สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


เสฏฐธัมมปัญหา (ุถามว่า ทรงตรัสว่าโลกุตตรธรรมประเสริฐ เหตุไรกลับทรงตรัสให้คฤหัสถ์โสดาบันกราบไหว้ ลุกรับภิกษุสามเณรปุถุชนเล่า?

   พระเจ้ามิลินท์  " พระคุณเจ้านาคเสน พระผู้มีพระภาคทรงภาษิตความข้อนี้ไว้ว่า ' ธมฺโม หิ วาเสฏฺฺฐ เสฏฺโฐ ชเนตสฺมึ ทิฏฺเฐ เจว ธมฺเม อภิสมฺปราเย จ- ดูก่อน ท่านวาเสฏฐะ พระโลกุตรธรรม(มรรค 4 ผล  4 นิพพาน)เป็นสิ่งประเสริฐสุดในหมู่ชนนี้ ทั้งในอัตภาพนี้ ทั้งในอัตภาพหน้า ' ดังนี้. และทรงตรัสไว้อีกว่า ' อุปาสโก คิหิ โสตาปนฺโน ปิหิตาปาโย  ทิฏฺฐิปฺปตฺโต วิญฺญาตสาสโน ภืกฺขุํ วา สามเณรํ วา ปุถุชฺชนํ อภิวาเทติ ปจฺจุปฏฺเฐติ-อุบาสกคฤหัสถ์ แม้เป็นพระโสดาบันผู้ปิดอบายภูมิได้แล้ว ถึงพร้อมด้วยสัมมาทิฏฐิได้แล้ว รู้แจ้งพระศาสนาแล้ว ก็ยังต้องกราบไหว้ ลุกรับภิกษุหรือสามเณรผู้เป็นปุถุชน. พระคุณเจ้านาคเสน ถ้อยคำทั้งสองขัดแย้งกัน มี 2 เงื่อน 2 ปม ปัญหาเช่นนี้ ตกถึงแก่ท่านแล้ว ขอท่านจงคลี่คลายปัญหานั้นเถิด

   พระนาคเสน " ขอถวายพระพร พระผู้มีพระภาคทรงตรัสถ้อยคำทั้งสองอย่างนั้นจริง ก็แต่ว่า ในเรื่องนั้นมีเหตุผลอยู่ เหตุผลนั้น คืออะไรเล่า ? 

   ขอถวายพระพร มหาบพิตร​ " ธรรมที่สร้างความเป็นสมณะ มี 20 อย่าง และธรรมที่แสดงเพศสมณะมี 2 อย่าง ดังนี้ คือ

   หมวดธรรมที่สร้างความเป็นสมณะ

    1. ธมฺมาราโม มีความพอใจพระธรรมวินัย องค์ธรรม คือ  ฉันทะ

    2. อคฺโค นิยโม มีความนิยมธรรมที่สร้างความเป็นสมณะสุดยอดในพุทธบริษัท คือ เป็นภิกษุบริษัทที่ดี องค์ธรรม คือ ค่านิยม

    3. จาโร มีความประพฤติวัตร(กิจ)ปฏิบัติดี(มรรยาท)ในขันธกวัตรทั้งหลาย องค์ธรรม คือ อภิสมาจาริกศีล

    4. วิหาโร มีวิหารธรรม 4 คือ อิริยาบถวิหาร(สำรวมอิริยาบถน้อยใหญ่,)​ ทิพยวิหาร(ฌานสมาบัติ), พรหมวิหาร 4, อริยวิหาร(ผลสมาบัติ) องค์ธรรม ก็คือ วิหารธรรม 4 ประการดังกล่าวนั่นเอง

    5. สํยโม มีความงดเว้นได้เมื่อประจวบกับวิรมิตัพพวัตถุ องค์ธรรม ก็คือ วิรติ(ความงเว้น)นั่นเอง

    6. สํวโร มีการปิดกั้นกิเลสด้วยธรรม 5 ประการ คือ ศีล, สติ, ญาณ, ขันติ(อโทสะ), และวิริยะ องค์ธรรมก็คือ สังวรธรรม 5 ประการนั่นเอง

    7. ขนฺติ มีการยอมรับความจริงได้(อธิวาสนขันติ) ไม่เดือดร้อนขัดเคืองใจ เช่นทนต่อความร้อน-หนาวจากกุฏิที่พักตามมีตามได้ไม่มากเรื่อง องค์ธรรม ก็คือ อธิวาสนขันตินั่นเอง

    8. โสรจฺจ มีความสงบเสงี่ยมอ่อนน้อมถ่อมตน​ องค์ธรรมก็คือ ความเป็นบุคคลผู้ว่ากล่าวได้ง่ายนั่นเอง

    9. เอกตฺตจริยา มีการประพฤติปฏิบัติตนให้ดำรงอยู่ในกรรมฐาน ทั้งสมถกรรมฐาน ทั้งวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งแต่ละกรรมฐานต่างล้วนมีอารมณ์เป็นหนึ่งเดียวอยู่แล้ว องค์ธรรม ก็คือ การเจริญสมถกรรมฐาน และการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั่นเอง

    10. เอกตฺตาภิรติ มีความชอบใจที่เจริญสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานซึ่งล้วนแต่มีอารมณ์เป็นหนึ่งเดียว องค์ธรรมก็คือ ฉันทะ ที่ชอบใจการเจริญกรรมฐานทั้งหลายนั่นเอง

    11. ปฏิสลฺลานํ มีการหลีกออกจากหมู่ เพื่อหนีความวุ่นวาย แล้วเร้นจิตไว้ในกรรมฐาน องค์ธรรมก็คือเนกขัมมะนั่นเอง

    12. หิริโอตฺตปฺปํ มีความละอายและความเกรงกลัวบาป คือ ละอายและเกรงกลัวทุจริตทางทวารทั้ง 3 มีกายทุจริตเป็นต้น องค์ธรรมก็คืิอ ความละอายและความเกรงกลัวทุจริตนั่นเอง

    13. วิริยํ มีความเพียร เป็นความเพียรที่เป็นไปในกิจ 4 อย่าง คือ เพียรป้องกันอกุศธรรม(นิวรณ์)ที่ยังไม่เกิด ไม่ให้มีโอกาสเกิดขึ้น 1.เพียรละอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว 1. เพียรทำกุศลธรรม(สมาธิ วิปัสสนา และมรรค)ที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น 1. เพียรเจริญเพิ่มพูลกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว กระทำไม่ให้หลงลืม ให้ตั้งมั่นอยู่ได้ เจริญยิ่งๆขึ้นไป 1. องค์ธรรมก็คือ สัมมัปปธาน 4 นั่นเอง

    14. อปฺปมาโท มีความไม่ประมาท คือ ความไม่ชล่าใจปล่อยใจให้ละเลยการเจริญอธิกุศล มี อธิศีลสิกขา เป็นต้น องค์ธรรม ก็คือ ความไม่ชล่าใจนั่นเอง

    15. สิกขาสมาทานํ มีความตั้งใจสมาทานรักษาอธิไตรสิกขา องค์ธรรมก็คือ การสมาทานอธิไตรสิกขานั่นเอง

    16. อุทฺเทโส มีการยกเอาพระพุทธพจน์ขึ้นมากล่าวแสดง องค์ธรรมก็คือการเรียนพระพุทธพจน์นั่นเอง

    17. ปริปุจฺฉา มีการนำเอาคำอธิบายความของอรรถกถามาขยายความพุทธพจน์

องค์ธรรม ก็คือการเรียนอรรถกถานั่นเอง

    18. สีลาทิอภิรติ มีความชื่นชอบที่จะเจริญคุณธรรมมีศีลเป็นต้นอย่างยิ่งยวด ตามแบบอย่างเพื่อนพรหมจรรย์เหล่านั้น ที่ท่านทรงคุณธรรมนั้นๆได้ องค์ธรรมก็คือฉันทพละที่ชื่นชอบการเจริญคุณธรรม

    19. นิราลยตา ไม่มีความอาลัยกายและชีวิต คือ ไม่มีเคหสิตตัณหา(ตัณหาอาศัยเรือน เป็นตัณหาที่ติดอยู่กับกามคุณ 5 ความไม่มีตัณหาที่เรียกว่าไม่มีอาลัยนี้ องค์ธรรมก็คือ การละได้เป็นตทังคปหานด้วยวิปัสสนา, การละได้เป็นวิกขัมภนปหานด้วยสมาธิ, การละได้เป็นสมุจเฉทปหานด้วยมรรคนั่นเอง

    20. สิกขาปทปริปูริตา มีการทำสิกขาบทใหญ่น้อยทั้งหลายที่ทรงบัญญัติไว้ ให้เต็ม ให้บริบูรณ์อยู่เสมอ เมื่อต้องอาบัติ ก็ต้องรีบปลงไม่ให้อาบัติติดตัว หากสงสัยไม่แน่ใจก็ปรึกษาไต่ถามท่านที่ทรงพระวินัย องค์ธรรมก็คือ

อปริยันตปาริสุทธิศีลนั่นเอง

   หมวดธรรมที่แสดงเพศสมณะ

    1. กาสาวธารณํ การทรงผ้ากาสาวพัสตร์  คือการนุ่งห่มไตรจีวรที่ทำด้วยผ้าย้อมฝาด

    2. ภณฺฑุภาโว ความมีศรีษะโล้น คือ  มีศรีษะโล้นเพราะปลงผม ไม่ใช่มีศรีษะโล้น เพราะสักแต่ว่าเป็นคนไม่มีผม และไม่ใช่ศรีษะโล้น

เพราะการถอนออกเหมือนอย่างพวกเดียรถีย์ในลัทธิภายนอก​ " 

   ขอถวายพระพร มหาบพิตร ธรรมที่สร้างความเป็นสมณะ มี 20 ธรรมที่แสดงเพศสมณะ มี 2 ดังกล่าวนี้แหละ ที่ภิกษุย่อมสมาทานประพฤติคุณธรรมเหล่านี้ เพราะเมื่อคุณธรรมเหล่านี้เพียบพร้อมบริบูรณ์ได้แล้ว ก็ย่อมบรรลุความเป็นพระอรหันตบุคคลได้ เพราะเหตุนั้น อุบาสกผู้เป็นพระโสดาบันจึงสมควรที่จะกราบไหว้ ลุกรับภิกษุผู้เป็นปุถุชน ด้วยคิดว่า พระภิกษุนั้นเข้าถึงความเป็นผู้ประพฤติเสมอเหมือนกับพระขีณาสพ เราไม่มีโอกาสได้ประพฤติเช่นนั้น เพราะเหตุแห่งเพศ  1. ด้วยคิดว่า พระภิกษุเข้าถึงความเป็นยอดบริษัท(ภิกษุบริษัท)ด้วยธรรม 20 อย่างและธรรม 2 อย่างนั้น เราไม่ใช่ผูัเข้าถึงฐานะนั้น 1. ด้วยคิดว่า พระภิกษุนั้นได้ฟังพระปาติโมกข์ อุเทส เราไม่ได้อยู่ในเพศที่จะได้ฟังพระปาติโมกข์อุเทสนั้น  1. ด้วยคิดว่า พระภิกษุนั้นให้บุคคลอื่นบรรพชาอุปสมบทก็ได้ ทำพระศาสนาของพระชินวรพุทธเจ้าให้เจริญก็ได้ กิจที่ว่านี้เราทำไม่ได้  1. ด้วยคิดว่า พระภิกษุนั้นเป็นผู้มีปกติทำให้เพียบพร้อมในสิกขาบททั้งหลาย อันหาประมาณมิได้, เราไม่ได้ประพฤติในสิกขาบททั้งหลายเหล่านั้น  1. ด้วยคิดว่า พระภิกษุนั้น เข้าถึงเพศสมณะ ดำรงอยู่ในฐานะที่พระพุทธเจ้าทรงประสงค์ เราห่างไกลจากเพศนั้น  1.

ด้วยคิดว่า พระภิกษุนั้น ไม่ปล่อยขนรักแร้ยาวรุงรัง ไม่แต่งตา ไม่ประดับประดาร่างกาย ทว่าลูบไล้กลิ่นศีล ส่วนเรายังยินดี การประดับตบแต่งตัว  1. ด้วยคิดว่า ธรรมที่สร้างความเป็นสมณะ 20 อย่าง และธรรมที่แสดงเพศ 2 อย่างเหล่าใด ธรรมทั้งหมดนี้ย่อมมีแก่พระภิกษุ ก็พระภิกษุนั่นเอง ทรงธรรมเหล่านั้นไว้ได้ ทั้งยังให้ผู้อื่นได้ศึกษาในธรรมเหล่านั้น ก็แต่ว่า เราไม่มีความรู้และการศึกษานั้น  1.

   ขอถวายพระพร เปรียบเหมือนว่า พระราชกุมารทรงเรียนวิชา ทรงศึกษาขัตติยธรรมในสำนักของปุโรหิต, ในสมัยต่อมา พระราชกุมาร แม้ทรงได้รับการอภิเษกแล้ว ก็ยังกราบไหว้ ลุกรับอาจารย์ ด้วยคิดว่า ' ท่านผู้นี้เป็นผู้ให้เราได้ศึกษา ดังนี้ ฉันใด, อุบาสกผู้เป็นพระโสดาบันก็ควรจะกราบไหว้ ลุกรับพระภิกษุผู้เป็นปุถุชน

ด้วยคิดว่า ' พระภิกษุเป็นผู้ให้คนทั้งหลายได้ศึกษา ทรงไว้ซึ่งวงศ์พระศาสนา ' ดังนี้ ฉันนั้น

   ขอถวายพระพร ยังมีอีกอย่างหนึ่ง ขอพระองค์ทรงทราบเถิดว่า ภูมิภิกษุมีความยิ่งใหญ่ มีความไพบูลย์ ที่หาภูมิฆราวาสเสมอเหมือนมิได้ โดยปริยายนี้, ขอถวายพระพร คือข้อที่ว่า ถ้าหากอุบาสกผู้เป็นพระโสดาบัน กระทำพระอรหัตตผลให้แจ้งได้, อุบาสกผู้เป็นพระโสดาบันนั้น จะมีคติอยู่ 2 อย่าง คือต้องปรินิพพานในวันนั้นแน่ อย่างหนึ่ง, ต้องเข้าถึงความเป็นภิกษุอย่างหนึ่ง, มหาบพิตร การบวชเป็นฐานะที่ไม่หวั่นไหว ภูมิภิกษุนี้จึงเป็นภูมิที่ยิ่งใหญ่. สูงส่งยิ่งนัก."

   พระเจ้ามิลินท์ " พระคุณเจ้านาคเสน ปัญหาที่ต้องใช้กำลังญาณ ตัวท่านผู้ มีกำลัง มีความรู้ยิ่ง ก็ได้คลี่คลายปัญหาแล้ว เว้นผู้มีความรู้เช่นท่านแล้ว ผู้อื่นไม่อาจเปลื้องปัญหานี้ ได้อย่างนี้." 

[full-post]

เสฏฐธัมมปัญหา

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.