แนะนำพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ (๑)
--------------------------------
........
นำร่อง
........
เรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้เป็นวิชาการเกี่ยวกับพระไตรปิฎก ท่านที่ไม่อยากรู้เรื่องพระไตรปิฎก ไม่สนใจเรื่องศาสนา ไม่เห็นประโยชน์ของวิชาการ ไม่ควรอ่าน เพราะท่านจะเสียเวลาโดยไม่ได้ประโยชน์อะไร
แต่ท่านที่รักพระศาสนา ห่วงพระศาสนา ชอบทำบุญ ไปทำบุญที่นั่นที่โน่นก็เอามาโพสต์บอกกล่าว ชวนให้อนุโมทนา ผมขอแนะนำให้อ่าน
แต่ขอบอกเสียก่อนว่า เรื่องนี้อ่านไม่สนุก และเมื่ออ่านไปก็จะรู้สึกว่าไม่เห็นจะรู้เรื่อง ทั้งชวนให้คิดต่อไปว่า-ไม่รู้จะต้องอ่านไปทำไม ไม่เห็นจะมีประโยชน์
จึงต้องขอร้องว่า-ขอให้อดทนอ่าน และขอให้กัดฟันอ่าน คืออ่านทั้งๆ ที่ไม่ชอบและไม่เห็นประโยชน์นั่นแหละ เพราะนั่นคือส่วนหนึ่งของการทำหน้าที่ชาวพุทธ
.................................................
หน้าที่หลักของชาวพุทธที่เป็นชาวบ้านมี ๓ อย่าง คือ ทาน ศีล ภาวนา เรียกว่า “ไตรสิกขา” ท่านลองไปหาความรู้เอาเองว่าไตรสิกขาแปลว่าอะไร
“ทาน” เราทำกันทั่วไปอยู่แล้ว ก็อย่างที่ท่านไปทำอะไรมาก็เอามาโพสต์บอกกล่าวกันอยู่ทุกวัน-ตลอดวันนั่นแหละ ขออนุโมทนาสาธุ
“ศีล” ก็ยังมีคนทำกันอยู่ แต่ก็น้อยกว่าทาน น่าสังเกตว่าไม่ค่อยมีคนเอาเรื่องไปถือศีลมาโพสต์ให้อนุโมทนาเหมือนทาน มีบ้าง แต่น้อย น่าแปลกอยู่
“ภาวนา” มีคนทำน้อยที่สุด และในจำนวนน้อยที่สุดนั้นส่วนมากยังติดใน “รูปแบบ” เช่น ต้องแต่งชุดขาว ต้องไปที่วัดหรือสถานที่จัดกิจกรรม ต้องแบ่งเวลาออกจากชีวิตประจำวัน
แต่ก็-เอาเถอะ ทำแบบนั้นก็ยังนับว่าประเสริฐอยู่นั่นเอง แต่จะประเสริฐยิ่งขึ้นถ้าเข้าใจถูกต้องในเรื่องวิธีภาวนา-คือภาวนาเหมือนหายใจ ไม่ต้องแบ่งเวลาออกไปจากชีวิตประจำวัน คงต้องหาโอกาสพูดเรื่องนี้กันสักที
การศึกษาเรื่องพระไตรปิฎก-หมายรวมไปถึงหาความรู้ในหลักพระธรรมวินัยอันมีอยู่ในพระไตรปิฎกแล้วเอามาปฏิบัติ นี่คือส่วนหนึ่งของ “ภาวนา”
แค่บอกให้ท่านไปหาความรู้เอาเองว่าไตรสิกขาแปลว่าอะไร - แค่นี้ท่านย่อมจะรู้สึกแล้วว่า โอย ทำไมจะต้องทำให้มันยุ่งยากอย่างนี้
เพราะฉะนั้น การที่ชาวพุทธทำหน้าที่หลักของชาวพุทธในส่วน “ภาวนา” น้อยอย่างยิ่งจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
เรื่อง “ทาน” ไม่ต้องห่วงเลย ทั้งคนโฆษณาชักชวนให้ทำ ทั้งคนมีศรัทธาจะทำ มีอยู่เกลื่อนไป สบายใจได้
เรื่อง “ศีล” น่าเป็นห่วงอยู่บ้าง คือเรามีมากเฉพาะคนที่ถือศีลตามเทศกาล-เช่นถือเฉพาะวันพระ และถือได้เป็นบางข้อ แต่ที่ถือทุกข้อเป็นปกติในชีวิตประจำวัน ถือแบบเป็นเนื้อเดียวกับชีวิตตลอดไป ยังมีไม่มาก แต่ก็-อย่างที่บอก เอาเถอะ แบบนี้ก็ยังนับว่าประเสริฐอยู่นั่นเอง อย่างน้อยก็สามารถรักษาตัวไม่ให้ตกนรกได้ แต่ช่วยรักษาพระศาสนาแบบเต็มๆ ตรงๆ ยังได้ไม่ถนัด
รักษาพระศาสนาแบบเต็มๆ ตรงๆ ได้ก็คือท่านที่ก้าวไปถึงขั้น “ภาวนา” ทั้งแบบศึกษาหาความรู้ ทั้งแบบลงมือปฏิบัติ
ทานทำอยู่แล้ว
ศีลก็ทำอยู่บ้างแล้ว
พอมาถึงภาวนา ผมจึงบอกว่าอดทนทำและกัดฟันทำกันหน่อยนะครับ
.................................................
ต่อไปนี้ก็มาเข้าเรื่อง-แนะนำพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕
ต้นฉบับพระไตรปิฎกเป็นภาษาบาลี ภาษาบาลีไม่มีตัวอักษรประจำภาษา ชาติไหนเรียนภาษาบาลีก็ใช้ตัวอักษรของชาตินั้นเขียนภาษาบาลี
ตัวอย่างเช่นคนไทยเขียนคำว่า “นโม” เป็นอักษรไทย
“นโม” ก็ไม่ใช่ภาษาไทย แต่เป็นภาษาบาลี
ชาติฝรั่งที่ใช้อักษรโรมัน เขียนว่า namo
namo ก็ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ แต่ยังคงเป็นภาษาบาลีอยู่นั่นเอง
ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นไป คนไทยนิยมใช้อักษรขอมเขียนภาษาบาลี (เขียนภาษาบาลีเป็นอักษรขอม) ภาษบาลีที่เขียนเป็นอักษรขอมก็ไม่ใช่ภาษาขอม แต่ยังคงเป็นภาษาบาลี
ภาษากับอักษรเป็นคนละอย่างกัน
เรื่องภาษากับตัวอักษรนี้ หลายคนแยกไม่ออก บางคนเห็นคาถาชินบัญชรเขียนเป็นอักษรขอม ก็พูดว่า คาถาชินบัญชรเขียนเป็นภาษาขอม
คาถาชินบัญชรเป็นภาษาบาลี เขียนเป็นอักษรขอม ก็ยังคงเป็นภาษาบาลีอยู่นั่นเอง ไม่ใช่ภาษาขอม
พระไตรปิฎกในเมืองไทยของเดิมจารบนใบลานเป็นอักษรขอม คนไทยส่วนหนึ่งและน่าจะเป็นสวนมากเชื่อว่าภาษาบาลีเขียนเป็นอักษรขอมจึงจะศักดิ์สิทธิ์ นักเรียนบาลีรุ่นก่อนๆ จนถึงรัชกาลที่ ๕-๖ ล้วนแต่ต้องอ่านและเขียนอักษรขอมได้ เพราะตัวคัมภีร์ที่ใช้เป็นแบบเรียนล้วนแต่เขียนเป็นอักษรขอม
จนถึงรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์จึงมีการเปลี่ยนแปลง คือ “ปริวรรต” ตัวอักษรจากอักษรขอมเป็นอักษรไทย และเปลี่ยนจากวิธีจารลงบนใบลานมาเป็นพิมพ์บนแผ่นกระดาษ หนังสือแบบเรียนบาลีก็พิมพ์เป็นอักษรไทย นักเรียนบาลีจึงไม่จำเป็นต้องอ่านคัมภีร์ใบลานอักษรขอมอีกต่อไป นักเรียนบาลีที่ “อ่านขอมได้” “เขียนขอมเป็น” ก็ค่อยๆ หมดไป
......................
รัชกาลที่ ๕ ทรงริเริ่มให้พิมพ์พระไตรปิฎกเป็นอักษรไทยเป็นเล่มสมุดแทนการ “สร้างคัมภีร์ใบลาน” อย่างสมัยโบราณ
ขอย้ำว่า พิมพ์พระไตรปิฎกเป็นอักษรไทย แต่ภาษาในพระไตรปิฎกก็ยังคงเป็นภาษาบาลี ไม่ใช่ภาษาไทย
พระไตรปิฎกที่แปลเป็นภาษาไทยและพิมพ์เป็นเล่มจบครบถ้วนเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๙
เรื่องที่ควรทราบคือ พระไตรปิฎกภาษาบาลีอักษรไทยฉบับที่เป็นมาตรฐานในประเทศไทย คือพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ พิมพ์เป็นเล่ม ๔๕ เล่ม
ตัวเลข “๔๕” นัยว่าเพื่อให้เท่ากับเวลาที่พระพุทธองค์ทรงประกาศพระศาสนา ๔๕ พรรษา
พระไตรปิฎกฉบับแปลเป็นไทยที่แปลจบครบตามฉบับบาลี พิมพ์เป็นเล่มครั้งแรก ๘๐ เล่มจบ
ตัวเลข “๘๐” นัยว่าเพื่อให้เท่ากับพระชนมายุพระพุทธองค์ ๘๐ พรรษา
จนถึงบัดนี้ พระไตรปิฎกฉบับภาษาบาลีอักษรไทยยังคงเป็น ๔๕ เล่มเท่าเดิม แต่พระไตรปิฎกฉบับแปลเป็นไทยได้ปรับปรุงจัดเล่มใหม่จาก ๘๐ เล่มให้เป็น ๔๕ เล่มตรงกับฉบับบาลี เรียกว่า “พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับหลวง”
ที่ว่ามานี้เป็นภูมิหลังอย่างคร่าวๆ ของพระไตรปิฎกในเมืองไทย
(ยังมีต่อ)
------------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๓๐ มกราคม ๒๕๖๖
๑๘:๑๗
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ