ปริจเฉทที่ ๒๐
มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ
[๖๙๒] อนึ่ง ญาณซึ่งรู้ทางถูกและทางไม่ถูกอย่างนี้ว่า "นี้เป็นทาง นี้มิใช่ทาง" ดังนี้ ชื่อว่า มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ คือ ความบริสุทธิ์ของความรู้และความเห็นว่าเป็นทางปฏิบัติที่ถูกและไม่ถูก
๓. กลาปสัมมสนญาณ (1)
โยคีผู้ปรารถนาเพื่อบรรลุมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินั้น เริ่มแรกควรทำโยคะ(คือการบำเพ็ญความเพียร) ในนัยวิปัสสนา ที่เรียกว่า กลาปสัมมสนะ"(1) (คือการกำหนดพิจารณาธรรมเป็นหมวดเป็นกอง) ก่อน (ถามว่า) เพราะเหตุไร ? (ตอบว่า) เพราะเมื่อธรรมมีโอภาส (แสงสว่าง) เป็นต้นเกิดขึ้นแก่โยคีผู้แรกเริ่มปฏิบัติวิปัสสนา มัคคามัคคญาณทัสสนะ (ความรู้ความเห็นว่าเป็นทางปฏิบัติที่ถูกและไม่ถูก) จึงเกิดขึ้นความจริง เมื่อธรรมทั้งหลายมีโอภาสเป็นต้นเกิดขึ้น ท่านโยคีผู้แรกเริ่มปฏิบัติวิปัสสนาก็มีมัคคามัคคญาณอยู่ด้วย ด้วยว่า กลาปสัมมสนะ (ญาณ) เป็นญาณเริ่มต้นของวิปัสสนา เพราะฉะนั้น ท่านจึงยกกลาปสัมมสนะ (ญาณ) นี้ขึ้นแสดงไว้ในลำดับของกังขาวิตรณะ (วิสุทธิ)
อีกประการหนึ่ง เพราะเมื่อตีรณปริญญา เป็นไปอยู่ มัคคามัคคญาณจึงบังเกิดขึ้นและตีรณปริญญาก็บังเกิดขึ้นในลำดับของญาตปริญญา เพราะฉะนั้น โยคีผู้ปรารถนาบรรลุมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินั้น จะต้องทำโยคะในกลาปสัมมสนญาณ (การกำหนดรู้โดยความเป็นหมวดเป็นกอง) ก่อน
[๖๙๓ ในการกำหนดรู้โดยความเป็นหมวดเป็นกอง (กลาปสัมมสนะ) นั้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
----------------
(1) ได้แก่ สัมมสนญาณ ซึ่งเป็นญาณอันดับที่ ๓ ในญาณ ๑๖
---------------
๑๐๑๐ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
ความจริง โลกียปริญญา (คือ การกำหนดรู้ขั้นโลกิยะ) มีอยู่ ๓ คือ :
๑. ญาตปริญญา การกำหนดรู้ในสิ่งที่รู้กันอยู่แล้ว (ปรากฎอยู่แล้ว) (กำหนดรู้ตามความเป็นจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ)
๒. ตีรณปริญญา การกำหนดรู้ด้วยการไตร่ตรอง (ใคร่ครวญ) (มีการหาเหตุปัจจัยของอารมณ์ที่กำลังปรากฏอยู่ด้วย)
๓. ปหานปริญญา การกำหนดรู้ด้วยการละ
ปริญญาทั้ง ๓ นี้ ท่านกล่าวระบุถึงไว้แล้ว (ในปฏิสัมภิทามัคค์) ว่า "ปัญญา ในการรู้ยิ่ง ชื่อว่าญาณ โดยความหมายว่ารู้กันอยู่แล้ว ปัญญาในการกำหนดรู้ ชื่อว่าญาณ โดยความหมายว่าไตร่ตรอง ปัญญาในการละ ชื่อว่าญาณ โดยความหมายว่าสละไป"(1) ดังนี้
ในปริญญา ๓ อย่างนั้น -
ปัญญาที่เป็นไปด้วยการกำหนดรู้ลักษณะเฉพาะของธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ๆ เช่นอย่างนี้ว่า "รูปมีลักษณะเสื่อมสลายไป เวทนามีลักษณะเสวยอารมณ์" ดังนี้ ชื่อว่า "ญาตปริญญา" (กำหนดรู้สิ่งที่ปรากฏอยู่แล้ว)
ส่วนปัญญาคือวิปัสสนามี (ไตรลักษณ์เป็นอารมณ์ซึ่งยกธรรมทั้งหลายเหล่านั้นนั่นแลขึ้นสู่สามัญญลักษณะ แล้วเป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า "รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง" ดังนี้ ชื่อว่า "ตีรณปริญญา"
แต่วิปัสสนาปัญญาที่มี (ไตรลักษณ์เป็นอารมณ์นั่นแล) ซึ่งเป็นไปด้วยการละความหมายรู้ มีความหมายรู้ว่าไม่เที่ยงเป็นต้น ในธรรมทั้งหลายเหล่านั้นนั่นเองชื่อว่า "ปหานปริญญา"
ในปริญญา ๆ นั้น ตั้งแต่ สังขารปริจเฉท (การกำหนดรู้สังขาร คือ นามรูปปริจเฉทญาณซึ่งเป็นญาณที่ ๑) มาถึง ปัจจยปริคคหะ (การกำหนดรู้ปัจจัยของนามและรูป คือปัจจยปริคคหญาณ ซึ่งเป็นญาณที่ ๒) เป็นภูมิของ ญาตปริญญา เพราะในระหว่างนี้ ความเป็นใหญ่มีอยู่แก่การแทงตลอดลักษณะเฉพาะตัวของธรรมทั้งหลายอย่างเดียว ส่วนตั้งแต่กลาปสัมมสนะ (ญาณ ซึ่งเป็นญาณที่ ๓) จนถึงอุทยัพพยญานุปัสสนา(ญาณ ซึ่งเป็นญาณที่ ๔) เป็นภูมิของ ตีรณปริญญา เพราะในระหว่างนี้ ความเป็นใหญ่มีอยู่แก่การแทงตลอดสามัญญลักษณะโดยเฉพาะตั้งแต่ภังคานุปัสสนา (ญาณ ซึ่งเป็นญาณที่ ๕) เป็นต้นไป จนถึงญาณในเบื้องสูง เป็นภูมิของ ปหานปริญญา เพราะว่าตั้งแต่ภังคานุปัสสนาญาณนั้นไป ความเป็นใหญ่มีอยู่แก่อนุปัสสนา ๗ ซึ่งทำให้สำเร็จการละความหมายรู้ มีความหมายรู้ไม่ว่าเที่ยงเป็นต้น ตามที่ท่านกล่าวไว้) อย่างนี้ว่า
---------------
(1) ดูเทียบ ขุ ป. (ไทย) ๓๑/๗๕/๑๒๖
---------------
ปริจเฉทที่ ๒๐ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ น. ๑๐๑๑
(๑) เมื่อเห็นเนืองๆ โดยความไม่เที่ยง ก็ละความหมายรู้ว่าเที่ยง
(๒) เมื่อเห็นเนืองๆ โดยความเป็นทุกข์ ก็ละความหมายรู้ว่า เป็นสุข
(๓) เมื่อเห็นเนือง ๆ โดยความไม่มีอัตตา ก็ละความหมายรู้ว่า มีอัตตา
(๔) เมื่อเบื่อหน่าย ก็ละความเพลิดเพลินยินดี
(๕) เมื่อปราศจากความกำหนัด ก็ละราคะ
(๖) เมื่อดับ ก็ละเหตุเป็นแดนเกิด (สมุทัย)
(๗) เมื่อสลัดทิ้งไป ก็ละความยึดถือ ดั่งนี้ "(1)
ในปริญญา ๓ (ดังกล่าว นี้ เป็นอันว่า โยคีได้บรรลุ ญาตปริญญาโดยเฉพาะแล้วเพราะได้ทำทั้งสังขารปริจเฉท (ญาณที่ ๑) ด้วย ทั้งปัจจยปริคคหะ (ญาณที่ ๒) ด้วยให้สำเร็จแล้ว และปริญญาอีก ๒ อย่าง ก็ควรบรรลุด้วย เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวไว้(ข้างต้น) ว่า "เพราะเมื่อตีรณปริญญา เป็นไปอยู่ มัคคามัคคญาณ จึงบังเกิดขึ้น และตีรณปริญญา ก็บังเกิดขึ้นในลำดับของญาตปริญญา เพราะฉะนั้น โยคีผู้ปรารถนาบรรลุมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ นั้น จะต้องทำโยคะในการกำหนดรู้โดยความเป็นหมวดเป็นกองก่อน" ดังนี้
[๖๙๔) ในการกำหนดรู้โดยความเป็นหมวดเป็นกอง (ที่เรียกว่า กลาปสัมมสนะ) นั้น มีพระบาลี (แปลความ) ดังนี้
ถาม "ปัญญาในการย่นย่อกำหนดรู้ธรรมทั้งหลายทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ชื่อว่า สัมมสนญาณ (คือ ญาณในการกำหนดรู้) เป็นอย่างไร"
ตอบ "รูปอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ทั้งภายในหรือภายนอก ทั้งหยาบหรือละเอียด ทั้งเลวหรือประณีต ทั้งอยู่ไกลหรืออยู่ใกล้ โยคี กำหนดรู้รูปทั้งหมดนั้นโดยความไม่เที่ยง เป็นสัมมสนะ ๑
"กำหนดรู้ ...โดยความเป็นทุกข์ เป็นสัมมสนะ ๑
"กำหนดรู้ ... โดยความไม่มีอัตตา เป็นสัมมสนะ ๑
"เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ... กำหนดรู้
"สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ... กำหนดรู้ .
---------------------------
(1) ดูเทียบ ขุ. ป. (ไทย) ๓๑/๕๒/๘๓
----------------------------
น. ๑๐๑๒ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
"สังขารทั้งหลายอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ... กำหนดรู้...
"วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ... กำหนดรู้ ... โดยความไม่เที่ยง เป็นสัมมสนะ ๑
"กำหนดรู้ ... โดยความเป็นทุกข์ เป็นสัมมสนะ ๑
"กำหนดรู้ ...โดยความไม่มีอัตตา เป็นสัมมสนะ ๑
"กำหนดรู้จักขุ ... ฯลฯ ... ชราและมรณะ ทั้งอดีต อนาคตและปัจจุบัน โดยความไม่เที่ยง เป็นสัมมสนะ ๑ โดยความเป็นทุกข์ เป็นสัมมสนะ ๑ โดยความไม่มีอัตตา เป็นสัมมสนะ ๑
"ปัญญาในการย่นย่อกำหนดรู้ว่า "รูปทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ชื่อว่าไม่เที่ยง โดยความหมายว่าสิ้นไป ชื่อว่าเป็นทุกข์ โดยความหมายว่าน่ากลัวชื่อว่าอนัตตา โดยความหมายว่าเป็นสิ่งไม่มีแก่นสาร" ดังนี้ เป็นสัมมสนญาณ (คือ ญาณในการกำหนดรู้) ๑
"ปัญญาในการย่นย่อกำหนดรู้ว่า "เวทนา ...
"ปัญญาในการย่นย่อกำหนดรู้ว่า "สัญญา ...
"ปัญญาในการย่นย่อกำหนดรู้ว่า "สังขารทั้งหลาย ...
"ปัญญาในการย่นย่อกำหนดรู้ว่า "วิญญาณ ...
"ปัญญาในการย่นย่อกำหนดรู้ว่า "จักขุ ฯลฯ ชราและมรณะทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ชื่อว่าไม่เที่ยง ..." ดังนี้ เป็นสัมมสนญาณ ๑
"ปัญญาในการย่นย่อกำหนดรู้ว่า "รูปทั้งอดีต อนาคตและปัจจุบัน เป็นของไม่เที่ยง ปรุงแต่งขึ้น อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความปราศจากราคะไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา" ดังนี้ เป็นสัมมสนญาณ ๑
"ปัญญาในการย่นย่อกำหนดรู้ว่า "เวทนา ...
"ปัญญาในการย่นย่อกำหนดรู้ว่า "สัญญา ...
"ปัญญาในการย่นย่อกำหนดรู้ว่า "สังขารทั้งหลาย ...
"ปัญญาในการย่นย่อกำหนดรู้ว่า "วิญญาณ...
"ปัญญาในการย่นย่อกำหนดรู้ว่า "จักขุ ฯลฯ ชราและมรณะทั้งที่เป็นอดีต
-------------------
ปริจเฉทที่ ๒๐ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ ๑๐๑๓
อนาคตและปัจจุบัน เป็นของไม่เที่ยง ... มีความดับไปเป็นธรรมดา" ดังนี้ เป็นสัมมสนญาณ ๑
"ปัญญาในการย่นย่อกำหนดรู้ว่า "เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะเมื่อไม่มีชาติ ก็ไม่มีชราและมรณะ" ดังนี้ เป็นสัมมสนญาณ ๑
"ปัญญาในการย่นย่อกำหนดรู้ว่า "ทั้งในอดีตกาลก็ดี ทั้งในอนาคตกาลก็ดี เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ เมื่อไม่มีชาติ ก็ไม่มีชราและมรณะ" ดังนี้เป็นสัมมสนญาณ ๑
"ปัญญาในการย่นย่อกำหนดรู้ว่า "เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีซาติ...ฯลฯ...เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย เมื่อไม่มีอวิชชา ก็ไม่มีสังขาร" ดังนี้ เป็นสัมมสนญาณ ๑
"ปัญญาในการผ่นย่อกำหนดรู้ว่า "ทั้งในดีตกาลก็ดี ทั้งในอนาคตกาลก็ดีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย เมื่อไม่มีอวิชชา ก็ไม่มีสังขารทั้งหลาย"ดังนี้ เป็นสัมมสนญาณ ๑
"สัมมสนญาณนั้นชื่อว่า ญาณ โดยความหมายว่า รู้แล้ว ชื่อว่า ปัญญา โดยความหมายว่า รู้ทั่ว เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า ปัญญาในการย่นย่อกำหนดรู้ธรรมทั้งหลายที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ชื่อว่า สัมมสนญาณ" ดังนี้ "(1)
ฯลฯ ข้อธรรมด้วยไปยาล
อนึ่ง (ด้วยการ ฯลฯ ไว้) ด้วยไปยาล (ฯเปฯ) ว่า "จักขุ ฯลฯ ชราและมรณะ" ดังนี้ในพระบาลีนั้น พึงทราบว่าท่านนย่อเอาหมวดธรรมเหล่านี้ไว้ คือ :
๑. ธรรมทั้งหลายที่เป็นไปในทวาร พร้อมด้วยทวารและอารมณ์ทั้งหลาย
๒. ขันธ์ ๕
๓. ทวาร ๖
๔. อารมณ์ ๖
๕. วิญญาณ ๖
๖. ผัสสะ ๖
---------------
(1) ดูเทียบ ขุ.ป. (ไทย) ๓๑/๔๘/๗๔-๗๖
---------------
น. ๑๐๑๔ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
๗. เวทนา ๖
๘. สัญญา ๖
๙. เจตนา ๖
๑๐. ตัณหา ๖
๑๑. วิตก ๖
๑๒. วิจาร ๖
๑๓. ธาตุ ๖
๑๔. กสิณ ๑๐
๑๕. โกฏฐาส (อาการ) ๓๒
๑๖. อายตนะ ๑๒
๑๗. ธาตุ ๑๘
๑๘. อินทรีย์ ๒๒
๑๙. ธาตุ ๓
๒๐. ภพ ๓
๒๑. ภพ อีก ๓
๒๒. ภพ อีก ๓
๒๓. ฌาน ๔
๒๔. อัปปมัญญา ๔
๒๕. สมาบัติ ๔
๒๖. องค์ของปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ดังนี้
ความจริง ข้อนี้ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวไว้แล้วใน อภิญญานิเทศ (ในปฏิสัมภิทามัคค์)"(1) ว่า
"ภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นสิ่งควรรู้ยิ่ง ภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นสิ่งควรรู้ยิ่ง คืออะไร "
๑. ภิกษุทั้งหลาย จักขุเป็นสิ่งควรรู้ยิ่ง รูปทั้งหลายเป็นสิ่งควรรู้ยิ่ง จักขุวิญญาณเป็นสิ่งควรรู้ยิ่ง จักขุสัมผัสเป็นสิ่งควรรู้ยิ่ง ถึงแม้การเสวยอารมณ์ เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดี ไม่เป็นทุกข์และไม่เป็นสุขก็ดี ซึ่งเกิดขึ้นเพราะมีจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย นี้นั้นก็เป็นสิ่ง
-------------------
(1) ดูเทียบ ขุ. ป. (ไทย) ๓๑/๓-๖/๙-๑๓
------------------
ปริจเฉทที่ ๒๐ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ ๑๐๑๕
ควรรู้ยิ่ง โสตะ (หู) เป็นสิ่งควรรู้ยิ่ง ฯลฯ ถึงแม้การเสวยอารมณ์ เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดี ไม่เป็นทุกข์และไม่เป็นสุขก็ดี ซึ่งเกิดขึ้นเพราะมีมโนสัมผัสเป็นปัจจัย นี้นั้นก็เป็นสิ่งควรรู้ยิ่ง
๒. รูป ... วิญญาณเป็นสิ่งควรรู้ยิ่ง ...
๓. จักขุ ... มโน
๔. รูป ... ธรรมทั้งหลาย ...
๕. จักขุวิญญาณ ... มโนวิญญาณ...
๖. จักขุสัมผัส ... มโนสัมผัส ..
๗. เวทนาเกิดแต่จักขุสัมผัส ... เวทนาเกิดแต่มโนสัมผัส...
๘ สัญญาในรูป ... สัญญาในธรรม...
๙. สัญเจตนาในรูป ... สัญเจตนาในธรรม ...
๑๐. ตัณหาในรูป ... ตัณหาในธรรม .
๑๑. วิตกในรูป ... วิตกในธรรม ...
๑๒. วิจารในรูป ... วิจารในธรรม ...
๑๓. ปฐวีธาตุ ... วิญญาณธาตุ ...
๑๔. ปฐวีกสิณ ... วิญญาณกสิณ ..
๑๕. เส้นผม (เกสา) ... ส่วนสมองในกระหม่อม ...
๑๖. อายตนะคือจักขุ ... อายตนะคือธรรมารมณ์ ..
๑๗. จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ ...มโนธาตุ ธัมมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ ...
๑๘. จักขุนทรีย์ ... อัญญาตาวินทรีย์...
๑๙. กามธาตุ ... รูปธาตุ ... อรูปธาตุ ...
๒๐. กามภพ ... รูปภพ ... อรูปภพ
๒๑. สัญญาภพ ... อสัญญาภพ .. เนวสัญญานาสัญญาภพ ...
๒๒. เอกโวการภพ .. จตุโวการภพ ... ปัญจโวการภพ ...
๒๓. ปฐมฌาน ฯลฯ จตุตถฌาน .
๒๔. เมตตาเจโตวิมุตติ ฯลฯ อุเปกขาเจโตวิมุตติ
๒๕. อากาสานัญจายตนสมาบัติ ฯลฯ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติเป็นสิ่งควรรู้ยิ่ง
-------------------
น. ๑๐๑๖ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
๒๖. อวิชชาเป็นสิ่งควรรู้ยิ่ง ฯลฯ ชราและมรณะ เป็นสิ่งควรรู้ยิ่ง" ดังนี้สิ่งทั้งปวงที่ควรรู้ยิ่ง ท่านย่นย่อไว้ด้วยไปยาล (คือ ฯเปฯ) ในที่ทุกแห่ง ในวิสุทธิมรรคนี้ เพราะท่านกล่าวไว้พิสดารอย่างนั้น ในอภิญญานิเทศนั้นแล้ว แด่ทว่า เมื่อได้ย่นย่อไว้อย่างนี้แล้ว โลกุตตรธรรมทั้งหลายเหล่าใดมาในพระคัมภีร์วิสุทธิมรรคนี้ไม่ควรรับเอาธรรมทั้งหลายเหล่านั้นเข้าไว้ในอธิการนี้ เพราะไม่เข้าถึงสัมมสนะ (ญาณ)
อีกประการหนึ่ง ถึงในบรรดาธรรมทั้งหลายที่เข้าถึงส้มมสนะ (คือการกำหนดรู้)เฉพาะธรรมทั้งหลายที่ปรากฎชัด (แล:) ถึงการกำหนดรู้ได้ง่าย โยคีนั้นจึงควรเริ่มกำหนดรู้ในธรรมทั้งหลายเหล่านั้น
[๖๙๕] ในสัมมสนะนั้น มีการประกอบวิธีปรารภโดยทางขันธ์ ดังนี้ คือ "รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง... 'ลฯ โยคีกำหนดรู้รูปทั้งปวงโดยความไม่เที่ยง เป็นสัมมสนะ ๑ ..โดยความเป็นทุกข์ เป็นสัมมสนะ ๑ ...โดยความไม่มีอัตตา เป็นสัมมสนะ ๑"(1) พระภิกษุนี้ครั้นกำหนดรูปหมดแม้ทุกชนิดซึ่งมิได้ชี้ตายตัวลงไปอย่างนี้ว่า "รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง"โดยโอกาสทั้ง ๑๑ คือ (จำแนก) โดยหมวด ๓ (แห่งกาลมี) อดีต (เป็นต้น) และโดยหมวด ๒ (แห่งรูปมี) รูปภายในเป็นต้น อีก ๔ หมวดด้วย"(2) โดยอาการเพียงนี้ แล้วกำหนดรูปทั้งปวงโดยความไม่เที่ยง ชื่อว่า กำหนดรู้ว่า "อนิจจะ"
ถาม กำหนดรู้ว่า "อนิจจะ" อย่างไร ?
ตอบ กำหนดรู้ว่า "อนิจจะ" โดยนัยดังกล่าวไว้ข้างหน้านั่นแล เพราะท่านกล่าวไว้แล้วว่า "รูปทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ชื่อว่าไม่เที่ยง โดยความหมายว่าสิ้นไป" ดังนี้" (3)เพราะฉะนั้น พระภิกษุนี้จึงกำหนดรู้ว่า "รูปใดเป็นอดีต รูปนั้นสิ้นไปแล้วในอดีตนั่นแล ไม่มาถึงภพนี้ เพราะเหตุนี้จึงเป็นของไม่เที่ยง โดยความว่าสิ้นไปรูปใดเป็นอนาคตจักเกิดขึ้นในภพเป็นลำดับไป ถึงแม้รูปนั้นก็จักสิ้นไปในภพนั้นนั่นเองจักไม่จากภพนั้นไปสู่ภพอื่น เพราะเหตุนี้ จึงเป็นของไม่เที่ยง โดยความหมายว่าสิ้นไปรูปใดเป็นปัจจุบัน ถึงแม้รูปนั้นก็สิ้นไปในภพนี้นี่เอง ไม่ไปจากภพนี้ เพราะเหตุนี้จึงเป็นของไม่เที่ยง โดยความหมายว่าสิ้นไป
---------------------
(1) ดูเทียบ ขุ. ป. (ไทย) ๓๑/๔๘/๗๔-๗๕
(2) รูปหมวด ๒ อีก ๔ คือ ทั้งภายในหรือภายนอกหมวด ๑ ทั้งหยาบหรือละเอียดหมวด ๑ ทั้งเลวหรือประณีต หมวด ๑ ทั้งไกลหรือใกล้หมวด ๑
(3) ดูเทียบ ข. ป. (ไทย) ๓๑/๔๘/๗๔
--------------------
ปริจเฉทที่ ๒๐ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ ๑๐๑๗
รูปใดเป็นภายใน ถึงแม้รูปนั้นก็สิ้นไปภายในนั่นเอง ไม่ไปถึงภายนอก เพราะเหตุนี้จึงเป็นของไม่เที่ยงโดยความหมายว่าสิ้นไป รูปใดเป็นภายนอก...หยาบ...ละเอียด...เลว...ประณีต...อยู่ ณ ที่ไกล...อยู่ ณ ที่ใกล้ ถึงแม้รูปนั้นก็สิ้นไป ณ ที่ใกล้นั่นเองไม่ไปถึงความเป็นที่ไกล เพราะเหตุนี้จึงเป็นของไม่เที่ยง โดยความหมายว่าสิ้นไป" ดังนี้
การกำหนดรู้แม้ทั้งหมดนี้เป็นสัมมสนะ ๑ ตามคำที่ว่า "เป็นของไม่เที่ยง โดยความหมายว่าสิ้นไป" ดังนี้ แต่ทว่าโดยประเภท เป็นสัมมสนะ ๑๑ อย่าง และรูปทั้งหมดนี้นั่นแล ชื่อว่าเป็นทุกข์ โดยความหมายว่าเป็นสิ่งพึงกลัว ที่ว่า "โดยความหมายว่าเป็นสิ่งพึงกลัว" หมายความว่า เพราะมีภัยประจัญหน้าอยู่ แน่ละ! สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นก็เป็นของนำเอาความน่ากลัวมา ดุจการนำเอาความน่ากลัวมาแก่เทวดาทั้งหลายในสีโหปมสูตร"(1) ถึงแม้การกำหนดรู้ด้วยประการฉะนี้ ก็เป็นสัมมสนะ ๑ ตามคำที่ว่า "ชื่อว่าเป็นทุกข์ โดยความหมายว่าเป็นสิ่งพึงกลัว" ดังนี้ แต่ทว่าโดยประเภทก็เป็นสัมมสนะ ๑๑ อย่าง
อนึ่ง รูปทั้งปวงชื่อว่าเป็นทุกข์ ฉันใด รูปแม้ทั้งหมด นั้นหามีอัตตาไม่ โดยความหมายว่าเป็นสิ่งไม่มีแก่นสาร ที่ว่า "โดยความหมายว่าเป็นสิ่งไม่มีแก่นสาร"หมายความว่า เพราะไม่มีแก่นสาร คือ อัตตาซึ่งเจ้าลัทธิทั้งหลายคิดเห็นกันอย่างนี้ว่า"(มี) อัตตา (มี) ผู้อยู่เป็นนิตย์ (มี ผู้สร้าง (มี ผู้เสวย (มี) ผู้มีอำนาจในตัวเอง" แน่ละ!รูปใดไม่เที่ยง รูปนั้นก็เป็นทุกข์ ไม่สามารถห้ามความไม่เที่ยงหรือความเบียดเบียนเฉพาะหน้าด้วยความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป แม้แต่ของอัตตาได้ แล้วผู้นั้นจะเป็นผู้สร้างเป็นต้นแต่ที่ไหน ? เพราะฉะนั้น พรผู้มีพระภาคจึงตรัสไว้ว่า "ภิกษุทั้งหลายเพราะว่า ถ้ารูปนี้จักเป็นอัตตาไชร้ รูปนี้ก็ไม่ควรเป็นไปเพื่ออาพาธ" ดังนี้"(2) เป็นต้น เพราะเหตุนี้ ถึงแม้การกำหนดรู้ (ดังกล่าว นี้ก็เป็นสัมมสนะ ๑ ตามคำที่ว่า "เป็นของหามีอัตตาไม่โดยความหมายว่าเป็นสิ่งไม่มีแก่นสาร" ดังนี้ แต่ทว่าโดยประเภทก็เป็นสัมมสนะ ๑๑ อย่าง
นัย (ในการกำหนดรู้ ในขันธ์ทั้งหลายอื่นมีเวทนาเป็นตันก็เป็นอย่างนี้
---------------
(1) ดูเทียบ สํ. ข. (ไทย) ๑๗/๗๘/๑๑๘
(2) ดูเทียบ สํ. ข. (ไทย) ๑๗/๕๙/๙๔
-----------------
๑๐๑๘ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
[๖๙๖] อนึ่ง เพราะรูปใดไม่เที่ยง รูปนั้นก็แตกต่างกันออกไป โดยเป็นรูปที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้นเป็นต้น โดยนิยม เพราะฉะนั้น เพื่อแสดงปริยายของความไม่เที่ยงนั้นหรือเพื่อแสดงถึงวิธีมนสิการซึ่งดำเนินไปโดยอาการต่างๆ ท่านจึงกล่าวพระบาลีไว้อีก (แปลความ) ว่า "รูปทั้งอดีต อนาคตและปัจจุบัน ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งขึ้นอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความปราศจากราคะไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา"(1) ดังนี้
นัยในขันธ์ทั้งหลายอื่นมีเวทนาเป็นต้น ก็เช่นเดียวกันนี้
กำหนดรู้ขันธ์ ๕ โดยอาการ ๔๐
[๖๙๗] เพื่อมุ่งหมายให้การกำหนดรู้ (คือสัมมสนญาณ) โดยความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ และไม่มีอัตตา ในขันธ์ ๕ (ตามที่กล่าวมา) นั้นนั่นแล มีความมั่นคง โยคาวจรนั้นจึงกำหนดรู้ขันธ์ ๕ ทั้งหลายเหล่านี้ด้วยการกำหนดรู้โดยความไม่เที่ยงเป็นต้นแม้นั้น โดยประเภท ซึ่งกล่าวไว้ในวิภังค์แห่งพระบาลีนี้ (แปลความ) ว่า "พระภิกษุได้เฉพาะซึ่งขันติ (ญาณ) อันเป็นอนุโลม โดยอาการ ๔- อย่างไรบ้าง ? (พระภิกษ) ก้าวลงสู่สัมมัดตนิยาม โดยอาการ ๔๐ อย่างไรบ้าง" ดังนี้"(2)
พระผู้มีพระภาคเมื่อทรงจำแนกอนุโลมญาณ (นั้น) ได้ตรัสไว้แล้วโดยนัยเป็นต้นว่า "พระภิกษุเมื่อเห็นขันธ์ ๕ โดยอาการ ๔๐ ดังนี้ คือ
๑. อนิจจโต โดยความไม่เที่ยง
๒. ทุกขโต โดยความเป็นทุกข์
๓. โรคโต โดยเป็นโรค
๔. คัณฑโต โดยเป็นฝี
๕. สัลลโต โดยเป็นลูกศรเสียบ
๖. อฆโต โดยความชั่วร้าย
๗. อาพาธโต โดยความป่วยไข้
๘. ปรโต โดยเป็นปรปักษ์
๙. ปโลกโต โดยแตกทำลาย
๑๐. อีติโต โดยความหายนะ
๑๑. อุปัททวโต โดยเป็นอุปัทวะ
-------------------
(1) ดูเทียบ ขุ. ป. (ไทย) ๓๑/๔๘/๗๕
(2) ดูเทียบ ขุ. ป. (ไทย) ๓๑/๓๗/๕๙๘-๕๙๙
------------------
ปริจเฉทที่ ๒๐ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ
๑๒. ภยโต โดยเป็นภัย
๑๓. อุปสัคคโต โดยเป็นอุปสรรค
๑๔. จลโต โดยความหวั่นไหว
๑๕. ปภังคุโต โดยผุพัง
๑๖. อัทธุวโต โดยไม่ยั่งยืน
๑๗. อตาณโต โดยไม่มีสิ่งต้านทานได้
๑๘. อเลณโต โดยไม่เป็นที่หลบลี้
๑๙. อสรณโต โดยไม่เป็นที่พึ่ง
๒๐. ริตตโต โดยเป็นของเปล่า
๒๑. ตุจฉโต โดยเป็นของว่าง
๒๒. สุญญโต โดยความเป็นนของสูญ
๒๓. อนัตตโต โดยไม่มีอัตตา
๒๔. อาทีนวโต โดยเป็นโทษ
๒๕. วิปริณามธัมมโต โดยมีความแปรผันไปเป็นธรรมดา
๒๖. อสารกโต โดยไม่มีสาระ
๒๗. อฆมูลโต โดยเป็นต้นเหตุแห่งความชั่วร้าย
๒๘. วธกโต โดยเป็นผู้ฆ่า (ฆาตกร)
๒๙. วิภวโต โดยปราศจากความเจริญ
๓๐. สาสวโต โดยมีอาสวะ
๓๑. สังขตโต โดยเป็นของถูกปรุงแต่งไว้
๓๒. มารามิสโต โดยเป็นเหยื่อล่อของมาร
๓๓. ชาติธัมมโต โดยมีความเกิดเป็นธรรมดา
๓๔. ชราธัมมโต โดยมีความแก่เป็นธรรมดา
๓๕. พยาธิธัมมโต โดยมีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดา
๓๖. มรณธัมมโต โดยมีความตายเป็นธรรมดา
๓๗. โสกธัมมโต โดยมีความโศกเป็นธรรมดา
๓๘. ปริเทวธัมมโต โดยมีความคร่ำครวญเป็นธรรมดา
๓๙. อุปายาสธัมมโต โดยมีความคับแค้นใจเป็นธรรมดา
๔๐. สังกิเลสิกธัมมโต(1) โดยมีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา"
-----------------
(1)ในวงการวิปัสสนากัมมัฏฐาน เรียกหมายรู้กันว่า "โต ๔๐" แต่ใน ขุ. จู. (ไทย) ๓๐/๕๒/๒๑๔-๒๑๕ มี ๔๔ โต เป็นระดับ สัมมสนญาณ
-----------------
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ