บทความชุด “ทำบุญวันพระ” (๑๗)

------------------------------

ถวายภัตตาหารให้เป็นของสงฆ์ (๑)

------------------------------

บูชาข้าวพระเสร็จ ก็ต่อด้วยการถวายอาหาร มรรคนายกทั่วไปจะพูดว่า “ถวายสังฆทาน”

เมื่อก่อนผมก็พูดว่า “ถวายสังฆทาน” เหมือนที่พูดกันทั่วไป แต่เมื่อสังเกตเห็นว่า “ถวายสังฆทาน” ที่เรียกกันและทำกันทุกวันนี้วิปลาสคลาดเคลื่อนจนกู่ไม่กลับ ผมก็เลยเลิกใช้คำนั้น 

พอกล่าวนำคำบูชาข้าวพระจบ ผมก็จะบอกว่า “ต่อไปขอเชิญตั้งใจ ถวายภัตตาหารให้เป็นของสงฆ์ ขอเชิญเจริญสังฆานุสติครับ”

ถวายสังฆทานคือถวายสิ่งของอันสมควรแก่สมณบริโภคให้เป็นของสงฆ์ หรือถวายโดยตั้งเจตนาถึงพระสงฆ์ในพระรัตนตรัย ดังนั้น จึงสมควรที่จะเจริญสังฆานุสติก่อนที่จะกล่าวคำถวาย

กล่าวนำบทเจริญสังฆคุณ สุปะฏิปันโน ... หยุดตรงไหนบ้าง มรรคนายกแต่ละคนอาจว่าไม่เหมือนกัน 

สำหรับของผม ว่านำเจริญสังฆคุณหยุดเป็นตอนๆ ตามเครื่องหมายทับ (/) ดังนี้ (ยึดหลัก-แบ่งกลุ่มเป็นคำสั้นๆ เพื่อว่าตามได้สะดวก)

.........................................................

สุปะฏิปันโน / ภะคะวะโต / สาวะกะสังโฆ

อุชุปะฏิปันโน / ภะคะวะโต / สาวะกะสังโฆ /

ญายะปะฏิปันโน / ภะคะวะโต / สาวะกะสังโฆ /

สามีจิปะฏิปันโน / ภะคะวะโต / สาวะกะสังโฆ /

ยะทิทัง / จัตตาริ / ปุริสะยุคานิ /

อัฏฐะ / ปุริสะปุคคะลา /

เอสะ / ภะคะวะโต / สาวะกะสังโฆ /

อาหุเนยโย / ปาหุเนยโย / ทักขิเณยโย / อัญชะลีกะระณีโย /

อะนุตตะรัง / ปุญญักเขตตัง / โลกัสสาติ.

.........................................................

เจริญสังฆคุณจบ ก็กล่าวคำถวายภัตตาหารต่อไป ดังนี้

.........................................................

อิมานิ มะยัง ภันเต / ภัตตานิ / สะปะริวารานิ / ภิกขุสังฆัสสะ / โอโณชะยามะ / สาธุ โน ภันเต / ภิกขุสังโฆ / อิมานิ / ภัตตานิ/ สะปะริวารานิ / ปะฏิคคัณหาตุ / อัมหากัญเจวะ / มาตาปิตุ/อาทีนัญจะ / ญาตะกานัง / ทีฆะรัตตัง / หิตายะ / สุขายะ /

ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ / ข้าพเจ้าทั้งหลาย / ขอน้อมถวาย / ซึ่งภัตตาหาร / พร้อมทั้งของบริวารทั้งหลายเหล่านี้ / แด่พระภิกษุสงฆ์ / ขอพระภิกษุสงฆ์ / จงรับ / ซึ่งภัตตาหาร / พร้อมทั้งของบริวารทั้งหลายเหล่านี้ / ของข้าพเจ้าทั้งหลาย / เพื่อประโยชน์ / เพื่อความสุข / แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย / และแก่ญาติทั้งหลาย / มีมารดาบิดาเป็นต้น / ตลอดกาลนาน เทอญ /

.........................................................

ตอนกล่าวคำถวายภัตตาหาร มีข้อควรสังเกต นั่นคือ 

บางวัด พระสงฆ์ประนมมือตั้งแต่เริ่มขึ้น อิมานิ ...

บางวัด พระสงฆ์ประนมมือตั้งแต่เริ่มว่าคำแปล ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ...

บางวัด พระสงฆ์ประนมมือเมื่อว่าคำแปลถึงคำว่า “ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ”

วัดมหาธาตุราชบุรี พระสงฆ์ประนมมือตั้งแต่เริ่มขึ้น อิมานิ ...

พระสงฆ์ประนมมือเมื่อญาติโยมกล่าวคำถวายทาน มีความหมายว่าท่านรับทานโดยเคารพ

คำว่า “โดยเคารพ” หมายถึงเห็นความสำคัญของทานที่ญาติโยมถวาย

ญาติโยมเจริญสังฆานุสติ พระสงฆ์ท่านนั่งโดยอาการสงบ พอญาติโยมกล่าวคำถวายทาน ท่านประนมมือ เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าท่านรับรู้ (ถ้านั่งเฉย ก็รู้ไม่ได้ว่าท่านรับรู้หรือเปล่า)

จะประนมตอนไหนก็ตาม ควรมีเหตุผลที่สามารถอธิบายได้

ประนมเมื่อเริ่มกล่าวคำบาลี แสดงว่าพระท่านรู้บาลี

ประนมเมื่อเริ่มกล่าวคำแปล แสดงว่าพระท่านรู้เฉพาะคำไทย ไม่เข้าใจบาลี

ประนมเมื่อว่าคำแปลถึงคำว่า “ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับ” แสดงว่าพระท่านตั้งใจตอบรับคำแปลของญาติโยม (โยมบอกว่า “จงรับ” ท่านก็ประนมมือรับตรงคำนั้น)

นี่เป็นเหตุผลที่คิดเล่นๆ หรือคิดสนุกๆ เล่น อาจเป็นจริงตามนี้ หรือมีเหตุผลเป็นอย่างอื่น วัดไหนมีเหตุผลอย่างไรควรอธิบายให้รับรู้กันไว้ ถ้าไม่มีใครรู้ไม่มีใครคิด ต่อไปก็จะกลายเป็นการกระทำแบบ “เถรส่องบาตร” - ทำนองเดียวกับลุกไปใส่บาตรตอนพระขึ้นพาหุง ชั้นเดิมคงมีเหตุผลชัดเจน แต่ไม่มีใครบอกกล่าวอธิบายกันไว้ให้ชัด นานเข้าก็เลยไม่มีใครรู้ แล้วก็ทำตามๆ กันไปโดยไม่รู้ว่าทำไม...

..................

คำถวายภัตตาหารนี้ มีข้ออภิปรายที่เห็นสมควรแถลงสู่กันฟังดังต่อไปนี้

ข้อ ๑ คำถวายนี้เป็นคำถวายภัตตาหาร คือถวายของกินให้แก่สงฆ์ (ขอให้นึกถึงคำว่า “ของกิน” กับ “ของใช้” ที่เคยพูดมาแล้วในตอนก่อนๆ) ยืนยันด้วยคำว่า “ภัตตานิ” มีคำแปลว่า “ซึ่งภัตตาหาร”

ขอย้ำไว้ก่อนเลยว่า “ถวายภัตตาหาร” นะครับ ไม่ใช่ “ถวายสังฆทาน” กรุณาจับหลักนี้ไว้ให้มั่น เพราะมีเรื่องที่จะต้องทำความเข้าใจกันอีกมาก

เคยมีประเด็นปัญหาเกิดขึ้นว่า คำว่า “ภัตตานิ” หมายถึงอะไร? 

หนังสือของสำนักแห่งหนึ่ง (ขออนุญาตไม่เอ่ยนามเพื่อตัดความกระทบกระทั่ง) แสดงความเห็นไว้ว่า “ภัตตานิ” แปลว่า “ข้าวสุก”

มีสิกขาบทบัญญัติไว้ว่า ถ้ามีผู้นิมนต์พระไปฉันอาหารโดยระบุชื่อโภชนะ เช่น ขอนิมนต์ไปฉันไก่ย่าง ขอนิมนต์ไปฉันขนมจีน ฯลฯ ห้ามพระรับนิมนต์ ถ้ารับและไปฉัน ต้องอาบัติ

ผู้รู้หลักพระวินัยจึงนิมนต์ด้วยคำเป็นกลางๆ เช่น นิมนต์ฉันภัตตาหารเช้า นิมนต์ฉันภัตตาหารเพล ไม่ต้องระบุว่าฉันอะไร

จำพวก “โภชนะ” ที่ระบุไว้มี ๕ อย่าง คือ ข้าวสุก, ขนมสด, ขนมแห้ง, ปลา, เนื้อ

หนังสือเล่มนั้นบอกว่าคำถวายทานข้างต้นนั้น “เป็นการกล่าวคำถวายโดยระบุชื่อโภชนาหาร” คือ ระบุว่า “ถวายข้าวสุก” (ภัตตานิ) ซึ่งเป็น ๑ ใน ๕ ที่ห้ามไว้ จึงไม่ถูกต้องตามวินัยสงฆ์

“ภัตตานิ” เขียนแบบบาลีเป็น “ภตฺตานิ” ศัพท์เดิมคือ “ภตฺต” (พัด-ตะ) เป็นนปุงสกลิงค์ แจกด้วยวิภัตตินามที่สอง พหูพจน์ จึงเปลี่ยนรูปเป็น “ภตฺตานิ”

“ภตฺต” แปลตามศัพท์ว่า “ของเป็นเครื่องกิน” “ของที่จะพึงกลืนกิน” 

ข้อความบางแห่งในคัมภีร์ คำว่า “ภตฺต” หมายถึง “ข้าวสุก” โดยเฉพาะ (เช่นธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๑ เทวทตฺตวตฺถุ ตอนเล่าเรื่องเจ้าชายอนุรุทธะเข้าใจว่าข้าวสุกเกิดในชามข้าว) แต่โดยทั่วไป “ภตฺต” หมายถึง อาหาร ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นข้าวสุก

พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “ภตฺต” ว่า feeding, food, nourishment, meal (การเลี้ยง, อาหาร, ของบำรุงเลี้ยงร่างกาย, อาหารที่เป็นมื้อ)

โปรดสังเกตว่า ไม่มีคำแปลที่หมายถึง “ข้าวสุก” 

ในพระไตรปิฎกมีกล่าวไว้ในที่หลายแห่งว่า ทายกนิมนต์พระสงฆ์ไปฉันอาหารที่บ้าน เมื่อเจ้าภาพจัดเตรียมอาหารพร้อมแล้วจะส่งคนไปแจ้งแก่ภิกษุด้วยคำว่า “ภนฺเต  นิฏฺฐิตํ  ภตฺตํ” (ภันเต นิฏฐิตัง ภัตตัง) แปลว่า “อาหารเสร็จแล้วเจ้าข้า”

เห็นได้ชัดว่า “ภัตตะ” ไม่ได้หมายถึง “ข้าวสุก” อย่างที่หนังสือเล่มนั้นแสดงความเห็น เพราะถ้าหมายถึงข้าวสุก คำแจ้งของเจ้าภาพดังกล่าวนั้นก็จะต้องขัดกับวินัยสงฆ์อย่างชัดเจน

อนึ่ง คำว่า “ภตฺต” ที่นำมาใช้ในภาษาไทย ก็ไม่ได้หมายถึง “ข้าวสุก” 

โปรดดูตัวอย่างจากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ ดังนี้ -

(๑) ภัต, ภัต-, ภัตร : (คำนาม) อาหาร, ข้าว. (ป. ภตฺต). 

(๒) ภัตกิจ : (คำนาม) การกินอาหาร. 

(๓) ภัตตาคาร : (คำนาม) อาคารที่จําหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ค่อนข้างใหญ่และหรูหรา. (ป. ภตฺต + อคาร). 

(๔) ภัตตาหาร : (คำนาม)  อาหารสําหรับภิกษุสามเณรฉัน. (ป. ภตฺต + อาหาร).

ในคำถวายทานข้างต้น “ภตฺตานิ” ไม่ได้หมายถึง “ข้าวสุก” แต่หมายถึง “อาหาร” คำถวายนั้นจึงไม่ใช่เป็นการถวายโดยระบุชื่อโภชนาหารแต่ประการใดเลย

คำตัดสินที่เด็ดขาดในประเด็นนี้ก็อยู่ในพระไตรปิฎกนั่นเอง ตามไปดูกันว่า “โภชนะ” ที่ระบุไว้ว่ามี ๕ อย่าง คำบาลีท่านว่าอย่างไร

.........................................................

กติ  นุ  โข  ภนฺเต  โภชนาติ  ฯ  ปญฺจิเม  อุปาลิ  โภชนา  ฯ  กตเม  ปญฺจ  ฯ  โอทโน  กุมฺมาโส  สตฺตุ  มจฺโฉ  มํสํ  ฯ  อิเม  โข  อุปาลิ  ปญฺจ  โภชนาติ  ฯ

(พระอุบาลีกราบทูลถามว่า) โภชนะมีเท่าไรหนอ พระพุทธเจ้าข้า

(พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า) ดูก่อนอุบาลี โภชนะนี้มี ๕ อย่าง 

๕ อย่างมีอะไรบ้าง 

คือ:- 

โอทโน ข้าวสุก (boiled [milk-] rice, gruel)

กุมฺมาโส ขนมสด (junket, sour milk) 

สตฺตุ ขนมแห้ง (barley-meal, flour)

มจฺโฉ ปลา (fish)

มํสํ เนื้อ (flesh, meat)

ดูก่อนอุบาลี โภชนะ ๕ อย่างนี้แล

ที่มา: วินัยปิฎก ปริวาร พระไตรปิฎกเล่ม ๘ ข้อ ๑๑๘๑ เป็นต้น

.........................................................

คำแปลเป็นไทยแปลตามที่ท่านแปลกันมา ในที่นี้ใส่วงเล็บคำแปลเป็นอังกฤษจากพจนานุกรมบาลี-อังกฤษ ไว้ให้ด้วย เผื่อใครสงสัยว่าคำบาลีที่เป็นชื่อโภชนะทั้ง ๕ นั้น หมายถึงอะไร จะได้เทียบกับที่ฝรั่งแปลไว้ เพราะบางท่านดูจากที่ไทยเราแปลไว้อาจจะยังไม่ไว้ใจ จึงขอยืมมือฝรั่งมาช่วยยืนยันอีกแรงหนึ่ง

แต่ไม่ว่าคำไหนใครจะแปลอย่างไร โภชนะทั้ง ๕ อย่างก็ไม่มีคำว่า “ภตฺตํ” รวมอยู่ด้วย

หลักพระวินัย นิมนต์พระไปฉันโดยระบุชื่อของกิน ถ้าพระไปฉัน ผิดวินัย

อนุโลมว่า กล่าวคำถวายภัตตาหาร ถ้าระบุชื่อของกิน พระรับ ก็ผิดวินัย

หนึ่งในรายชื่อโภชนะที่ห้ามระบุ คือ “ข้าวสุก”

“ข้าวสุก” ในกรณีนี้แปลมาจากคำบาลีว่า “โอทโน”

“โอทโน” ฝรั่งแปลว่า boiled [milk-] rice, gruel (ดูข้างต้น)

คำถวายภัตตาหารให้เป็นของสงฆ์ใช้คำว่า “ภตฺตานิ” 

“ภตฺตานิ” รูปคำเดิมคือ “ภตฺต”

“ภตฺต” ฝรั่งแปลว่า feeding, food, nourishment, meal

มีคำที่เฉียดโภชนะ ๕ อย่างอยู่คำเดียว คือ meal ซึ่งในรายการโภชนะที่ฝรั่งแปลมีคำว่า barley-meal 

barley-meal แปลมาจากคำว่า “สตฺตุ” (ดูข้างต้น) ไทยเราแปลว่า ขนมแห้ง

meal ในที่นี้แปลมาจากคำว่า “ภตฺต” 

คำถวายภัตตาหารใช้คำว่า “ภตฺต” ไม่ใช่ “สตฺตุ”

คำแปลของฝรั่งเป็นแต่เพียงเฉียด แต่ไม่ใช่

แต่คำบาลี “ภตฺต” (“ภตฺตานิ”) ในคำถวาย กับ “โอทโน” ในรายชื่อที่ห้ามระบุ ห่างกันคนละโยชน์

เพราะฉะนั้น จึงยืนยันย้ำได้ว่า “ภัตตานิ” ในคำถวายภัตตาหาร ไม่ได้หมายถึง “ข้าวสุก” (โอทโน) แต่หมายถึง “อาหาร” คำถวายนั้นจึงไม่ใช่เป็นการถวายโดยระบุชื่อโภชนาหารแต่ประการใดเลย สบายใจได้ขอรับ

สรุปสั้นๆ ใช้คำว่า “ภัตตานิ” ถูกต้องแล้วด้วยประการทั้งปวง

----------------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๕

๑๑:๓๖ 

[full-post]

ทำบุญวันพระ

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.