บทความชุด “ทำบุญวันพระ” (๗)
------------------------------
ไหว้พระ รับศีล (๒)
------------------------------
คำบูชาพระนั้น ของเดิมท่านเรียก “คำบูชาพระ” ตัดมาจาก “คำบูชาพระรัตนตรัย” พูดคำธรรมดาว่า “ไหว้พระ”
ต่อมาเมื่อนานมานี้ มีผู้หวังดีแยกคำบูชาพระออกเป็น ๒ คำ คือ ตั้งแต่ “อิมินา สักกาเรนะ ...” จนถึง “สังฆัง ปูเชมิ” เรียกว่า “คำบูชาพระรัตนตรัย” ตั้งแต่ “อะระหัง สัมมา...” จนถึง “สังฆัง นะมามิ” เรียกว่า “คำนมัสการพระรัตนตรัย” หนังสือสวดมนต์ที่พิมพ์รุ่นใหม่ๆ จะแยกเรียกเป็น ๒ ตอนทั้งนั้น
เวลากล่าวเชิญชวนก็จะพูดว่า “ขอเชิญกล่าวคำบูชาพระรัตนตรัย นมัสการพระรัตนตรัย ...”
ดูก็น่าฟังดี แต่ตามทัศนะของผม เห็นว่าทำให้ฟั่นเฝือโดยใช่เหตุ ของเดิม ตั้งแต่ “อิมินา สักกาเรนะ ...” เรื่อยไปจนจบที่ “สังฆัง นะมามิ” ท่านเรียกคำเดียวว่า “คำบูชาพระรัตนตรัย” หรือ “ไหว้พระ” (มรรคนายกเก่าหลายท่านพูดเพียงว่า “ขอเชิญไหว้พระเจ้าข้า” - เท่านี้) และทั้งหมดนั่นเป็นงานเดียวกัน ขั้นตอนเดียวกัน ทำติดต่อกันไป ไม่ได้แยกเป็น ๒ งาน เพราะฉะนั้น จึงไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องแยกเรียกเป็น ๒ คำ ๒ ขั้นตอน
..................
ทำบุญวันพระวัดมหาธาตุราชบุรี ของเดิมก็กล่าวบูชาพระรัตนตรับตามแบบเดิมอย่างที่ทำกันทั่วไป เมื่อผมได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่มรรคนายกต่อจากคนเก่า (ซึ่งจนบัดนี้ก็ยังนึกไม่ออกว่ามรรคนายกคนเก่าก่อนหน้าผมคือท่านผู้ใด!) ผมก็นำทำแบบที่เคยทำกันมา
จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง ผมไปพลิกๆ ดูเอกสารเก่าสมัยที่เข้าศึกษาหลักสูตรนายทหารอนุศาสนาจารย์ชั้นต้นที่กรมยุทธศึกษาทหารบก ได้พบคำบูชาพระรัตนตรัยแบบที่ใช้ในกองทัพบก เป็นสำนวนที่พระธรรมนิเทศทวยหาญ (อยู่ อุดมศิลป์ ป.ธ.๙) ปฐมอนุศาสนาจารย์ เป็นผู้เรียบเรียงไว้ เป็นสำนวนที่ไพเราะเพราะพริ้งมาก รู้สึกประทับใจมาตั้งแต่สมัยเข้าเรียนนั่นแล้ว
ตอนที่เข้าเรียน กิจวัตรประจำวันก่อนเริ่มชั่วโมงแรก นายทหารนักเรียนจะต้องไหว้พระก่อนเริ่มเรียน มีการนำไหว้พระโดยนายทหารนักเรียนทุกนายจะหมุนเวียนกันทำหน้าที่กล่าวนำด้วยสำนวนไหว้พระแบบกองทัพบก ผมก็จึงจำเป็นจะต้องท่องคำบูชาพระรัตนตรัยแบบของกองทัพบกให้ได้ด้วย เมื่อถึงเวรจะได้กล่าวนำได้ ผมก็เลยจำคำบูชานั้นติดมาจนถึงปัจจุบัน
คำบูชาพระรัตนตรัยแบบของกองทัพบก ว่าดังนี้ -
.........................................................
(กล่าวนำ / ไม่ต้องว่าตาม)
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นศาสดาของเราทั้งหลาย พระองค์ทรงไว้ซึ่งพระปัญญาคุณ ตรัสรู้ดีตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง ทรงไว้ซึ่งพระวิสุทธิคุณ ทรงบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งหลาย ทรงไว้ซึ่งพระมหากรุณาคุณ ทรงสงสารสั่งสอนเวไนยนิกรทุกถ้วนหน้า ข้าพเจ้าทั้งหลายขอถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
(กล่าวนำ / กล่าวตาม)
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา,
พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ. (กราบ)
(กล่าวนำ / ไม่ต้องว่าตาม)
พระธรรมคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นสัจธรรมอันประเสริฐ ทนต่อการพิสูจน์ทุกกาลทุกสมัย เป็นนิยยานิกธรรมสามารถน้อมนำผู้ประพฤติให้พ้นทุกข์ ประสบสันติสุขได้จริง ข้าพเจ้าทั้งหลายขอถวายนมัสการพระธรรมอันประเสริฐนั้น
(กล่าวนำ / กล่าวตาม)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม,
ธัมมัง นะมัสสามิ. (กราบ)
(กล่าวนำ / ไม่ต้องว่าตาม)
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติควร ปฏิบัติชอบ เป็นพยานในพระธรรมคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า ว่าปฏิบัติตามได้จริงและมีผลประเสริฐจริง เป็นทายาทสืบต่อพระพุทธศาสนามาจนตราบเท่าทุกวันนี้ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอนอบน้อมพระสงฆเจ้าเหล่านั้น
(กล่าวนำ / กล่าวตาม)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,
สังฆัง นะมามิ. (กราบ)
.........................................................
ผมเห็นว่าคำบูชาพระรัตนตรัยของกองทัพบกนี้ไพเราะ น่าฟัง นำให้เกิดปัญญา จึงขออนุญาตต่อท่านเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ ราชบุรี ขอนำคำบูชาพระแบบนี้มาใช้ในวันทำบุญวันพระ ท่านก็อนุญาต และใช้มาตั้งแต่ประมาณปี ๒๕๔๐
พื้นถิ่นไหนมีคำบูชาพระที่เป็นเอกลักษณ์ประจำพื้นถิ่น ก็สมควรที่จะใช้แบบนั้นเป็นการรักษาภูมิปัญญาของพื้นถิ่นไว้ แต่ถ้ายังไม่มี หรือมีก็เป็นคำบูชาพระแบบทั่วไป จะพิจารณานำคำบูชาพระแบบนี้ไปใช้ ก็แล้วแต่จะเห็นสมควร
อนึ่ง วัดไหนหรือท่านผู้ใดใครผู้หนึ่ง จะนำคำบูชาพระแบบนี้ไปใช้ ขอความกรุณาบอกกล่าวกำกับไว้ให้ชัดเจนว่า ท่านผู้เรียบเรียงคำบูชานี้คือ พระธรรมนิเทศทวยหาญ (อยู่ อุดมศิลป์ ป.ธ.๙) ปฐมอนุศาสนาจารย์แห่งกองทัพไทย
ขอแทรกไว้ตรงนี้ว่า เดิมกองทัพไทยไม่มีกำลังพลที่เรียกว่า “อนุศาสนาจารย์” ต่อมาเมื่อ พ.ศ.๒๔๖๑ สมัยรัชกาลที่ ๖ ทรงส่งทหารไทยเข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ ๑ ในทวีปยุโรป ทรงมีพระราชปริวิตกว่า -
.........................................................
…… ทหารที่ออกจากบ้านเมืองไปคราวนี้ ต้องอยู่ถิ่นไกล ไม่ได้พบเห็นพระเหมือนอยู่ในบ้านเมืองตน จิตใจจะเหินห่างจากธรรม ถึงยามคึกคะนองก็จะฮึกเหิมเกินไป ถึงคราวทุกข์ร้อนก็จะอาดูรระส่ำระสาย ไม่มีใครคอยช่วย ปลดเปลื้องบรรเทาให้ ถ้ามีอนุศาสนาจารย์ออกไปจะได้คอยพร่ำสอน และปลอบโยนปลดเปลื้องในยามทุกข์ ...
.........................................................
จึงตรัสสั่งให้พระธรรมนิเทศทวยหาญเป็นอนุศาสนาจารย์ไปในกองทัพด้วย
ครั้นเสร็จสงครามกลับมาแล้วก็มาตั้งกิจการอนุศาสนาจารย์ขึ้นในกองทัพไทย พระธรรมนิเทศทวยหาญเป็นปฐมอนุศาสนาจารย์ ต่อมาเมื่อจัดกำลังเป็นกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ พระธรรมนิเทศทวยหาญก็เป็นหัวหน้ากองอนุศาสนาจารย์คนแรกในกองทัพบก
พระธรรมนิเทศทวยหาญจึงเป็น “ปฐมอนุศาสนาจารย์” ๒ สถานะ คือ ปฐมอนุศาสนาจารย์แห่งกองทัพไทยด้วย เป็นปฐมอนุศาสนาจารย์ของกองทัพบกด้วย
เวลานี้เรามักมองข้ามผู้รังสรรค์ผลงาน เอางานของใครไปพูดไปอ้างไปใช้ เอาไปแต่ตัวงาน ไม่บอกชื่อผู้สร้างสรรค์ผลงาน นานไปก็ไม่รู้ว่าเป็นงานของใคร ลองเหลือบแลดูเถิด เป็นอย่างนี้กันทั่วไปหมด นี่เป็นอีกจุดหนึ่งที่ผู้คนพากันเห็นความเสื่อมเป็นเรื่องธรรมดา
..................
กลับมาที่ศาลาการเปรียญกันต่อ
พระลงศาลาแล้ว ทุกคนพร้อมแล้ว ต่อไปนี้ก็เป็นหน้าที่ของมรรคนายกนำไหว้พระและรับศีล
เมื่อผมทำหน้าที่มรรคนายก ผมจะเริ่มด้วยคำพูดว่า -
“ขออนุญาตท่านผู้อาวุโสทุกท่านนะครับ
ต่อไปนี้ขอเชิญบูชาพระรัตนตรัยครับ”
แล้วก็เริ่ม “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นศาสดาของเราทั้งหลาย ...”
ที่ต้องพูดเป็นเบื้องต้นว่า “ขออนุญาตท่านผู้อาวุโสทุกท่าน” ก็โดยตั้งสมมุติฐานว่า คนที่มาทำบุญวันพระและนั่งอยู่ในที่นั้นจะต้องมีท่านผู้ใดใครผู้หนึ่งที่อาวุโสมากกว่าเรา และตามหลักแล้ว ในหมู่คนมาทำบุญ ใครอาวุโสกว่าเพื่อน คนนั้นก็ควรจะเป็นผู้นำ แต่เพราะข้อจำกัดหรือด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตามที่ท่านผู้นั้นไม่สะดวกที่จะเป็นผู้นำ ก็จึงมอบหมายให้คนที่สะดวกกว่าเป็นผู้นำ-แม้ว่าคนที่สะดวกกว่านั้นจะมีอาวุโสต่ำกว่าก็ตาม
และโดยมารยาทอันดีงามตามวัฒนธรรมไทยซึ่งรับมาจากวัฒนธรรมในพระพุทธศาสนา ผู้อาวุโสต่ำกว่าจะเป็นผู้นำทำการใดๆ ก็สมควรที่จะต้องขออนุญาตท่านที่มีอาวุโสสูงกว่าก่อนเสมอ
นี่เป็นความงามอย่างหนึ่งในการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมของมนุษย์ที่เจริญแล้ว
---------------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๕
๑๕:๒๓
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ