริยสัจ

   คู่ที่ ๑๖ ทุกข์

   ๑. การพิจารณาเห็นเนืองๆ ว่า อิฏฐารมณ์ที่ชาวโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก และหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์พิจารณาเห็นว่า อิฏฐารมณ์นี้เป็นความสุข ซึ่งพระอริยะทั้งหลายพิจารณาเห็นตามความเป็นจริงด้วย ปัญญาอันชอบว่า อิฏฐารมณ์นี้เป็นความทุกข์

   ๒. การพิจารณาเห็นว่า นิพพานที่ชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก และ หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์พิจารณาเห็นว่า นิพพานนี้เป็น ความทุกข์ ซึ่งพระอริยะทั้งหลายพิจารณาเห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญา อันชอบว่า นิพพานนี้เป็นความสุข

   พระผู้มีพระภาคได้ตรัสสรุปไว้ในคู่นี้ว่า รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ล้วนเป็นสิ่งที่ชาวโลก พร้อมทั้งเทวโลกสมมุติว่าเป็นสุข ถ้ารูปเป็นต้นเหล่านั้นดับในที่ใด ที่นั้น เทวดาและมนุษย์เหล่านั้นก็สมมุติกันว่าเป็นทุกข์ ส่วนอริยบุคคลทั้งหลายเห็นการดับสักกายะ ว่าเป็นสุข การเห็นของอริยบุคคลทั้งหลายผู้เห็นอยู่นี้ ย่อมขัดแย้งกับชาวโลกทั้งปวง บุคคล เหล่าอื่นกล่าวสิ่งใดว่าเป็นสุข อริยบุคคลทั้งหลายกล่าวสิ่งนั้นว่าเป็นทุกข์ บุคคลเหล่าอื่น กล่าวสิ่งใดว่าเป็นทุกข์ อริยบุคคลทั้งหลายรู้แจ้งสิ่งนั้นว่าเป็นสุข เธอจงเห็นธรรมที่รู้ได้ยาก คนพาลผู้หลงไม่รู้แจ้งในนิพพานนี้ ความมืดปรากฏแก่บุคคลผู้ถูกนิวรณ์คือกิเลสหุ้มห่อไว้ เหมือนความมืดปรากฏแก่บุคคลผู้ไม่เห็นอยู่ ฉะชนทั้งหลายผู้แสวงหาทาง ไม่ฉลาดในธรรมย่อมไม่รู้แจ้งนิพพานที่อยู่ใกล้ บุคคลผู้ถูกความกำหนัดในภพครอบงำ แล่นไปตามกระแสตัณหาในภพ ถูกบ่วงมารคล้องไว้ จะไม่รู้ธรรมนี้ได้ง่าย เว้นอริยบุคคลทั้งหลายแล้ว ใครเล่าควรจะตรัสรู้บทที่อริยบุคคลทั้งหลายตรัสรู้ชอบแล้ว ไม่มีอาสวะ ปรินิพพาน

   ครั้นพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้ ภิกษุเหล่านั้นต่างก็มีใจชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระองค์ มีจิตหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย

---------///----------


[full-post]

ทวยตานุปัสสนา

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.