สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
พึงรอบรู้ องค์ประกอบและหน้าที่องค์ประกอบแต่ละองค์ประกอบ เพื่อเข้าใจระบบการทำงานของเครื่องยนต์? แม้วิปัสสนากรรมฐานก็ฉันนั้น (นิสสยะ อักษรปัลลวะ)
อะไรเล่า เป็นสิ่งปิดบังไตรลักษณ์?
อุบายวิธีที่จะขจัดทำลาย
สิ่งที่ปิดบังไตรลักษณ์นั้น เป็นอย่างไร?
ก็นามและรูปย่อมมีการเกิดขึ้นแล้ว ก็ย่อมดับไป ตามเหตุปัจจัยเป็นธรรมดา แต่ว่าสัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีปกติไม่เห็นไตรลักษณ์ ก็เพราะมีสิ่งปิดบังไว้ ซึ่งถ้าผู้ปฏิบัติไม่รู้จักสิ่งที่ปิดบังไตรลักษณ์ และอุบายวิธีที่จะขจัดทำลายสิ่งที่ปิดบังนั้น โอกาสที่จะเกิดปัญญา(ญาณ)เห็นไตรลักษณ์นั้นย่อมไม่มีเลย แม้จะปรารภความเพียรมากมายเพียงไรก็ตาม และก็ไม่ใช่สักแต่ว่า นึกเอา คิดเอา ว่าเอาว่า ไม่เที่ยงหนอ เป็นทุกข์หนอ ไม่ใช่สัตวบุคคลเราเขาหนอ ต้องเห็นประจักษ์ มีสภาวธรรมรองรับ กิเลสถึงจะสะดุ้งลสะเทือนสำรอกได้ ดังอุบายวิธีการที่กล่าวไว้ในวิสุทธิมรรคว่า " อนิจฺจลกฺขณํ ตาว อุทยพฺพยานํ อมนสิการา สนฺตติยา ปฏิจฺฉนฺนตฺตา น อุปฏฺฐาติ. ทุกขลกฺขณํ อภิณฺหสมฺปติปีฬนสฺส อมนสิการา อิริยาปเถหิ ปฏิจฺฉนฺนตฺตา น อุปฏฺฐาติ. อนตฺตลกฺขณํ นานาธาตุวินิพฺโภคสฺส อมนสิการา ฆเนน ปฏิจฺฉนฺนตฺตา น อุปฏฺฐาติ." แปลว่า
" ก่อนอื่น อนิจจลักษณะ ย่อมไม่ปรากฏ เพราะถูกสันตติ(ความสือต่อ)ปิดบังไว้ เหตุเพราะไม่ใส่ใจ ความเกิดขึ้นและดับไป ทุกขลักษณะ ย่อมไม่ปรากฏ เพราะถูกอิริยาบททั้งหลายปิดบังไว้ เหตุเพราะไม่ใส่ใจขณะความบีบคั้นเนื่องๆนั้น. อนัตตลักษณะ ย่อมไม่ปรากฏ เพราะถูกฆนะ(ความเป็นกลุ่มก้อน)ปิดบังไว้ เหตุเพราะไม่ใส่ใจการกระจายธาตุแล."(วิสุทธิมรรค 3/275)
ลักษณะ 3
สภาวะ หรือ อาการ ชื่อว่าลักษณ เพราะมีความหมายว่า เป็นเหตุให้กำหนดรู้ได้ คือหมายรู้ได้ว่า ธรรมนี้เป็นอย่างนี้ ก็ลักษณะนั้น มี 2 อย่าง คือ ปัจจัตตลักษณะ (ลักษณะเฉพาะตน ) 1, และสามัญญลักษณะ ( ลักษณะที่เสมอเหมื่อนกัน ) 1. วิปัสสนาญาณที่ 1-2 คือ นามรูปปริจเฉทญาณ(ญาณแยกนามรูแ) , และ ปัจจยปริคคหญาณ(ญาณจับปัจจัยของนามรูปได้) เพ่ง ปัจจัตตลักษณะ เพื่อเกื้อต่อการแยกรูปนามและจับปัจจัยได้ วิปัสสนาญาณที่ 3-12 ( สัมมสนญาณ- อนุโลมญาณ ) เพ่งสามัญญลักษณะ ด้วยการเข้าถึงอันเป็นผลที่เนื่องมาจาก 2 ญาณแรก คือเห็นนามรูปเกิดดับตามปัจจัย เมื่อปัจจัยเกิดนามรูปก็เกิด เมื่อปัจจัยดับนามรูปก็ดับ เห็นแบบสันตติขาดเหมือนดูแผ่นฟิล์มหนังเป็นแผ่นๆไม่ได้เห็นแบบแผ่นฟิล์มหนังฉายสือต่อกันอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการจะเห็นว่าพระเอกต่อยกับผู้ร้ายเป็นต้นจึงเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะขาดความสือต่อที่เป็นไปอย่างรวดเร็วนั่นเอง อัตตาตัวตนจึงหลุดหายไป ปรากฏแต่นามรูปเกิดดับฉัพพลันทันที่ ไม่ใช่คิดหรือนึกเอา เห็นประจักษ์ด้วยสภาวะที่นามรูปแสดงให้เห็นตามญาณที่ตัดสันตติได้นั่นเอง ในคัมภีร์นิสสยะอักษรปัลลวะท่านกล่าวเป็นอุปมาให้เข้าใจได้ง่ายๆว่า เห็นนามรูปเกิดดับเท่ากับเห็นตัวเสือ เห็นลักษณะ 3 (ไตรลักษ์)เท่ากับเห็นลายเสือ คือ ผู้ยิ่งด้วยศีลเมื่อเห็นนามรูปเกิดดับจะเห็นเป็นอนิจจลักษณะ เพราะศีลมีลักษณะเป็นสมาธานฐาน(ฐานทรงความดีไว้ได้ต่อเนื่อง=ศีลไม่เสีย) พอเห็นประจักษ์กับความเกิดดับพอของนามรูปก็จะเห็นเป็นอนิจจลักษณ์ ผู้ยิ่งด้วยสมาธิก็จะเห็นทุกขลักษณะ เพราะสมาธิมีสุขที่ไม่อิงอามิส(กามคุณ)เป็นเหตุใกล้ ผู้ยิ่งด้วยปัญญาจะเห็นเป็น อนัตตลักษ์ เพราะปัญญาเห็นตรงต่อความเป็นจริง ลักษณะทั้งสาม(ไตรลักษ์)จึงปรากฏเริ่มตั้งแต่สัมมสนญาณถึงอนุโลมญาณ ส่วนโคตรภูญาณ,มรรคญาณ,ผลญาณ มีนิพพานเป็นอารมณ์ และปัจจเวกขณญาณ มี มรรค ผล นิพพาน กิเลสที่ละแล้ว กิเลสที่ยังเหลืิออยู่เป็นอารมณ์ ลักษณะ ในวิปัสสนากรรมฐาน จึงมี 3 อย่างดังกล่าว(วิสุทธิมรรค.2/312)
อนุปัสสนา 3
ปัญญา(ญาณ)ที่พิจารณาเห็นเนิองๆ ซึ่งลักษณะทั้งสาม(ไตรลักษ์)นั้นเอง ชื่อว่า อนุป้สสนา จึงมี 3 อย่างตามลักษณะทั้ง 3 นั้น ได้แก่
1.อนิจจานุปัสสนา คือ
ญาณที่เห็นเนื่่องๆว่า สังขารทั้งหลาย(นามรูปอันเกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง) ไม่เที่ยง จึงละนิจจสัญญา(ความสำคัญว่าเที่ยง)ได้เป็นแบบวิกขัมภณปหาน คือ เป็นขณะๆไปตราบเท่าอนิจจานุสสนาดำเนินไป
2.ทุกขานุปัสสนา คือ
ญาณที่เห็นเนื่องๆว่า สังขารทั้งหลาย เป็นทุกข๋ เพราะความบีบคั้นจากการเกิดขึ้นและดับไปโดยฉับผลันทันที่ จึงละสุขสัญญา(ความสำคัญว่าเป็นสุข)ได้ เป็นแบบวิกขัมภณปหาน คือ
เป็นขณะๆไป ตราบเท่าทุกขานุปัสสนาดำเนินไป
3.อัตตานุปัสสนา คือ
ญาณที่เห็นเนื่องๆว่า สังขารทั้งหลายไม่ใช่ตัวตน(อนัตตา) จึงละอัตตสัญญา(ความสำคัญว่าเป็นตัวตน)ได้ เป็นแบบวิกขัมภณปหาน คือ เป็นขณะๆไป ตราบเท่าอัตตานุปัสสนาดำเนินไป
(วิสุทธิมรรค , มหาฎีกา , อภิธัมมัตถวิภาวินีฎีกา , นิสสยอักษรสิหล ,อักษรขอม,อักษรธรรมล้านช้าง)

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ