ทำแท้ง : ตัดสินอย่างไร? (โดยพระธรรมปิฎก ป.อ.ปยุตฺโต) (ตอนที่ ๘ ตอนจบ)
อาตมาเคยค้นในอรรถกถาดูว่ากิเลสพันห้ามีบัญชีไว้ที่ไหน ก็ได้ไม่ครบ ท่านยกตัวอย่างมาสามสี่ร้อยอย่างก็พอแล้วถือว่ามันเป็นรูปร่างหรืออาการแสดงออกต่างๆ ของสภาพอันเดียวกัน คือสภาพจิตที่มีอวิชชา
คนเราเกิดมาเริ่มต้นก็ยังไม่มีความรู้ หรือมีแต่ความไม่รู้เรียกว่ามีอวิซชา แต่การที่จะอยู่รอดด้วยดีในโลก คนจะต้องมีความรู้ เมื่อยังไม่มีความรู้ที่จะปฏิบัติให้ถูกต้องต่อสิ่งทั้งหลายมนุษย์ก็อยู่โดยดิ้นรนไปด้วยแรงขับของภวตัณหา (ความอยากดำรงอยู่ อาจแปลว่า need for survival หรือบางท่านแปลว่า life wish) เมื่อดิ้นรนไปอย่างนั้น และมีอวิชชาอยู่เป็นพื้นมนุษย์ออกไปสัมพันธ์กระทบกับประสบการณ์และสถาน-การณ์ต่างๆ ความต้องการอยู่รอดบนพื้นฐานของอวิชชานั้น ก็จะแสดงตัวออกมาเป็นกิเลสในรูปต่างๆ ซึ่งมนุษย์ได้ใช้เป็นเครื่องปกป้องตัวเองให้อยู่รอดในการปฏิบัติต่อสภาพแวดล้อมไปพลางก่อน จนกว่าจะมีปัญญาที่จะปฏิบัติให้ถูกต้องด้วยความรู้โดยตรง เราจึงพูดได้ว่ากิเลสเหล่านั้นเป็นสภาวะที่เป็นศักยภาพของจิตอยู่อย่างนั้น ซึ่งเกิดขึ้นปรากฎได้ตลอดเวลา และถ้าใครไปสั่งสมอย่างไหนขึ้นก็จะกลายเป็นลักษณะเด่นออกมาในทางนั้น เรียกว่าเป็นการสั่งสมของกิเลส แต่ตัวจริงก็อยู่ที่ตัวมูลของมัน ซึ่งเป็นแหล่งของศักยภาพอย่างไรก็ตาม กิเลสเหล่านี้ไม่ใช่เป็นอันเดียวกันกับจิตมันไม่ใช่เป็นเนื้อตัวของจิต เพราะฉะนั้นท่านจึงบอกว่า เราสามารถชระจิตไม่ให้มีกิเลสได้ กิเลสไม่ใช่เป็นเนื้อตัวของจิตแต่มันก็ไม่ใช่อยู่ต่างหากจากจิต มันเป็นศักยภาพของจิต เมื่อไรเกิดปัญญาขึ้นมาสว่างแจ้ง อวิชชาไม่มี ศักยภาพนี้หมดไปกิเลสก็หายไปด้วย ก็หมดไปด้วยกัน เหมือนเราตัดต้นไม้ เราก็พลอยตัดดอกตัดผลไปหมดด้วย ดอกผลที่จะมีต่อไปก็ไม่มีในเวลาที่เราตัด ต้นไม้นั้นยังไม่มีดอกไม่มีผล แต่ถ้าเรามองไปข้างหน้าแล้ว ดอกผลที่จะมีอาจจะเป็นมะม่วงอีกพันผลหมื่นผล ดอกผลเหล่านั้นก็หมือนกับได้ถูกเราตัดทิ้งไปด้วยเรื่องนี้ถ้าเอามาคิดในกรณีพิพาทระหว่างคนคงจะยุ่ง คุณมาตัดต้นไม้ต้นนี้ก็เท่ากับว่าคุณมาลักผลไม้ลูกมะม่วงของฉันไปหมื่นลูก เพราะฉะนั้นฉันขอคิดราคาค่าเสียหายเท่ากับลูกมะม่วงหมื่นลูก อะไรทำนองนี้
ถาม เรื่องกิเลสกับอกุศลเจตสิกเป็นอันเดียวกันหรือเปล่า
ตอบ เป็นอันเดียวกัน เป็นพวกเจตสิก คืออาการหรือคุณ-สมบัติต่างๆ ของจิต
ถาม มีผู้ร่วมงานคนหนึ่ง สนใจศึกษาพระพุทธศาสนา และเชื่อยึดมั่นในคำสั่งสอนของอาจารย์ท่านหนึ่งว่า ให้ประพฤติดีปฏิบัติชอบในชาตินี้ ย่อมได้รับผลในชาตินี้อง ไม่ต้องมุ่งหวังในชาติหน้าภพหน้า(เขาเชื่อว่าไม่มีชาติหน้าภพหน้า) เป็นความเห็นถูกต้องหรือไม่อย่างไรในฐานะที่เราเป็นกัลยาณมิตรของเขา เราควรวางตัวอย่างไร
ตอบ การพูดแต่เรื่องชาตินี้ ถ้ามองในแง่เป็นจุดเน้นก็ใช้ได้ แต่ถ้าจะเอาไปปิดกั้นปฏิเสธชาติหน้าเสียเลย ก็เลยเถิดไป เป็นจุดที่ต้องระวัง คือในแง่จุดเน้นนั้นจริง เพราะชาติหน้าเรามองไม่เห็น แล้วที่สำคัญก็คือว่า ตามกฎเกณฑ์แห่งเหตุปัจจัย ชาติหน้าเป็นฝ่ายผลที่สืบเนื่องจากปัจจุบัน เพราะฉะนั้นตามหลักเหตุปัจจัยนี้ สิ่งที่เราต้องทำก็คือเหตุ เมื่อเราทำปัจจุบันที่เป็นเหตุให้ดีแล้วก็ไม่ต้องห่วงผลซึ่งเป็นอนาคต เพราะเรามั่นใจในความจริงข้อนี้ว่าผลเกิดจากเหตุ เพราะฉะนั้น หน้าที่ของเราจึงอยู่ที่การทำความดีซึ่งเป็นเหตุในปัจจุบัน จุดเน้นจึงอยู่ที่ปัจจุบัน เมื่อทำเหตุ (ปัจจุบัน)ดีแล้ว ผล(อนาคต)ก็ย่อมจะดี การกระทำอย่างนี้นอกจากเป็นการปฏิบัติตามหลักความจริงของกฎธรรมดาแห่งเหตุปัจจัยแล้ว เราก็เกิดความมั่นใจตามหลักเหตุปัจจัยนั้นด้วยว่า เรื่องภพหน้าเราไม่ต้องเป็นห่วงอย่างนี้ถูก เหมือนอย่างพุทธภาษิตที่ว่า ธมฺเม ฐิโต ปรโลกํ น ภาเย* (* สํ.ส. ๑๕/๒๐๘/ ๕๕) แปลว่า ตั้งอยู่ในธรรมแล้ว ไม่ต้องกลัวปรโลก นี้เป็นภาษิตบทหนึ่งที่บอกให้มั่นใจว่า เมื่อเราทำเหตุดีในชาตินี้แล้วจะต้องหวาดกลัวอะไรกับชาติหน้าเล่า
แม้ในกาลามสูตรก็บอกทำนองนี้ว่า คนที่ทำดีในปัจจุบันชาตินี้แล้ว ก็มีความมั่นใจได้ว่า ฉันไม่กลัวชาติหน้าหรอก ชาติหน้ามีหรือไม่มีฉันไม่ต้องหวั่น เพราะฉันทำความดีจนมั่นใจตนเองแล้ว ถ้าชาติหน้ามีฉันก็ไปดีแน่
แต่ทีนี้ การที่จะเลยไปถึงจุดที่ปฏิเสธชาติหน้าเสียเล ยก็ล้ำเส้นเกินไป วิธีปฏิบัติที่เหมาะสมสำหรับปุถุชน ซึ่งยังไม่รู้แจ้งโลกและชีวิต เมื่อจะต้องพูดถึงชาติหน้าในแง่ว่ามีจริงหรือไม่มี จะออกมาในทำนองว่าเรื่องชาติหน้านั้นฉันยังไม่รู้ว่ามีจริงหรือไม่มี แต่ฉันก็รู้วิธีที่จะไม่ต้องหวั่นกลัวชาติหน้า เพราะว่าสิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุปัจจัยและเพราะเหตุที่ฉันไม่รู้นี่แหละฉันจึงต้องปลอดภัยไว้ก่อน ด้วยการทำดีไว้ เมื่อทำความดีแล้วชาตินี้ก็สบายใจ ชาติหน้าก็มั่นใจไม่ต้องหวั่นต้องกลัว ฉะนั้นคนที่ทำดีในปัจจุบันจึงได้ผลทั้งสองอย่าง คือในปัจจุบันก็ดีสบายไป ข้างหน้าก็มั่นใจไม่ต้องกลัวด้วย ก็หมดปัญหา แต่เราไม่ต้องปฏิเสธชาติหน้า เพราะเรายังไม่รู้
ถาม คำว่าอจินไตย หมายถึงอะไร มีกี่อย่าง
ตอบ อจินไตย แปลว่าสิ่งที่ไม่พึงคิด คือไม่อาจรู้ได้ด้วยการคิด และถ้าขืนจะคิดให้รู้ให้ได้ ก็จะกลายเป็นผู้มีส่วนแห่งความเครียดเป็นบ้าเสียสติไป แต่ที่ว่านี้ไม่ได้หมายความว่าพระพุทธเจ้าห้ามหรอกนะ ท่านเพียงแต่บอกความจริงว่ามันเป็นอย่างนั้น ตามหลักของพระพุทธศาสนานี้ไม่ใช่พระพุทธ-เจ้าไปห้ามใคร เป็นแต่เพียงบอกว่า ไม่ควรคิด ถ้าคิดแล้วมันจะทำให้มีส่วนแห่งความวิปริตของจิตเกิดขึ้น คือเมื่อคิดไม่ออกก็เลยฟุ้งเพ้อไปเลย ฉะนั้นท่านจึงบอกว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรคิดคือ ไม่อาจรู้เข้าใจได้ด้วยการคิด ต้องรู้ประจักษ์ด้วยประสบ-การณ์ของตนเอง โดยพัฒนาปัญญาญาณให้เกิดขึ้น อจินไตยมี ๔ อย่าง คือ" *(* อง. จตุกก.๒๑/๗๖/๑๐๔)
๑. พุทธวิสัย คือเรื่องปัญญาความสามารถของพระพุทธ-เจ้า ว่าเป็นอย่างไร รู้ได้อย่างไร ทำได้อย่างไร เรื่องนี้ก็เป็นธรรมดาอยู่แล้ว ปัญญาของเราไม่ถึงใครแล้วจะให้หยั่งรู้ถึงทันเท่าคนนั้น ย่อมคิดไม่ได้ คิดไม่ออก เป็นเรื่องที่เห็นๆ กันอยู่เพราะฉะนั้น ปุถุชนจะเข้าใจสิ่งที่พระพุทธเจ้ารู้ หรือคิดเรื่องการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าออกได้อย่างไร ก็ต้องพัฒนาตัวไปจนกว่าจะมีปัญญาอย่างนั้น
๒. ฌานวิสัย คือวิสัยของฌาน จิตนั้นมนุษย์ก็มีอยู่ด้วยกันทุกๆ คน แต่มนุษย์ปุถุชนก็ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเข้าใจธรรมชาติของจิตและการทำงานของจิตของตนเองเลย แม้แต่ความฝัน ตัวเองก็ฝันอยู่ แต่ก็ไม่เข้าใจความฝันนั้น ความรู้เรื่องจิตที่มีอยู่ในตัวเองหรือที่เป็นตัวเองนี้ มีน้อยอย่างยิ่ง ทีนี้ สภาพจิตที่เป็นฌานนั้น เกิดจากสมาธิที่แน่วแน่ถึงขั้นที่เรียกว่าอับบนา เป็นประสบการณ์ที่เกิดจากการฝึกฝนพัฒนาจิต ยิ่งรู้เข้าใจยากกว่าสภาพจิตสามัญ คนทั่วไปจึงไม่อาจคิดให้รู้เข้าใจได้ เป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝนพัฒนาขี้นมา แต่ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนอาจรู้เข้าใจได้ มิใช่ด้วยการคิด แต่ด้วยการทำเอา
๓. เรื่องการให้ผลของกรรม เรื่องนี้มนุษย์ปุถุชนคิดอย่างไรก็ไม่สามารถมองเห็นชัดเจนจนถึงที่สุด เราก็รู้เข้าใจในแง่หลักของความเป็นไปตามเหตุปัจจัยแล้วก็คิดไปได้ระดับหนึ่งแต่จะให้คิดมองเห็นโล่งตลอดไปก็ไม่ไหว
๔. เรื่องโลกจินตา คือความคิดเกี่ยวกับเรื่องของโลกจักรวาล จักรภพ ว่าเกิดขึ้นอย่างไร จะมีการสิ้นสุดหรือไม่ มีขอบเขตถึงไหน เรื่องนี้ philosophers คือ นักปรัชญาทั้งหลายชอบคิด แต่ให้คิดไปเถิด ก็ข้องอยู่นั่น จะคิดให้ออก ก็ไม่ออกหรอก
ถาม ผมเป็นกุมารแพทย์ เมื่อ ๒-๓ เดือนก่อน มีคนไข้อายุ ๑๖ ปีเท่านั้น มีท้อง คลอดเด็กออกมามี น.น. ๖๐๐ กรัมเท่านั้น เนื่องจากการทำแท้ง เด็กตาบอด แต่ยังมีชีวิตอยู่ ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะทำอย่างไรผ่านไป ๒๔ ชม. เด็กก็ยังไม่ตาย อยู่ได้ เด็กที่มี น.น.เพียง ๖๐๐ กรัมถ้ารอดไปก็มีแนวโน้มที่จะมีปัญญาอ่อนสูง หูตาก็บอดแล้ว อีกประเด็นหนึ่งถ้ามองในด้านของจิตใจแล้ว เด็กคงต้องมีคุณภาพชีวิตที่ลำบาก เพราะเกี่ยวกับภาวะเศรียดตั้งแต่แรกเกิด และแม่ก็ไม่ยอมรับว่าจะเลี้ยงลูกขนาดนี้ได้หรือไม่ ถ้มองในแง่ของสังคม ถ้เขารู้ว่าเขาเกิดมาโดยที่แม่ไม่ต้องการ เด็กจะต้องมีปมด้อยนานัปการ เรามีความรู้อยู่ว่าถ้ามองไปข้างหน้าแล้ววิบากของเด็กนี่หนักหนาเหลือเกิน เราควร จะช่วยชีวิตให้เขาอยู่ต่อไป ผจญวิบากกรรมของเขาต่อไป หรือควรจะให้เขาไปเกิดใหม่ ให้ได้พ่อแม่ที่ดีกว่านี้ มีชีวิตที่ดีกว่า ผมลำบากใจมากที่จะตัดสินใจ เราก็มีจิตแพทย์มาร่วมด้วยและมีสูติแพทย์ขาดอยู่อย่างเดียวคือ ขาดพระ ก็เลยขอเรียนถามท่านอาจารย์ว่า ถ้าหากบังเอิญท่านอาจารย์ยืนอยู่แถวนั้น ท่านจะตัดสินใจอย่างไร ถ้าเด็กรอดไป ใครจะรับผิดชอบเค็กคนนี้ เราก็ให้การรักษาเต็มที่ ไม่ทราบว่าเด็กจะรอดหรือไม่รอด
ตอบ ก็เป็นปัญหาการตัดสินใจ เป็นเรื่องที่ยาก การตัดสินใจขึ้นต่อข้อพิจารณาหลายอย่าง ซึ่งบางทีเราก็ยอมรับว่าเรามองเหตุปัจจัยและองค์ประกอบต่างๆ ไม่ทั่วถึง บางทีเราตัดสินใจตอนนี้ นึกว่าดีที่สุดแล้ว มั่นใจเหลือเกิน แต่ปรากฎว่า อีกสิบปีข้างหน้าจะเห็นว่าผลการตัดสินใจนี้พลาด เพราะมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงในองค์ประกอบบางอย่าง เช่น ในกรณีของการพิจารณาว่าเด็กอย่างนี้ถ้ารอดไปจะเป็นอย่างไร เราก็มองตามสภาพความเจริญของการแพทย์ปัจจุบัน แต่ปรากฎว่าอีกสิบปียี่สิบปีข้างหน้าการแพทย์เจริญขึ้น สามารถแก้ไขเด็กอย่างนี้ได้ให้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ทำให้เกิดความสมบูรณ์ในส่วนนั้นขึ้นมา ก็กลายเป็นมีทางให้เกิดผลดี
เพราะฉะนั้น การตัดสินใจที่ว่าเด็กอย่างนี้รอดไปก็แย่ต่อไปก็จะเป็นภาระแก่สังคม ชีวิตด้านนอกก็มีแต่ความทุกข์นั้น เป็นการคิดจากพื้นฐานความรูประสบการณ์และสภาพแวดล้อมที่เป็นเงื่อนไขอันจำกัดของปัจจุบัน แต่พอไปถึงตอนโน้น ถ้าเกิดความเปลี่ยนแปลงกลายเป็นว่าการแพทย์ช่วยได้ก็เท่ากับว่าเราตัดสินใจพลาดไปเสียแล้ว เด็กคนนั้นก็ตายไปเสียแล้ว ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่ยาก
ในเมื่อไม่อาจจะวางข้อวินิจฉัยตายตัวอย่างหนึ่งอย่างเดียวลงไปได้ เราจึงควรจะมีหลักบางอย่างที่จะทำให้ตัดสินใจได้อย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในกรณีนั้นๆ แค่ไหนก็แค่นั้น จึงได้เคยเสนอไว้ว่า การตัดสินใจต่างๆ ก็อยู่ที่ว่าเราจะต้องพิจารณาด้วยหลัก ๒ ประการ คือ ด้วยเจตนาที่ดีที่สุด โดยใช้ปัญญาให้มากที่สุด
๑. ปัญญา มีความรู้ความเข้าใจในข้อมูล และเรื่องราวที่เกี่ยวข้องพรั่งพร้อมที่สุด และพิจารณาเหตุผลข้อดีข้อเสียอะไรต่างๆ อย่างดีที่สุด โดยรอบคอบ
๒. เจตนา มีความตั้งใจดี ต้องการทำเพื่อประโยชน์แก่เขาอย่างแท้จริงโดยบริสุทธิ์ใจ คือ เจตนาที่ประกอบด้วยเมตตากรุณาโดยแท้นั่นเอง
ถ้าได้องค์ประกอบ ๒ อย่างนี้แล้ว เราจะตัดสินใจอย่างไรเราก็บอกกับตัวเองได้ว่าเราทำดีที่สุดแล้ว ต่อจากนั้น ผลจะเกิดอย่างไร เราก็สามารถพูดได้ว่า ตอนที่ตัดสินใจเราทำดีที่สุดของเราแล้ว ตกลงสองอย่างนี้สำคัญมาก คือ
๑. ใช้ปัญญาเต็มที่
๒. มีเจตนาดีที่สุด
ปัญญากับเจตนา สองอย่างนี้ให้ดีที่สุดเท่าที่มนุษย์ปุถุชนเราจะทำได้ อันนี้ก็จะเป็นหลักไว้
เมื่อพิจารณาดูองค์ประกอบฝ่ายบัญญา ๑ องค์ประกอบฝ่ายเจตนา ๑ สองอย่างนี้ ก็จะช่วยให้มีเกณฑ์วินิจฉัยดีขึ้นบางทีเราทำด้วยความรู้ แต่เจตนาที่ดีเราไม่มี เราไม่ได้หวังประโยชน์เกื้อกูลแก่เขา อย่างนี้ก็ถือว่ามีความบกพร่องด้านเจตนา หรือมีเจตนาดี แต่ไม่หาข้อมูลไม่ปรึกษาสอบถามค้นหาความรู้ ไม่พิจารณาความจริงให้เพียงพอ ก็ถือว่ามีความประมาท มีความบกพร่องในทางปัญญา แต่ถ้าเราทำเต็มที่แล้ว เราก็มีความมั่นใจ แม้จะไม่สามารถเป็นหลักประกันว่าการตัดสินใจนั้นจะต้องถูก แต่พูดได้ว่าในวิสัยของปุถุชนเราทำเต็มที่แล้ว
ข้อคิดเห็น คุณหมอกาญจนา ขอแสดงความคิดเห็น คืออยากเรียนตามที่ทราบจากคุณหมออมราว่า มีเด็กบางคนตอนเกิด น.น. ๔๒๐ กรัม ก็สามารถเลี้ยงให้โตได้ เมื่อมีการตรวจสอบ IQ ก็ปกติ นั่นเป็นตัวอย่างในระดับทั่วไป ส่วนในระดับปัญญาสูง ตามปกติต้องมีน้ำหนักตอนเกิดไม่ต่ำกว่า๒,๐๐๐ กรัม แต่มีหมอของเราบางคนตอนเกิด น.น.๑,๙๐๐กรัม ก็ปรากฏต่อมาว่า มีสติปัญญาเรียนแพทย์ได้ แล้วยังสามารถทำผลงานทางวิชาการถึงระดับได้เป็นศาสตราจารย์ฉะนั้น น.น. น้อยอย่างนั้นไม่ได้หมายความว่า จะต้องมีปัญญาอ่อนเสมอไป แล้วก็ที่ว่าแม่ไม่ต้องการลูก ก็มีหลายคนที่เขาอยากได้ลูกบุญธรรม และกำลังมองหาเด็กอยู่
อาจารย์ภุมรา ให้กราบเรียนว่า ภาค ๒ ต่อเรื่อง ชีวิตสิ้นสุดเมื่อไร
เจริญพร นี่ก็เป็นเรื่องยาก ต้องตกลงกันอีกที สำหรับวันนี้ที่ประชุมก็ได้ใช้เวลามากพอสมควรแล้ว ขออนุโมทนาทุกท่าน ขออวยชัยให้พร ด้วยการที่ทุกท่านมีศรัทธาในธรรมและประกอบกิจที่ดีงาม ที่เรียกว่าเป็นกุศลกรรม คือช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ และช่วยบำบัดโรคภัยไข้เจ็บ โดยมีไมตรีจิตมิตรภาพต่อกัน ขอคุณพระรัตนตรัย อภิบาลรักษาทุกท่านให้เจริญด้วยจตุรพิธพรชัย มีความเจริญก้าวหน้า รุ่งเรือง ประสบความสำเร็จ มีความร่มเย็นเป็นสุขในธรรมโดยทั่วกันทุกท่านตลอดกาลนาน
-------จบบริบูรณ์-------

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ