สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


ยโสชสูตร ว่าด้วยพระยโสชเถระ 

   ครั้งหนึ่ง ขณะที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูปมีพระยโสชะเป็นหัวหน้าเดินทางเข้ามาเฝ้า ในขณะที่ภิกษุเหล่านั้นกล่าวทักทายกับภิกษุเจ้าถิ่น ปูลาดเสนาสนะ เก็บบาตรและจีวร พากัน ส่งเสียงอื้ออึง

   พระผู้มีพระภาคได้สดับเสียงนั้นจึงทรงขับไล่เธอเหล่านั้นว่า เธอทั้งหลายจงไปเสีย เราขับไล่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายไม่ควรอยู่ในสำนักเรา ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัส แล้วพากันถวายอภิวาท ทำประทักษิณ เที่ยวจาริกไปแคว้นวัชชี เข้าจำพรรษาใกล้แม่น้ำวัคคุมุทา กล่าวสอนกันว่า พระผู้มีพระภาคทรงมุ่งหวังประโยชน์ แสวงหาประโยชน์ ทรงอนุเคราะห์ อาศัยความอนุเคราะห์ จึงทรงขับไล่พวกเรา ขอพวกเราจงอยู่อย่างที่พระองค์ทรงมุ่งหวังประโยชน์แก่พวกเราเถิด แล้วต่างพากันปลีกตัว ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศ กายและใจ ภายในพรรษานั้น ทุกรูปก็ได้ทำให้แจ้งวิชชา ๓

   พระผู้มีพระภาคครั้นประทับอยู่ในกรุงเวสาลีตามพระอัธยาศัยแล้ว จึงเสด็จจารึกไป

กรุงเวสาลี ประทับอยู่ ณ กูฏา คารศาลา ป่ามหาวัน ทรงมนสิการกำหนดจิตของภิกษุที่อยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทาด้วยพระทัยแล้วให้เรียกภิกษุเหล่าน้้นเข้ามาเฝ้า ภิกษุเหล่านั้นหายตัวจากที่นั้นมาปรากฏ ณ เบื้องพระพักตร์พระองค์ ครั้นรู้ว่า พระผู้มีพระภาคประทับนั่งเข้าอาเนญชสมาธิ  จึงพากันนั่งเข้าอาเนญชสมาธิตาม(อาเนญชสมาธิ หมายถึง สมาธิอันสัมปยุตด้วยอรหัตตผลมีฌานที่ ๔ เป็นพื้นฐาน อาจารย์บางพวกกล่าวว่า มือรูปฌานเป็นพื้นฐาน เหตุที่พระผู้มีพระภาคทรงเข้าอาเนญชสมาธิ เพราะทรงประสงค์จะแสดงว่าภิกษุ เหล่านั้นมีสัมโภคะเสมอกับพระองค์ และทรงประสงค์จะแสดงให้ปรากฏว่าภิกษุเหล่านั้นบรรลุพระอรหัตตผล โดยไม่ต้องทรงเปล่งพระวาจา (ขุ.อุ.อ. บาลี ๒๓/๑๙๕)

   พระผู้มีพระภาคครั้นทรงทราบเนื้อความนั้นแล้วจึงทรงเปล่งอุทานในเวลานั้นว่า

   ยสฺส ติณฺโณ กามปงฺโก    มทฺทิโต กามกฏฺฐโก

   โมหกฺขยํ อนุปฺปตฺโต       สุขทุกฺเขสุ น เวเธติ ส ภิกฺขูติ.

แปลว่า ภิกษุใดละหนามคือกามได้ ชนะการด่าได้(ชนะการด่า หมายถึง ไม่มีวจีทุจริต ขุ.อุ.อ. บาลี ๒๓/๑๙๗) ชนะการทำร้ายได้(ชนะการทำร้าย หมายถึง ไม่มีกายทุจริต ขุ.อุ.อ. บาลี ๒๓/๑๙๗) และชนะการ จองจำได้(หมายถึง ไม่มีการเวี่ยนว่ายตายเกิดอีกต่อไป ขุ.อุ.อ บาลี ๒๓/๑๙๗) ภิกษุนั้นดำรงมั่นไม่หวั่นไหวดุจภูเขา ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะสุขและทุกข์

   * พระสูตรนี้ทรงเตือนสติว่า พระภิกษุกลุ่มนี้พร่องการสำรวมปาติโมกขสังวรศีล คือสติที่สำรวมทวารกรรม ๓ มีวจีทวาร กายทวาร และมโมทวาร  ซึ่งกว้างกว่าศีลสิกขาบทบัญญัติที่ปรับโทษ(อาบัติ)ทางวจีทวาร และกายทวารเท่านั้น

[right-side]

ยโสชสูตร

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.