บทความชุด “ทำบุญวันพระ” (๑๐)

------------------------------

พาหุง ใส่บาตร (๑)

------------------------------

พอพระขึ้น พาหุง ญาติโยมก็จะลุกขึ้นไปใส่บาตร สถานที่ใส่บาตรก็คือแท่นยาวหน้าศาลา นั่นคือลงไปใส่บาตรกันข้างล่างหรือใส่บาตรนอกศาลา ที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพราะภายในศาลาสถานที่จำกัด แค่ญาติโยมนั่งกันก็เต็มหมดแล้ว ไม่มีที่พอจะตั้งบาตร ถ้าใส่บาตรในศาลาจะแออัดและชุลมุนกันมาก ใส่ข้างนอกเหมาะที่สุด ลงจากศาลาหรือออกจากศาลาก็ถึงที่แล้ว ไม่ลำบากอะไรเลย ไม่แออัดดีด้วย 

อีกประการหนึ่ง เวลาตักข้าวจากขันใส่บาตรมักจะมีข้าวหกตกไปที่พื้น ถ้าใส่บาตรในศาลา คนเดินไปมาเหยียบข้าวโดยไม่ตั้งใจ พื้นศาลาก็จะสกปรก สมัยก่อนคนไปทำบุญวันพระนั่งกับพื้นศาลาก็จะเกิดปัญหาในการนั่ง ใส่บาตรนอกศาลาแก้ปัญหาได้ หากใครจะเผอิญเหยียบข้าวสุกหรือเท้าเปื้อนในเวลาออกไปใส่บาตร ก่อนขึ้นหรือก่อนเข้าศาลาก็มีอ่างล้างเท้าไว้ให้ ล้างเท้าสะอาดขึ้นไปนั่งตามปกติได้สบาย

เพราะฉะนั้น วัดสมัยก่อนจะสร้างแท่นตั้งบาตรไว้หน้าศาลาหรือข้างศาลาแล้วแต่ความเหมาะสม เห็นแท่นที่ว่านี้ย่อมเป็นที่รู้กันว่าเป็นแท่นตั้งบาตรสำหรับให้ญาติโยมใส่บาตรในวันพระ

วัดสมัยใหม่ดูเหมือนจะไม่มีแท่นตั้งบาตรกันแล้ว คนสมัยใหม่ก็เลยไม่รู้จักแท่นตั้งบาตร เห็นแท่นตามวัดเก่าก็ไม่รู้ว่าแท่นอะไร ทำไว้ทำไม

ผมขอเสนอแนะว่า วัดต่างๆ ควรมีแท่นตั้งบาตรข้างศาลาทำบุญ ใช้ประโยชน์ในวันพระได้ด้วย เป็นการอนุรักษ์ธรรมเนียมเดิมไว้ด้วย ใครไปมาเห็นแท่นนี้ก็ชวนให้เกิดกุศลจิตคิดถึงการทำบุญใส่บาตรอีกโสดหนึ่งด้วย เป็นการชอบโดยแท้

..................

พอพระขึ้น พาหุง ญาติโยมลุกขึ้นไปใส่บาตร มีเหตุผลเป็นประการใด ผมเคยสันนิษฐานไว้ในหนังสือ “พุทธชัยมงคลคาถา” ขอยกมาให้อ่านกันดังนี้ -

.........................................................

ที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งก็คือ ถ้ามีการตักบาตร พอพระขึ้นบทพาหุง ญาติโยมจะเริ่มลุกขึ้นไปใส่บาตร ใส่บาตรเสร็จแล้วถ้าพระยังสวดไม่จบ ก็จะกลับมานั่งฟังต่อ ถ้าเป็นการใส่บาตรที่วัดในวันพระ เนื่องจากคนมากด้วยกัน กว่าจะใส่บาตรกันเสร็จ พระมักจะสวดจบก่อน 

ผมยังไม่เคยได้พบคำอธิบายถึงเหตุผลว่าทำไมจึงเริ่มใส่บาตรเมื่อพระเริ่มขึ้นบทพาหุง เคยแต่ได้ฟังคำอธิบายทีเล่นทีจริงแบบชาวบ้านๆ ว่า บทพาหุงก็คือหุงข้าว (เอาเสียง “หุง” ในภาษาบาลีมาให้ความหมายว่าหุงหาอาหารตามความหมายในภาษาไทย) เมื่อพระขึ้นบทนี้ก็เป็นการเตือนให้หุงข้าวใส่บาตร แต่เมื่อข้าวนั้นหุงมาเรียบร้อยแล้ว ก็ใส่บาตรได้เลย

จะเป็นไปได้ไหมว่า ที่ลุกขึ้นไปใส่บาตรเมื่อพระขึ้นบทพาหุงนั้น ความประสงค์ก็คือจะไม่ให้เสียเวลานั่นเอง หมายความว่า พอพระสวดถวายพรพระจบ ญาติโยมก็ใส่บาตรเสร็จพอดี เพราะถ้านั่งฟังจนสวดจบก่อนแล้วจึงใส่บาตร เวลาอาจไม่พอแก่การที่จะต้องทำกิจอื่นๆ ต่อไป ทั้งทำให้พระเสียเวลานั่งรอด้วย ขนาดเริ่มใส่บาตรเมื่อขึ้นบทพาหุง ถ้ามีญาติโยมมากๆ เช่นทำบุญที่วัดในวันพระ พระสวดจบแล้วตั้งนาน โยมยังใส่บาตรกันไม่เสร็จก็มี ผมว่าความประสงค์เดิมคงเป็นดังว่านี้ 

แต่ครั้นนานเข้า ความมุ่งหมายนี้ค่อยเลือนไป จนเมื่อไม่มีใครรู้เหตุเดิมนั้นเสียแล้ว จึงกลายเป็นความนิยมทำตามๆ กันไป 

เรื่องนี้น่าจะเป็นทำนองเดียวกับการที่พระสวดมนต์ในงานพิธีต่างๆ ที่มีการวงสายสิญจน์ ตอนใกล้จบ พอขึ้นบท ภะวะตุ สัพฯ พระรูปท้ายก็จะม้วนเก็บสายสิญจน์ทันที ความประสงค์เดิมนั้นคงเป็นเพราะในงานที่นิมนต์พระมาก ถ้ารอให้สวดจบจึงค่อยม้วนสายสิญจน์เก็บก็เสียเวลานาน จึงม้วนเก็บเสียก่อนจบ คือพอจบบท ภะวะตุ สัพฯ ก็ม้วนสายสิญจน์หมดพอดี 

ครั้นนานเข้าไม่มีใครเข้าใจความมุ่งหมายนั้น รู้แต่ว่าพอขึ้นบท ภะวะตุ สัพฯ จะต้องม้วนสายสิญจน์เก็บ แม้พระที่สวดจะมีเพียง ๙ รูป ๑๐ รูป ซึ่งถ้าม้วนตอนสวดจบแล้วก็คงไม่เสียเวลานัก แต่ก็ถือจนเกือบจะเป็นธรรมเนียมไปแล้วว่าจะต้องม้วนก่อนสวดจบ

(จบความจากหนังสือ พุทธชัยมงคลคาถา)

.........................................................

หนังสือเรื่อง พุทธชัยมงคลคาถา (คาถาพาหุง) นี้ผมเขียนขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๓๗ ตอนนั้นมีความคิดสันนิษฐานไว้แค่นั้น 

ครั้นต่อมาก็คิดต่อเติมเพิ่มเหตุผลที่ลุกไปใส่บาตรตอนพระขึ้นพาหุงได้อีกอย่างหนึ่ง

เหตุผลที่คิดเห็นเพิ่มขึ้นเป็นประการใด ผมเคยโพสต์ทางเฟซบุ๊กให้ญาติมิตรได้อ่านกันนานมาแล้ว ขอยกข้อความมาให้อ่านกันในที่นี้อีกทีดังนี้ 

.........................................................

ลุกขึ้นไปใส่บาตรตอนพาหุง 

----------------------------

ถ้ายังไม่รู้ก็อย่าเพิ่งเลิก

..........

บาลีวันละคำ ประจำวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๐ คำว่า “พาหุง” ผมเขียนไว้ตอนหนึ่ง มีข้อความว่า –

..........

มีธรรมเนียมพื้นถิ่นที่ปฏิบัติกันทั่วไปอย่างหนึ่งคือ เมื่อพระขึ้นบทพาหุง ญาติโยมจะลุกขึ้นไปใส่บาตร มีคำถามว่า ทำไมจึงทำเช่นนั้น

ผู้เขียนบาลีวันละคำขอเสนอแนวคิดในการตอบคำถามข้อนี้ดังนี้ -

บทพาหุงบทแรกกล่าวด้วยเรื่องพระพุทธเจ้าทรงชนะมารด้วยทานบารมี ถอดเป็นคำพูดที่สมมุติว่าพระสนทนากับญาติโยมได้ว่า ...

... โยมรู้ไหมว่าพระพุทธเจ้าชนะมารได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเพราะอะไร ก็เพราะพระองค์บำเพ็ญทานบารมีนะสิ ทานบารมีคืออะไร ก็คือการทำบุญถวายทาน อย่างการใส่บาตรนี่แหละใช่เลย พระขึ้นพาหุงแล้วโยมจะมามัวนั่งเฉยอยู่ทำไม ลุกขึ้นไปใส่บาตรกันสิ จะได้ชนะมารเหมือนพระพุทธเจ้ายังไงล่ะ ...

จึงถือกันเป็นธรรมเนียมสืบมาว่า เมื่อพระขึ้นบทพาหุงในงานบุญ ญาติโยมต้องลุกขึ้นไปใส่บาตร

..........

มีญาติมิตรแสดงความเห็นมาว่า ....

Outhaythong Sphabmixay 

อ้อ หลวงพ่อสนับสนุนนี่เอง พอขึ้น พาหุง ปุ๊บ ญาติโยมก็เลยพากันไปใส่บาตรกันหมด อยากชนะมารเหมือนพระพุทธเจ้า ไม่มีใครนั่งฟังพระสวดกันเลย จึงรู้อย่างเดียวคือ พอได้ยิน พาหุง เมื่อไหร่รีบลุกขึ้นไปแย่งกันใส่บาตร บางงานส่งเสียงกลบเสียงพระสวด 

บางงาน พระส่งสัญญาณบอกเจ้าภาพให้รีบไปใส่บาตร

ชาวบ้านก็เลยไม่รู้จัก ชยมังคลัฏฐกคาถา รู้แต่คำว่า พาหุง แปลว่า "เร็วๆ รีบไปใส่บาตร" แม้ว่าจะนับถือพุทธศาสนามาแต่เกิด และน้อยคนที่จะสวดเองได้

................

Petch Sipol 

ธรรมเนียมที่ว่า เมื่อพระสวดบทพาหุง ก็ให้พากันไปตักบาตร..

ผมก็เคยถามท่านผู้รู้หลายท่าน ท่านก็ให้คำตอบเป็นแนวเดียวกับที่ท่านอาจารย์บอกมา บางที่พระเป็นผู้บอกโยมเองด้วยซ้ำ

แล้วก็จะเกิดคำถามตามมาว่า การกระทำเช่นนั้น จะไม่เป็นการแสดงความไม่เคารพธรรมหรือ 

แม้แต่พระพุทธเจ้า พระองค์เองก็ยังเคารพพระธรรม

เพราะช่วงนั้น ดูไปแล้ว เป็นช่วงที่วุ่นวายมาก ตามที่คุณ Outhaythong Sphabmixay บอกบางเหตุการณ์ของบางงานไว้น่ะครับ

Outhaythong Sphabmixay 

ใช่ครับ ทำกันมานานจนกลายเป็นประเพณีแล้ว คนก็เลยรู้จักอย่างเดียว พาหุง หมายถึง รีบใส่บาตร ขนาดคนที่ตั้งใจนั่งพนมมือตั้งใจฟังพระสวดให้จบอยู่ก็ยังถูกเรียก หรือถูกฉุดให้รีบไปใส่บาตร

ส่วนอีก ๗ คำ คือ มาราติเรก ... ทุคคาหะ นั่นไม่รู้จัก 

(จบความเห็น)

--------------

ข้อความที่ผมโพสต์ไปยังไม่จบครับ ตอนหน้าจะยกมาให้อ่านกันต่อ-เป็นเรื่องที่ผมตอบความเห็นของญาติมิตรที่แสดงความคิดเห็นข้างต้นนั้น

-------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๕

๑๗:๕๔

[full-post]

ทำบุญวันพระ

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.