สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
สีลมยญาณนิทเทส ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค
(อธิบายการหยั่งถึงความแตกฉานที่สำเร็จด้วยศีล ที่พระสารีบุตรเถระได้ตั้งหัวข้อประเด็นเพื่อให้ผู้ศึกษาเข้าใจสถานะและขอบเขตของธรรมที่เนื่องกัน) เป็น ๒ ตอน ดังนี้
ตอนที่ ๑ เพื่อให้เห็นสถานะของธรรมที่เนื่องกัน ท่านจำแนกศีลประเภทต่างๆ เอาไว้อย่างละเอียดชัดเจนจนถึง ๕ ประเภท ได้แก่ (๑) ปริยันตปาริสุทธิศีล หมายถึงศีลของอนุปสัมบันผู้มีสิกขาบทเป็นที่สุด คือ ศีลที่ขาดเพราะลาภ เพราะยศ เพราะญาติ เพราะอวัยวะ และเพราะชีวิต (๒) อปริยันตปาริสุทธศีล หมายถึงศีลของอุปสัมบันผู้มีสิกขาอันไม่มีที่สุด มีนัยตรงกันข้ามกับข้อหนึ่ง (๓) ปริปุณณปาริสุทธิศีล หมายถึงศีลของกัลยาณปุถุชนผู้ประกอบกุศลกรรม บำเพ็ญธรรมเป็นที่สุดของ พระเสขะให้บริบูรณ์ ไม่อาลัยในกายและชีวิต (๔) อปรามัฏฐปาริสุทธิศีล หมายถึงศีลของ พระเสขะ ๗ จำพวก (๕) ปฏิปัสสัทธิปาริสุทธิศีล หมายถึงศีลของสาวกผู้เป็นขีณาสพ ของ พระปัจเจกพุทธเจ้า และของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านกล่าวเสริมอีกว่า ศีล มี ๒ ประเภท ได้แก่ (๑) ศีลมีที่สุดไม่เป็นไปเพื่อพระนิพพาน (๒) ศีลไม่มีที่สุดเป็นไปเพื่อพระนิพพาน เจตนาก็เป็นศีล(องค์ธรรมคือเจตนาเจตสิก) เจตสิกก็เป็นศีล(องค์ธรรมคือปหานศีลที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกิเลสที่ทำให้เสียศีล เช่นเพราะมีเมตตาก็ละการฆ่าสัตว์ได้เป็นต้น+เวรมณีศีล คือ วิรติเจตสิก ท่านจัดศีลทั้งสองประเภทเป็นเจตสิกศีลเพราะต่างก็มีอาการเป็นปฏิปักษ์ต่อกิเลสที่ทำให้เสียศีลจำเพราะๆชัดเจน เช่น เบญจศีลคู่กับเบญจธรรม วิรติคู่กับวิรมิตัพพวัตถุ)สังวรก็เป็นศีล (องค์ธรรม คือ ศีลสังวร ๕ มี ขันติสังวรเป็นต้น) ความไม่ล่วงละเมิดก็เป็นศีล(องค์คือ กุศลจิตตุปบาท เพื่อปฏิเสธการไม่ก้าวล่วงของคนชั่วที่ติดคุกอยู่ ศีลนั้นเมื่อเกิดขึ้นจะมีธรรมทั้งสี่ประการครบ เมื่อมีธรรมประการใดออกหน้าเป็นประธานก็เรียกเป็นชื่อศีลตามที่ปรากฏเป็นประธาน มตินี้วิสุทธิมรรคจึงแย้งกับวิมุตติมรรคว่า ศีลมี ๓ ประเภท คือ กุศลศีล อกุศล และอพยากตศีล
ตอนที่ ๒ เพื่อให้เห็นขอบเขตแห่งธรรมที่เนื่องกัน ท่านนำธรรม ๒ หมวด คือ อกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ และธรรมที่เป็นคู่ตรงกันข้าม ๓๗ คู่ คือ (๑) กามฉันทะ-เนกขัมมะ (๒) พยาบาท-อพยาบาท (๓) ถีนมิทธะ-อาโลกสัญญา (๔) อุทธัจจะ-อวิกเขปะ (๕) วิจิกิจฉา-ธัมมววัตถาน (๖) อวิชชา-ญาณ (๗) อรติ-ปามุชชะ (๘) นิวรณ์-ปฐมฌาน (๙) วิตกและวิจาร-ทุติยฌาน (๑๐) ปีติ-ตติยฌาน (๑๑) สุขและทุกข์-จตุตถฌาน (๑๒) รูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา-อากาสานัญจายตน สมาบัติ (๑๓) อากาสานัญจายตนสัญญา-วิญญานัญจายตนสมาบัติ (๑๔) วิญญาณัญจายตนสัญญา-อากิญจัญญายตนสมาบัติ (๑๕) อากิญจัญญายตนสัญญา-เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ (๑๖) นิจจสัญญา-อนิจจานุปัสสนา (๑๗) สุขสัญญา-ทุกขานุปัสสนา (๑๘) อัตตสัญญา-อนัตตานุปัสสนา (๑๙) นันทิ-นิพพิทานุปัสสนา (๒๐) ราคะ-วิราคานุปัสสนา (๒๑) สมุทัย-นิโรธานุปัสสนา (๒๒) อาทานะ-ปฏินิสสัคคานุปัสสนา (๒๓) ฆนสัญญา-ขยานุปัสสนา (๒๔) อายุหนะ-วยานุปัสสนา (๒๕) ธุวสัญญา-วิปริณามานุปัสสนา (๒๖) นิมิต-อนิมิตตานุปัสสนา (๒๗) ปณิธิ-อัปปณิหิตานุปัสสนา (๒๘) อภินิเวส-สุญญตานุปัสสนา (๒๙) สารา ทานาภินิเวส-อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา (๓๐) สัมโมหาภินิเวส-ยถาภูตญาณทัสสนะ (๓๑) อาลยาภินิเวส-อาทีนวานุปัสสนา (๓๒) อัปปฏิสังขา-ปฏิสังขานุปัสสนา (๓๓) สัญโญคาภินิเวส -วิวัฏฏนานุปัสสนา (๓๔) กิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกับทิฏฐิ -โสดาปัตติมรรค (๓๕) กิเลสหยาบ-สกทาคามิมรรค (๓๖) กิเลสอย่างละเอียด-อนาคามิมรรค (๓๗) กิเลสทั้งปวง-อรหัตตมรรค มาจำแนกด้วยธรรม ๒ ประการที่เป็นเหตุให้ได้ชื่อว่าศีล คือ (๑) ความสำรวมจากอกุศลกรรม (๒) ความไม่ล่วงละเมิดอกุศลกรรม เช่น ชื่อว่าศีล เพราะสำรวมปาณาติบาต ชื่อว่าศีล เพราะไม่ล่วงละเมิดปาณาติบาต ชื่อว่าศีล เพราะสำรวมกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ชื่อว่าศีล เพราะไม่ล่วงละเมิดกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ
คัมภึร ์นิสสยะ อักษรขอม อักษรมอญ อักษรธรรมล้านนา อักษรธรรมล้านช้าง แนะนำว่า เพื่อความสะดวกเข้าใจได้ง่าย ไม่สับสน ควรแยกองค์ประกอบของศัพท์ที่เป็นหัวข้อประเด็น เพื่อให้เห็นองค์ธรรมและความหมายของศัพท์แต่ละคำ
และผู้สอนควรนำสาระประโยชน์จากพระสูตรประกอบเข้าคำศัพท์ที่เป็นหัวข้อประเด็น เพื่อการจดถึงสภาวะ(องค์ธรรม) และประโยชน์ที่พึงได้(ขอบเขตแห่งธรรมที่เนื่องกัน)

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ