น. ๑๐๒๐ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
เมื่อเห็นขันธ์ ๕ โดยความไม่เที่ยง ก็ได้เฉพาะซึ่งขันติ (ญาณ) อันเป็นอนุโลม(แก่การบรรลุอริยมรรค) เมื่อเห็นว่า "ความดับของขันธ์ ๕ เป็นพระนิพพานเที่ยงแท้ ก็ก้าวลงสู่ สัมมัตตนิยาม (คือ อริยมรรค)" ดังนี้(1)
อธิบายความอาการ ๔๐
[๖๙๘] โยคีผู้นั้นกำหนดรู้ชันธ์ ๕ เหล่านี้อย่างไร ?
แน่ละ ! โยคีผู้นั้นกำหนดรู้ขันธ์หนึ่งๆ (แต่ละขันธ์ ขยายความออกไป) ด้วยการกำหนดรู้ลักษณะมีอนิจจะ (ความไม่เที่ยง) เป็นต้น ซึ่งท่นกล่าวไว้แล้วโดยประเภท (ต่างๆ) อย่างนี้คือ :
๑. โดยไม่เที่ยง เพราะไม่เป็นไปเลยที่สุด และเพราะมีต้นมีปลาย
๒. โดยเป็นทุกข์ เพราะบีบคั้นเฉพาะหน้าด้วยความเกิดและความดับและเพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์
๓. โดยเป็นโรค เพราะต้องเยียวยาด้วยปัจจัยและเพราะเป็นที่เกิดของโรค
๔. โดยเป็นฝี เพราะประกอบด้วยสิ่งเสียดแทงคือความเป็นทุกข์ เพราะเป็นที่ไหลออกของสิ่งไม่สะอาดคือกิเลส และเพราะมีการกลัดหนองและสุกแก่แล้วแตกไป ด้วยความเกิด ความแก่ และความแตกดับ
๕. โดยเป็นลูกศรเสียบ เพราะให้เกิดความบีบคั้น เพราะเป็นสิ่งทิ่มแทงอยู่ภายใน และเพราะเป็นสิ่งที่ถอนออกได้ยาก
๖. โดยความชั่วร้าย เพราะเป็นสิ่งควรตำหนิดเตียนเพราะนำมาซึ่งความเสื่อมเสีย และเพราะเป็นที่ตั้งของความชั่วร้าย
๗. โดยความป่วยไข้ เพราะไม่ทำให้เกิดเสรีภาพ และเพราะเป็นปทัฏฐานของความเจ็บป่วย
๘. โดยเป็นปรปักษ์ เพราะไม่มีอำนาจ (บังคับบัญชา) และเพราะบังคับบัญชาไม่ได้
๙. โดยแตกทำลาย เพราะแตกทำลายไปด้วยพยาธิ ชราและมรณะ
--------------------
(1) ดูเทียบ ขุ. ป. (ไทย) ๓๑/๓๘/๕๙๙
----------------
ปริจเฉทที่ ๒๐ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ น. ๑๐๒๑
๑๐. โดยความหายนะ เพราะนำมาซึ่งความพินาศมากมาย
๑๑. โดยเป็นอุปัทวะ เพราะนำมาซึ่งสิ่งไม่เป็นประโยชน์ที่รู้ไม่ได้เลยอย่างมากมาย และเพราะเป็นที่ตั้งของอุปัทวันตรายทั้งปวงด้วย
๑๒. โดยเป็นภัย เพราะเป็นที่เกิดของภัยทุกประการ และเพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อความอบอุ่นใจอย่างสูงสุด กล่าวคือความระงับทุกข์
๑๓. โดยเป็นอุปสรรค เพราะติดตามมาด้วยสิ่งไม่เป็นประโยชน์หลายประการ เพราะประกอบด้วยโทษ และเพราะไม่นำมาซึ่งความอดกลั้น คล้ายเป็นอุปสรรค
๑๔. โดยความหวั่นไหว เพราะหวั่นไหวด้วยพยาธิชราและมรณะกับทั้งหวั่นไหวด้วยโลกธรรมทั้งหลาย มีความมีลาภและความเสื่อมลาภเป็นต้น
๑๕. โดยผุพัง เพราะมีปกติเข้าถึงความผู้พังไปด้วยความพยายามและโดยสภาพของมันเอง
๑๖. โดยไม่ยั่งยืน เพราะมีปกติร่วงหล่นไปในที่ตั้งทุกแห่ง และเพราะไม่มีความมั่นคง
๑๗. โดยไม่เป็นที่ต้านทาน เพราะไม่เป็นที่ต่อต้านคุ้มครอง และเพราะไม่ได้ความปลอดภัยที่ควรได้
๑๘. โดยไม่เป็นที่หลบลี้ เพราะไม่เป็นที่สมควรเพื่อหลบลี้กับทั้งเพราะผู้หลบลี้ทั้งหลายทำกิจในการหลบลี้ไม่ได้
๑๙. โดยไม่เป็นที่พึ่ง เพราะไม่มีความกำจัดภัยแก่ผู้อยู่อาศัย
๒๐. โดยเป็นของเปล่า เพราะว่างเปล่าจากความยั่งยืน ความงาม ความสุข และความมีอัตตา ตามกำหนดคาดคะเนไว้
๒๑. โดยเป็นของว่าง เพราะโดยเป็นของเปล่านั่นเอง หรือเพราะความเป็นของเล็กน้อย เพราะว่า แม้ของเล็กน้อยในโลกเขาเรียกกันว่า ของว่าง
๒๒. โดยเป็นของสูญ เพราะปราศจาก (อัตตา) ผู้เป็นเจ้าของ ผู้อยู่ประจำ ผู้สร้าง ผู้เสวยและผู้บงการ
-----------------------
น. ๑๐๒๒ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
๒๓. โดยไม่มีอัตตา เพราะไม่มีผู้เป็นเจ้าของด้วยตนเองเป็นต้น
๒๔. โดยเป็นโทษ เพราะเป็นทุกข์ด้วยความเป็นไป (ในภพคือ สังสารวัฏ และเพราะความทุกข์ (นั่นเอง) เป็นโทษ อีกประการหนึ่ง ชื่อว่าอาทีนวะ เพราะอรรถว่าผู้ไป ผู้ถึงผู้เป็นไป สู่ความยากจน คำว่า "อาทีนวะ" นี้เป็นคำเรียกคนยากจน และแม้ว่าขันธ์ (๕) ก็เป็นสิ่งยากจนเหมือนกัน เพราะเหตุนี้ (โยคี) จึงกำหนดรู้โดยความยากจน เพราะเป็นเช่นกับคนยากจน
๒๕. โดยมีความปรวนแปรอยู่เป็นธรรมดา เพราะมีปกติแปรผันไป ๒ ทาง คือ ด้วยชรา ๑ และด้วยมรณะ ๑
๒๖. โดยไม่มีสาระ เพราะมีความอ่อนแอ และเพราะหักง่ายเหมือนไม้ผุ
๒๗. โดยเป็นต้นเหตุแห่งความชั่วร้าย เพราะเป็นเหตุแห่งความชั่วร้าย
๒๘. โดยเป็นผู้ฆ่า (ฆาตกร) เพราะเป็นผู้ฆ่าความไว้วางใจเหมือนศัตรูผู้มีหน้าเป็นมิตร
๒๙. โดยปราศจากความเจริญ เพราะปราศจากความเจริญ และเพราะให้เกิดความไม่เจริญ
๓๐. โดยมีอาสวะ เพราะเป็นฐานไปสู่อาสวะ
๓๑. โดยเป็นของถูกปรุงแต่งไว้ เพราะเป็นสิ่งที่เหตุและปัจจัยปรุงแต่งขึ้น
๓๒. โดยเป็นเหยื่อล่อของมาร เพราะเป็นเหยื่อล่อของมัจจุมารและกิเลสมาร
๓๓-๓๖. โดยมีความเกิด ความแก่ ความเจ็บป่วยและความตายเป็นธรรมดา เพราะมีความเกิด แก่ เจ็บป่วยและตายเป็นปกติ
๓๗-๓๙. โดยมีความโศก ความคร่ำครวญ และความคับแค้นใจเป็นธรรมดา เพราะเป็นเหตุแห่งความโศกเศร้า ความคร่ำครวญและความคับแค้นใจ
๔๐. โดยมีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา เพราะเป็นธรรมที่เป็นวิสัย (หรืออารมณ์) ของสังกิเลส คือ ตัณหา ทิฏฐิและทุจริตทั้งหลาย
-------------------
ปริจเฉทที่ ๒ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ ๑๐๒๓
สงเคราะห์สัมมสนะ ๔๐ ลงในอนุปัสสนา ๓
แท้จริง ในการกำหนดรู้ (คือสัมมสนะ โดยอาการ ๔๐ (ที่กล่าวมา) นี้ การกำหนดรู้โดยอาการ (๑๐ ขยายต่อไปอีก) คือ :.
- โดยความไม่เที่ยง
- โดยแตกทำลาย
- โดยความหวั่นไหว
- โดยผุพัง
- โดยไม่ยั่งยืน
- โดยมีความแปรผันไปเป็นธรรมดา
- โดยไม่มีสาระ
- โดยปราศจากความเจริญ
- โดยเป็นของถูกปรุงแต่งไว้
- โดยมีความตายเป็นธรรมดา
ในขันธ์หนึ่งๆ (แต่ละขันธ์ แยกเป็นอาการละ ๑๐ (รวมทั้ง ๕ ขันธ์) เป็นอนิจจานุปัสสนา ๕๐
การกำหนดรู้โดยอาการ (๕ ต่อไปอีก) คือ :
- โดยเป็นปรปักษ์
- โดยเป็นของเปล่า
- โดยเป็นของว่าง
- โดยเป็นของสูญ
- โดยไม่มีอัตตา
ในขันธ์หนึ่งๆ (แต่ละขันธ์) แยกเป็นอาการละ ๕ (รวม ๕ ขันธ์) เป็นอนัตตานุปัสสนา ๒๕
------------------
น. ๑๐๒๔ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
การกำหนดรู้ที่เหลือ (อีก ๒๕ อาการ) กล่าวคือ : โดยเป็นทุกข์ โดยเป็นโรคเป็นตัน ในขันธ์หนึ่งๆ (แต่ละขันธ์ แบ่งเป็นอาการละ ๒๕ (รวม ๕ ขันธ์) เป็นทุกขานุปัสสนา ๑๒๕ ด้วยประการฉะนี้"(1) (รวมทั้ง ๓ อนุปัสสนา เป็น ๒๐๐ อาการ)
เมื่อโยคีนั้นกำหนดรู้ขันธ์๕ด้วยการกำหนดรู้โดยไตรลักษณ์มีความไม่เที่ยงเป็นตันโดยจำแนกเป็น ๒๐๐ อาการดังกล่าวมานี้ สัมมสนะ (คือการกำหนดรู้ โดยอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา ที่เรียกว่า นัยวิปัสสนา นั้น ก็มั่นคงด้วยประการฉะนี้
นี้เป็นวิธีเริ่มต้นการกำหนดรู้โดยดำเนินตามนัยพระบาลีในสัมมสนญาณนี้ก่อน
ทำอินทรีย์ให้แก่กล้าด้วยอาการ ๙
[๖๙๙] แต่ทว่า โยคีผู้ใดเมื่อทำโยคะโดยนัยวิปัสสนา ดังกล่าวมานั้น นัยวิปัสสนาไม่ถึงพร้อม (คืออุทยพยญาณยังไม่เกิด โยคีผู้นั้นพึงทำอินทรีย์ (๕ มีศรัทธาเป็นต้น) ให้แก่กล้าด้วยอาการ ๙ อย่าง ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า "อินทรีย์ทั้งหลาย (มีศรัทธาเป็นต้น) จะแก่กล้าด้วยอาการ ๙ คือ
๑. เห็นแต่ความดับอย่างเดียวของสังขารทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นแล้ว
๒. และในการเห็นความดับนั้น โยคีจะทำวิปัสสนาญาณให้ถึงพร้อม (ให้เกิด) ด้วยการทำด้วยความมีสติ
๓. ทำวิปัสสนาญาณให้ถึงพร้อมด้วยการทำให้ต่อเนื่องกันไว้
๔. ทำวิปัสสนาญาณให้ถึงพร้อมด้วยการทำ (ในการเสพ) สัปปายะ
๕. ทำวิปัสสนาญาณให้ถึงพร้อมด้วยการกำหนดนิมิตของสมาธิ
๖. ทำวิปัสสนาญาณให้ถึงพร้อมด้วยการดำเนินไปโดยความเหมาะสมของโพชฌงค์ ๗
๗. ทำความไม่อาลัยในร่างกายและชีวิตให้เกิดขึ้น
๘. ในการไม่อาลัยในร่างกายและชีวิตนั้น โยคีจะทำให้เกิดวิปัสสนาภาวนาด้วยการข่มไว้ (ซึ่งทุกขเวทนาที่เกิดขึ้น ๆ ) แล้วผ่านพ้น (ทุกขเวทนานั้นๆ) ออกไป"(2)
-----------------------
(1) การจัดอาการ ๔- ลงในอนุปัสสนา ๓ นี้ ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามัคค์กำหนดไว้แตกต่างไปบ้าง
(2) ในการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน เมื่อปฏิบัติขึ้นถึงสัมมสนญาณ โยคีแทบทุกคนขณะนั่งกำหนดไป ๆ ในบางบัลลังก์จะเกิดทุกขเวทนารุนแรงเป็นอย่างยิ่ง เช่น ปวดเข่า ปวดขา ปวดแข้ง ปวดข้อเท้า ถ้าโยคีไม่อดทนพอ หยุดและเลิกกำหนดเสีย เมื่อนั่งกำหนดในบัลลังก์ต่อไป ก็จะเกิดทุกขเวทนารุนแรงเช่นนั้นอีกแต่ถ้าโยคิใดสามารถต่อสู้ทุกขเวทนานั้นโดยอดทนนั่งกำหนดจนทุกขเวทนานั้นผ่านพันหายไปเสียสักครั้งหนึ่งสองครั้ง ทุกขเวทนาเช่นนั้น จะไม่เกิดอีก หรือเกิดขึ้นก็น้อยลงไปและไม่รุนแรง
----------------------
ปริจเฉทที่ ๒๐ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินิเทศ น. ๑๐๒๕
๙. และด้วยการไม่ละเลิก (หรือหยุดพัก) เสียในระหว่าง"(1)
แล้ว (โยคีนั้น) พึงหลีกเสี่ยงอสัปปายะ (คือสิ่งไม่เป็นที่สบาย) ๗ อย่างเสีย แล้วเสพอยู่แต่สัปปายะ (คือสิ่งเป็นที่สบาย) ๗ อย่าง ตามนัยที่กล่าวไว้แล้วใน ปฐวี- กสิณนิเทศ (ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค กำหนดรู้รูปในเวลาหนึ่ง กำหนดรู้อรูป (สิ่งมิใช่รูปคือจิต ในเวลาหนึ่ง (คนละเวลา ไม่ควรกำหนดรู้ด้วยกันในเวลาเดียวกัน) เมื่อกำหนดรูปโยคีควรดูความเกิดของรูปด้วย เช่นตัวอย่างดังต่อไปนี้..
---------------------
(1) ฎีกาว่า ข้อความนี้กล่าวไว้ในคัมภีร์อรรถกถา อรรถกถาชื่ออะไรมิได้ระบุไว้
--------------------

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ