ทำแท้ง : ตัดสินอย่างไร? (โดยพระธรรมปิฎก ป.อ.ปยุตฺโต) (ตอนที่ ๗)


      ในสมัยพุทธกาล มีเรื่องเล่าถึงพระภิกษุกลุ่มหนึ่ง ถึงตอนเข้าพรรษาก็คิดกันว่า ในพรรษานี้เราจะต้องปฏิบัติกันให้เต็มที่การที่เราพูดคุยกันนี่ก็ทำให้เสียหรือหย่อนการปฏิบัติ และทำให้จิตฟุ้งไปได้ ฉะนั้น พรรษานี้ เรามาวางกติกาไว้ว่าจะไม่พูดกัน แต่ทีนี้ จะทำอย่างไรจึงจะอยู่ได้ เพราะตามธรรมดาก็ต้องมีกิจธุระบ้าง เช่น องค์นั้นเจ็บองค์นี้ป่วย เวลามีเรื่องราวอะไรจะต้องทำ จะทำอย่างไร เมื่อพิจารณากันแล้ว ก็ตกลงใช้วิธีตั้งสัญญาณไว้  โดยการตีระฆัง ถ้าระฆังตีขึ้นสามครั้งหมายความว่ามีพระเจ็บไข้ ตีสี่ครั้งหมายความว่ามีอันตรายบางอย่างเกิดขึ้น ดีห้าครั้งหมายความว่าเรียกประชุม ดังนี้เป็นต้น ครั้นเข้าพรรษาแล้วก็ไม่พูดกันเลย ตั้งใจเอาแต่ปฏิบัติกันเต็มที่

     พอออกพรรษาแล้ว พระชุดนี้ก็ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ตรัสถามสุขทุกข์ว่า พวกเธออยู่กันดีหรืออย่างไรพระก็ภูมิใจว่า พรรษาที่แล้ว พวกเราเคร่งครัดดีเหลือเกินคุยได้ ก็อวดพระพุทธเจ้า กราบทูลว่าข้าพระองค์อยู่กันสุขสบายดี พรรษาที่แล้วนี่ได้ชวนกันปฏิบัติเคร่งมาก เคร่งมากทำอย่างไรล่ะ ก็บอกว่าได้ตั้งกติกากันว่า ปฏิบัติอย่างเดียวไม่พูดเลย พอเล่าจบ พระพุทธเจ้ากลับทรงติเตียนว่า พวกเธออยู่อย่างปศสัตว์

     ต่อจากนั้นก็ทรงบัญญัติห้ามมิให้พระภิกษุทั้งหลายถือมูควัตร มูควัตร แปลว่า การถือข้อปฏิบัติเป็นอย่างคนใบ้ ห้ามภิกษุมิให้ถือ เพราะไม่ใช่ว่าไม่พูดกันแล้วมันจะก้าวหน้าในการปฏิบัติ แต่ความถูกต้องอยู่ที่เรารู้จักฝึกการพูดต่างหากการฝึกสำรวมและรู้จักใช้วาจาของเรานี่แหละ จะเป็นการฝึกที่ดีกว่าการไม่พูด การปฏิบัติอยู่ที่ว่าจะฝึกตนในการพูดอย่างไรพูดอย่างไรจึงจะดี ควรพูดวาจาดี มีประโยชน์ ที่ช่วยให้เกิดความก้าว หน้าในธรรม ท่านไม่ได้ห้ามไม่ให้พูด ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงห้ามวัตรบางอย่างทำนองนี้ เพราะมันทำให้ไม่ก้าวหน้าในการพัฒนาตน


ถาม ในทางโลก ถ้าเราทำผิดต่อบุคคลหนึ่ง เราก็สามารถขอโทษขออโหสิกรรต่อกันได้ ในทางธรรม ถ้าหากว่าเรากระทำผิด ทำปาฌาติบาตไปแล้ว เราจะสามารถขออโหสิกรรมจากวิญญาณนั้นๆได้หรือไม่ หรือต้องรับกรรมแต่อย่างเดียว วิญญาณที่ตายนั้นจะรับรู้ได้หรือไม่ว่าเราขออโหสิกรรม

ตอบ ความจริงมันไม่ได้แยกกันระหว่างเรื่องโลกเรื่องธรรมมันเรื่องเดียวกัน แต่แยกในเรื่องความจริงต่างหาก คือแยกในแง่ของความจริง และข้อเท็จจริง เรื่องนี้มีสองส่วน คือ

     ๑. ในแง่ของความผิดต่อกันระหว่างบุคคล อันนี้คือการไม่ผูกเวร หมายความว่าไม่จองเวรกัน หรือให้อภัยกัน อันนี้แหละที่มักเรียกกันว่าเป็นการอโหสิ ที่จริงก็คือยกโทษให้ไม่ถืออามาตจองเวร หมายความว่าเลิกแล้วต่อกันไม่ตอบโต้ต่อเรื่องในระหว่างตัวบุคคล

     คำว่า ขออโหสิกรรมที่ว่านี้ เป็นสำนวนภาษาไทย (ในภาษาบาลีเดิมไม่ได้มีความหมายอย่างนี้)  ซึ่งก็คือขออภัยนั่นเอง ในกรณีของปาณาติบาต ผู้ถูกฆ่าตายไปแล้ว จะขออภัย ไม่ให้อามาตจองเวรกันต่อไป จะให้เหมือนกับทำกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ไม่ได้ คือไม่ได้เต็มที่ เพราะยากที่เขาจะรับรู้การขออภัยของเรา และแม้แต่ถ้าเขารับรู้เราเองก็ไม่รู้ว่าเขาได้ให้อภัยแล้วหรือไม่ การที่เขาจะรับรู้ได้นั้น เขาจะต้องพอดีไปเกิดอยู่ในภพบางภพ ซึ่งมีไม่กี่ภพที่รับรู้ได้ วิธีปฏิบัติในเรื่องนี้ คือไม่ต้องมัวไปห่วงว่าเขาจะได้รับรู้หรือไม่ เราก็ทำในส่วนของเราไป คือแผ่เมตตาตั้งใจให้อภัยกัน และอุทิศกุศลให้เขาไปแล้วตั้งเจตนาทำความดีให้แรงของกุศลท่วมทันเหนืออกุศลอย่างที่จะพูดในแง่ต่อไป

     ๒. ในแง่ของตัวความชั่วที่ทำไปแล้วก็มีผลของมัน เพราะกรรมหรือตัวการกระทำนั้นมันเป็นเจตนาที่เกิดขึ้นในจิตของผู้ทำกรรมนั้นเอง และมันมีผลตั้งแต่ขณะจิตที่กระทำแล้ว คือเมื่อคนมีเจตนาที่จะเบียดเบียนเกิดขึ้น หรือมีเจตนาทำร้ายเกิดขึ้น ก็มีผลเป็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเริ่มแต่ในจิตใจก่อนทันที

     ข้อพิจารณาในกรณีนี้ก็คือ เมื่อมันมีผลเป็นอกุศลอย่างนี้แล้ว ในการแก้ไขเราจะทำอย่างไร คำตอบก็คือทำกุศลขึ้นมาแทน เริ่มตันก็อย่างที่พูดมาแล้ว คือยอมรับความจริงว่า เออสิ่งที่เราทำไปแล้วเป็นอกุศล ยอมรับเสียก่อน แล้วก็ตั้งใจตั้งเจตนาว่าต่อไปเราจะแก้ไขและจะไม่ทำมันอีก แต่จะทำความดี พอตั้งใจอย่างนี้กุศลก็เกิดขึ้นแล้ว และต่อจากนั้นเราต้องทำฝ่ายกุศลให้มาก ให้มีกำลังมากกว่าอกุศล

     ในกรณีที่คนทำความผิดต่อกัน เราทำผิดต่อเขาแล้ว ไปขอโทษ และเขายอมยกโทษให้ การแสดงความรู้สึกที่ดีมีเมตตาให้อภัยกันนั้น เป็นการทำกุศลขึ้นใหม่ ทำให้เกิดความรู้สึกในทางที่ดี พอไปพูดดีกัน เขาก็ว่าไม่เป็นไรหรอกครับผมไม่ถือคุณนะ ใจเขาก็สบาย ใจเราก็สบาย มีความเอิบอิ่มผ่องใส ใจก็เป็นกุศลขึ้น สภาพจิตฝ่ายกุศลก็เพิ่มขึ้นๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าบาปที่ทำไปแล้วมันไม่มี มันก็มีก็เกิดขึ้นไปแล้วแต่เราไม่สั่งสมฝ่ายบาปต่ออีก ฝ่ายบาปนั้นเรายุติ เกิดขึ้นครั้งนั้นแล้วหยุดเลย ไม่ต่อ ถ้าต่อแม้แต่ในจิต คือคิดปรุงแต่งขึ้นมา มีความเศร้าหมอง ขุ่นมัว บาปก็เพิ่มขยาย บาปตั้งต้นนิดเดียวก็บานปลายไปกันใหญ่ ทีนี้ เราไม่ทำอย่างนั้น รู้ว่าบาปเกิดแค่นั้นแล้วเราหยุดเลย แล้วหันมาสั่งสมฝ่ายกุศลต่อ ทำจิตให้ดีงาม ตั้งใจดีงาม และแสดงออกโดยมีความสัมพันธ์กับเขาให้ดีงาม มีเมตตาต่อกัน เกิดความชาบซึ้งใจกัน เกิดกุศลแล้วก็กลายเป็นผลที่ดีเกิดขึ้นแทน

     ความเป็นไปทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องของธรรมหรือกฎธรรมดาของธรรมชาตินี่แหละ ไม่ใช่ว่าใครจะไปยกเลิกผลกรรมให้แก่กัน แต่เป็นเพราะว่าเมื่อเราไปมีความสัมพันธ์ที่ดีแล้วอกุศลก็ไม่สืบต่อ แล้วก็เกิดกุศลใหม่ขึ้นมา และเมื่อเราสืบต่อความดีนั้น เช่นมีเมตตาไมตรีและการสงเคราะห์กัน กุศลใหม่ก็มากขึ้นๆ ฝ่ายอกุศลที่เกิดขึ้นนิดเดียวก็เลยหมดความหมายหรือหมดอิทธิพลไป แต่ถ้าเราไม่ทำกรแก้ไขอย่างนี้ จิตฝ่ายที่เป็นอกุศลก็จะพอกเพิ่มขยายตัวจากเชื้อนิดเดียวมากขึ้น ด้วยการคิดปรุงแต่งเป็นต้น ทำให้เกิดความเสื่อมจากกุศลธรรมและทำให้อกุศลเพิ่มมากยิ่งขึ้น ทั้งหมดนี้จึงเป็นเรื่องธรรมดาเป็นเรื่องของกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ และกรรมก็มีอยู่ตลอดเวลา เหมือนอย่างที่เคยอุปมาแล้วว่าไม่ใช่ว่าเราไปล้างบาปขอยกอุปมานั้นมาพูดอีก

     เหมือนอย่างว่ามีถ้วยแก้ว infinity หมายความว่าใส่น้ำได้ไม่สิ้นสุด ตอนแรกเราใส่น้ำสีแดงลงไป ใส่ลงไปๆ รู้สึกไม่ดี น้ำไม่บริสุทธิ์ ขุ่นมัวเศร้าหมองมองไม่เห็นอะไรเลย การใสน้ำสีนี้สมมติว่าเป็นการทำกรรมชั่ว ตอนนี้บาปของเราก็เยอะเสียแล้ว น้ำแดงไปหมด ทีนี้เรานึกได้ เกิดความสำนึกขึ้นมาว่า เอ ความชั่วนี้ เราไม่ทำดีกว่า แต่จะทำอย่างไรล่ะจึงจะแก้ไขได้ จะเททิ้งก็ไม่ได้ เพราะมันเป็นชีวิตของเราเองวิธีแก้ก็คือเราหันไปทำกุศล เหมือนกับเติมน้ำใสๆ ลงไปเรื่อยๆและไม่ใส่น้ำสีลงไปอีกเลย ต่อมานานเข้า ปรากฎว่าน้ำในแก้วใส่ไปหมด มองดูไม่เห็นสีแดงเลยจนนิดเดียว ใสแจ๋วทีเดียว เพราะอะไร น้ำแดงหายไปไหนหรือเปล่า ไม่ได้หายไปไหน ก็มีอยู่อย่างเดิมและเท่าเดิมในนั้นแหละ แต่มองไม่เห็นเลย ไม่มีความหมาย เห็นแต่น้ำใส อันนี้ก็คือความจริงที่ว่าเมื่อเรารู้ตัวแล้ว เราก็เปลี่ยน เราไม่ทำอกุศลต่อ ทำแต่กุศลกุศลก็เพิ่มพูนขึ้นมา อกุศลก็หมดอิทธิพลไปเลย ไม่ต้องไปล้างไม่ต้องไปเอามันออก มันก็หมดความหมายไป

     แต่ถ้าจะให้เป็นการชำระล้างบาป ก็ต้องเป็นอีกระดับหนึ่งคือระดับอริยมรรค ซึ่งถ้าเปรียบเทียบก็ต้องเปลี่ยนเป็นว่าตอนโน้นเป็นการกำจัดอกุศลโดยเปลี่ยนภาวะเลย เหมือนชำระน้ำสีด้วยสารเคมี หมายความว่าทำให้สีแดงหมดไปเลยแต่สำหรับมนุษย์ปุถุชนทั่วไป มิใช่อย่างนั้น วิธีของมนุษย์ธรรมดาเป็นวิธีเอาน้ำใสมาเติม จนกระทั่งน้ำสีนั้นไม่มีความหมาย

     รวมความว่า ไม่ต้องไปห่วงกังวล ถ้าเราทำบาปแล้วก็อย่าไปหลงระเริงมันอีก ก็หยุดเสีย แล้วทำฝ่ายกุศลให้เกิดขึ้นเมื่อกุศลมากขึ้นๆ ต่อไปฝ่ายบาปก็จะหมดอิทธิพลไปเอง


ถาม คำว่า อโหสิกรรม คือกรรมที่ไม่ให้ผล อันนี้มีความหมายอย่างเดียวกันหรือไม่

ตอบ โดยมากเราเอาคำว่าอโหสิกรรมมาใช้ในความหมายที่เป็นการอภัยกันมากกว่า เป็นการใช้ศัพท์ผิด คล้ายๆ ว่าเราถือเอาความหมายของคำว่าอโหสิกรรม ในแง่ที่ว่าเป็นกรรมที่ไม่มีผลต่อไป แล้วเอานัยแง่นี้มาใช้ให้หมายถึงการที่ไม่มีการผูกเวรกันต่อไป ความจริงใช้กันผิด อโหสิกรรมที่จริงเป็นเรื่องของตัวกรรมที่เป็นกฎธรรมชาติ ไม่ใช่การปฏิบัติต่อกันระหว่างมนุษย์

     อโหสิกรรมเป็นคำในยุคอรรถกถา ที่สืบออกมาจากความในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามัคค์ในพระไตรปิฎก ในความหมายที่แท้ของท่านว่า ได้แก่กรรมที่ไม่แสดงผลออกมา (มีแต่กรรมวิบากไม่มี) เนื่องจากไม่ได้โอกาสที่จะให้ผลภายในเวลาที่จะออกผลได้ เมื่อผ่านล่วงเวลานั้นไปแล้ว ก็ไม่ให้ผลอีกต่อไปถ้าโยงกลับไปหาคำตอบก่อนนี้ ก็จะเห็นว่า เมื่อเราทำกุศลที่มีกำลังแรงมากๆ จนมีแต่กุศลเท่านั้นให้ผล อกุศลกรรมบางอย่างที่ไม่มีโอกาสให้ผล ก็จะหมดโอกาสแสดงผล และกลายเป็นอโหสิกรรมไป ตกลงว่ามีความหมายที่ไปกันได้


ถาม คำว่า สัมภเวสี หมายความว่าอย่างไร

ตอบ สัมภเวสี นี่เข้าใจผิดกันมาก คือเราไปมองว่ามีภพหนึ่งในระหว่าง เป็นที่อยู่ของคนที่ตายไปแล้วยังหาที่เกิดไม่ได้ชื่งเรียกว่าเป็นสัมภเวสี พวกสัมภเวสียังหาที่เกิดก็เร่ร่อนล่องลอยไปจนกว่าจะหาที่เกิดใหม่ได้ แต่ความจริงตามหลักของธรรมชาติจิตเกิดดับตลอดเวลา เวลาจุติแล้วมันก็ปฏิสนธิต่อไปทันทีเพราะเป็นเพียงขณะจิตหนึ่ง ปฏิสนธินี้เราเรียกกันว่าเกิดใหม่บางทีเราไปเรียกพวกที่เกิดใหม่แล้วนี้บางพวกว่าเป็นสัมภเวสีที่จริงเขาเกิดแล้ว เขาเกิดของเขาอยู่ในภพอย่างนั้น

     ทีนี้ สัมภเวสี ในทางธรรม ท่านไม่ได้มีความหมายอย่างนั้น คำว่าสัมภเวสี หรือสัตว์ที่ยังหาที่เกิดอยู่ ก็คือปูถุชนทั้งหลายนี่เอง หมายความว่าพวกมนุษย์ปุถุชนทั้งหลายนี่เป็นสัมภเวสีทั้งนั้น คือยังเป็นผู้หาที่เกิดกันอยู่ หรือยังต้องการเกิดกันอยู่ ฉะนั้น สัมภเวสีก็คือมนุษย์ปุถุชน และสัตว์ทั้งหลายทั่วไป

     นอกจากนั้น สัมภเวสียังใช้ในความหมายอีกอย่างหนึ่งหมายถึงสัตว์ที่ยังเกิดไม่เต็มบริบูรณ์ตามสภาพของมัน เช่นว่าไก่นี้จะเกิดสมบูรณ์ต่อเมื่อออกจากไข่มาเป็นตัวไก่แล้ว ตอนที่ยังอยู่ในไข่ถือว่าอยู่ระหว่างการเกิด และตอนที่ยังไม่ออกจากไข่นี่แหละท่านให้ใช้ศัพท์เรียกว่าสัมภเวสี ฉะนั้น สัตว์ที่อยู่ในระหว่างเกิดยังไม่เต็มกระบวนการ หรือยังไม่ครบเต็มสภาพบริบูรณ์ ในระหว่างนั้นเรียกว่าสัมภเวสี ถ้าหากว่าไก่ออกจากไข่มาเป็นตัวแล้ววิ่งได้ เรียกว่า ภูตะ แปลว่าสัตว์ที่เกิดเต็มตัวแล้ว


ถาม เหมือนโอปปาติกะหรือไม่

ตอบ ไม่เหมือน โอปปาติกะ เป็นประเภทของสัตว์ในกำเนิดแบบหนึ่ง ส่วนสัมภเวสี ใช้ได้ทุกประเภท ใช้ได้กับมนุษย์ ใช้ได้กับไก่ ใช้กับสัตว์อะไรๆ ได้หมดที่ยังต้องมีการเกิด


ถาม คนที่เกิดขึ้นในโลกมากขึ้นทุกปิๆ อยากทราบว่าวิญญาณมาจากไหน

ตอบ อันนี้สงสัยกันมานานแล้ว ถ้ามองในแง่หนึ่ง ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องของความขยายตัวและยุบตัวในช่วงเวลาหนึ่งๆ ที่สั้นๆ ในอนันตกาลของอนันตจักรวาฬ เดี๋ยวสัตว์ประเภทนี้ มากขึ้นที่นี่ลดลงที่โน่น สัตว์ประเภทโน้นขยายที่โน่น หดลงที่นี่ สำหรับคนนี้ขยายออกไปก็คงจะไม่เกินแสนล้านในโลกนี้ เมื่อเพิ่มไปถึงจุดหนึ่งก็ต้องมีเหตุให้ลด ถ้ามองในแง่ของสรรพสัตว์ในอนันตจักรวาฬก็ถือว่าเป็นการขยายไปด้านหนึ่ง หดอีกด้านหนึ่ง โปงไปด้านหนึ่ง ยุบอีกด้านหนึ่งไม่มีอะไรมาก


ถาม กิเลสมีกำเนิดพร้อมกับชีวิตหรือไม่ ถ้าไม่ ทำไม คนที่เกิดจึงมีกิเลสได้

ตอบ มันมีมาในรูปของศักยภาพมากกว่า บางทีเราเอาความคิดความรู้สึกและประสบการณ์เฉพาะอย่างๆ ของเราไปจับก็ไม่ตรงกัน หรือมองไม่ทั่วถึง แม้แต่สิ่งสามัญเหลือเกินบางอย่างในโลกนี้เราก็ยังไม่เข้าใจธรรมชาติของมัน

     สำหรับเรื่องนี้ อาจจะใช้วิธีเปรียบเทียบให้พอมองเห็นเค้า เหมือนอย่างเรามีต้นไม้ต้นหนึ่ง สมมติว่าเป็นต้นมะม่วงเพิ่งจะโตขึ้นมายังไม่มีลูก แล้วเราก็พูดกันว่า ต้นมะม่วงต้นนี้ต่อไปจะมีดอกมีลูก คือเหมือนกับว่ามันมีดอกมีลูกอยู่ แต่ยังไม่ปรากฎออกมา ขณะนี้เรายังไม่เนดอกหรือลูกเหล่านั้นแล้วตอนนี้มันไปแอบอยู่ที่ไหน เราก็หาไม่พบ แต่มันมี พอถึงฤดูก็จะปรากฏออกมา อย่างนี้เป็นต้น ถ้าใช้ศัพท์เทียบเคียงก็อาจจะเรียกว่าศักยภาพ

     ทีนี้ ในเรื่องกิเลสของมนุษย์ มันมีตัวมูลอยู่ ตัวมูลก็คือโลภะ โทสะ โมหะ แล้วสืบสาวลงไบอีก ก็มีอวิชชา ภายในอวิชชานี่ก็มีศักยภาพให้กิเลสทั้งหลายปรากฎขึ้นในรูปแบบต่างๆ จะถือว่าเป็นการสำแดงตัวของอวิชชาก็ได้ และมันก็มีเป็นรูปแบบต่างๆ ซึ่งเป็นไปได้มากมายเหลือเกิน ไม่มีที่สิ้นสุดอย่างที่ว่ากิเลสพันห้า หมายความว่า กิเลสมากมายเหลือเกินพูดเท่าไรก็ไม่ครบเลยใช้คำว่า กิเลสพันห้า แต่จะไปหาตัวจริงให้ครบ ก็ไม่เคยพบรายชื่อที่เต็มสักที... (ต่อตอนที่ ๘)


[full-post]

ทำแท้ง,ปกิณกธรรม,พระธรรมปิฎก,ปยุตโต,

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.