สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
ภัยของพระพุทธศาสนา
ถาม ปัจจุบันนี้ภัยของพระพุทธศาสนามีมาก โดยมากเกิดจากคนในศาสนาเอง อยากทราบว่าพระพุทธเจ้าตรัสถึงเหตุให้เกิดภัยเหล่านี้ไว้บ้างหรือไม่
ตอบ พระพุทธเจ้าตรัสถึงภัยเหล่านี้ไว้ ใน อัง. ปัญจกนิบาต อนาคตสูตรที่ ๕ ข้อ ๘๐ ว่า ดูก่อนกิกษุทั้งหลาย ภัยในอนาคต ๕ ประการนี้ ซึ่งยังไม่เกิดขึ้นในบัดนี้
(คือในเวลาที่พระองค์ทรงพระชนม์อยู่) แต่จักบังเกิดในกาลต่อไป ภัยเหล่านั้นอันเธอทั้งหลายพึงรู้ไว้เฉพาะ ครั้นแล้วจึงพยายามเพื่อละภัยเหล่านั้น ๕ ประการเป็นไฉน คือ
๑. ในอนาคต ภิกษุทั้งหลายจักเป็น ผู้ชอบจีวรดีงาม เมื่อชอบจีวรดีงามก็จัก ละความเป็นผู้ถือบังสุกุลเป็นวัตร จักละเสนาสนะอันสงัด คือป่าและป่าชัฏ จักประชุมกันอยู่ที่บ้านนิคมและราชธานี และจักถึงการแสวงหาอันไม่สมควร อันไม่เหมาะสมต่างๆ เพราะเหตุแห่งจีวร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภัยในอนาคตข้อที่ ๑ นี้ ซึ่งยังไม่บังเกิดในบัดนี้ แต่จักบังเกิดในกาลต่อไป ภัยนั้นอันเธอทั้งหลายพึงรู้ไว้เฉพาะ ครั้นแล้วพึงพยายาม เพื่อละภัยนั้น
๒. ในอนาคต ภิกษุทั้งหลายจักเป็น ผู้ชอบบิณฑบาตที่ดีงาม เมื่อชอบบิณฑบาตที่ดีงาม ก็จักละความเป็นผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ละเสนาสนะอันสงัด คือป่าและ ป่าชัฏ จักประชุมกันอยู่ที่บ้านนิคมและราชธานี และจักถึงการแสวงหาอันไม่สมควร อันไม่เหมาะสมต่างๆ เพราะเหตุแห่งบิณฑบาต ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภัยในอนาคต ข้อที่ ๒ นี้ ซึ่งยังไม่บังเกิดในบัดนี้ แต่จักบังเกิดในกาลต่อไป ภัยนั้นอันเธอทั้งหลายพึงรู้ ไว้เฉพาะ ครั้นแล้วจึงพยายาม เพื่อละภัยนั้น
๓. ในอนาคต ภิกษุทั้งหลายจักเป็น ผู้ชอบเสนาสนะที่ดีงาม เมื่อชอบเสนาสนะอันดีงาม ก็จักละการอยู่ป่าเป็นวัตร จักละเสนาสนะอันสงัด คือป่าและป่าชัฏ จักประชุมกันอยู่ที่บ้านนิคมและราชธานี และจักถึงการแสวงหาอันไม่สมควร อันไม่เหมาะสมต่างๆ เพราะเหตุแห่งเสนาสนะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภัยในอนาคตข้อที่ ๓ นี้ ซึ่งยังไม่บังเกิด ในบัดนี้ แต่จักบังเกิดในกาลต่อๆ ไป ภัยนั้นอันเธอทั้งหลายพึงรู้ไว้เฉพาะ ครั้นแล้ว พึงพยายาม เพื่อละภัยนั้น
๔. ในอนาคต ภิกษุทั้งหลายจักเป็นผู้อยู่ คลุกคลีด้วยนางภิกษุณี นางสิกขมานา และสมณุทเทส (คือสามเณร) พึงหวังข้อนี้ได้ว่า เธอเหล่านั้นจักเป็นผู้ไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ จักต้องอาบัติเศร้าหมองบางอย่าง หรือจักบอกลาสิกขาเวียนมา เพื่อเป็นคฤหัสถ์
๕. ในอนาคต ภิกษุทั้งหลายจักเป็นผู้ คลุกคลีด้วยอารามิกบุรุษ (คนวัด) และ สมณุทเทส เมื่อมีการคลุกคลีด้วยอารามิกบุรุษ และสมณุทเทส พึงหวังข้อนี้ได้ว่า เธอ เหล่านั้นจักเป็นผู้ประกอบการบริโภคของที่สะสมไว้ มีประการต่างๆ จักกระทำนิมิต แม้อย่างหยาบ ที่แผ่นดินบ้าง ที่ปลายของเขียวบ้าง (คือทำนิมิตให้คนวัดหรือสามเณร ขุดดิน และไปเก็บใบไม้ ดอกไม้ ผลไม้ เป็นต้น อันภิกษุทำแล้วเป็นอาบัติ)
ความจริงการที่ภิกษุในอนาคต หลังพุทธกาลประพฤติตนไม่เหมาะสม มีวินัยย่อหย่อน มีสาเหตุมาจากการที่ภิกษุไม่อบรมกาย ไม่อบรมจิต เป็นเบื้องต้นมาก่อน การพร่องในวินัยนั้นตามมาภายหลัง ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ ใน อนาคตสูตรที่ ๓ ข้อ ๗๕ องฺ. ปัญจกนิบาตว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภัยในอนาคต ๕ ประการนี้ ยังไม่บังเกิดในปัจจุบัน แต่จักบังเกิดในกาลต่อไป ภัยเหล่านั้นเธอจึงรู้ไว้เฉพาะ ครั้นแล้วจึงพยายามเพื่อละภัยเหล่านั้น
ภัยในอนาคตข้อที่ ๑ คือในอนาคตภิกษุทั้งหลายจักไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่ อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา เมื่อไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา จักให้อุปสมบทกุลบุตรเหล่าอื่น จักไม่สามารถแนะนำกุลบุตรนั้น ในอธิศีล ในอธิจิต ในอธิปัญญา แม้กุลบุตรเหล่านั้นก็จักไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา เมื่อไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา ก็จักให้อุปสมบทกุลบุตรดูเหล่าอื่น จักไม่สามารถแนะนำแม้กุลบุตรเหล่านั้น ในอธิศีล ในอธิจิต ในอธิปัญญา แม้ กุลบุตรเหล่านั้นก็จักไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา เพราะเหตุดังนี้แล้ว การลบล้างวินัยย่อมมี เพราะการลบล้างธรรม การลบล้างธรรมย่อมมีเพราะ การลบล้างพระวินัย นี้คือภัยในอนาคตข้อที่ ๑ ซึ่งยังไม่บังเกิดขึ้นในบัดนี้ แต่จักบังเกิด ในกาลต่อไป
ภัยในข้อแรกนี้อยู่ที่ภิกษุที่เป็นอุปัชฌาย์ ขาดการอบรมกาย ขาดการอบรมศีล ขาดการอบรมจิต ขาดการอบรมปัญญา อันหมายถึงขาดการอบรมมรรยาทของภิกษุ ตลอดจนไม่เจริญศีล สมาธิ ปัญญา แล้วให้อุปสมบทผู้อื่น เมื่อให้อุปสมบทแล้วก็ไม่อาจ แนะนำพร่ำสอนศิษย์ให้มีมรรยาที่งดงามได้ ไม่อาจสอนศีล สมาธิ ปัญญาแก่ศิษย์ได้ ศิษย์ก็ไม่มีความรู้ ศิษย์ที่ไม่มีความรู้นี้แหละนานไปก็เป็นอุปัชฌาย์บวชให้ผู้อื่นต่อไปอีก ศิษย์ของศิษย์ก็จะให้ผู้อื่นอุปสมบทต่อไปอีก เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมไม่อาจรักษาธรรม รักษา วินัยไว้ได้ การลบล้างวินัยจึงมี การลบล้างธรรมจึงมี เพราะฉะนั้นอุปัชฌาย์ผู้ให้อุปสมบทแก่กุลบุตร จึงต้องเป็นผู้มีความรู้ในมรรยาท ในศีล สมาธิ ปัญญา ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ พระธรรมและพระวินัยจึงจะบริสุทธิ์ คงอยู่ไม่แปรไปได้
ภัยในอนาคตข้อที่ ๒ คือภิกษุจักไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา แล้วให้นิสสัยแก่กุลบุตรเหล่าอื่น จักไม่สามารถแนะนำกุลบุตรเหล่านั้น ในอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ได้ แม้กุลบุตรที่เป็นศิษย์นั้นก็ไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา แล้วจักให้นิสสัยแก่กุลบุตรอื่นต่อไปอีก กุลบุตรอื่นเหล่านั้น เมื่อได้อาจารย์ที่ไม่มีความรู้ ไม่อาจแนะนำพร่ำสอน ศีล สมาธิ ปัญญาได้ ก็ไม่อาจ เจริญศีล สมาธิ ปัญญาได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นการลบล้างวินัยย่อมมีเพราะการลบล้างธรรม การลบล้างธรรมย่อมมีเพราะการลบล้างวินัย
นี่เป็นภัยในอนาคตข้อที่ ๒ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่าจะบังเกิดในภายหลังพุทธกาล ซึ่งภัยดังกล่าวนี้ ทั้ง ๒ ข้อ ก็ได้เกิดขึ้นบ้างแล้วในปัจจุบัน และนับวันจะ แพร่หลายมากขึ้น ด้วยเหตุนั้นพระธรรมก็ดี พระวินัยก็ดี จึงคลาดเคลื่อนไปจากที่พระ ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ เพราะเหตุที่ภิกษุขาดความรู้ในพระธรรมและพระวินัย ไม่อาจ ตัดสินได้ว่าธรรมข้อใด วินัยข้อใดเป็นส่วนถูก ข้อใดเป็นส่วนผิด เมื่อไม่รู้ก็ตัดสินตามใจ ของตน อันเป็นเหตุให้พระธรรมวินัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ เปลี่ยนแปลงปฏิรูป ไปเป็นอื่น ปัจจุบันนี้ท่านที่ศึกษาพระไตรปิฎกโดยตรงก็จะทราบว่า มีผู้สั่งสอนธรรมะ โดยไม่ยึดหลักพระไตรปิฎกเป็นอันมาก พากันสั่งสอนมหาชนตามความเห็นของตน นำ ผู้คนเข้ารกเข้าพงไป ใครตักเตือนก็ไม่ฟัง เพราะคิดว่าของตนถูก นับว่าเป็นอันตราย อย่างยิ่งของพระศาสนา ตลอดจนลูกศิษย์ลูกหาของคนเหล่านั้น
ภัยในอนาคตข้อที่ ๓ คือในอนาคตภิกษุจักไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา แล้วเป็นผู้แสดงธรรม เมื่อแสดงอภิธรรมกถา เวทัลลกถา หยั่งลงสู่ธรรมที่ผิด คือแสดงผิดก็ไม่รู้สึก เพราะเหตุนี้การลบล้างธรรมย่อมมี เพราะการลบล้างวินัย การลบล้างวินัยย่อมมี เพราะการลบล้างธรรม นี้เป็นภัยในอนาคตข้อที่ ๓
ในข้อนี้ คำว่า อภิธรรมกถา มิได้หมายเอาพระอภิธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ในอภิธรรมปิฎกโดยเฉพาะ แต่ทรงหมายเอาธรรมที่อุดม คือธรรมชั้นสูงที่เป็นข้อปฏิบัติให้บรรลุคุณวิเศษ มีฌาน วิปัสสนา มรรค ผล ซึ่งก็รวมเอาข้อธรรมในพระอภิธรรมเข้าด้วย ส่วนเวทัลลกถานั้น หมายเอาญาณความรู้ เมื่อภิกษุผู้แสดงธรรม ไม่ได้ศึกษาธรรม
เหล่านี้มา หรือมิได้ปฏิบัติธรรมเหล่านี้ เมื่อแสดงผิดก็ไม่รู้ว่าผิด อันเป็นเหตุให้ผู้ฟังหลงผิดไปด้วย เมื่อหลงผิดที่ปฏิบัติผิด เมื่อปฏิบัติผิดก็ไม่อาจบรรลุคุณวิเศษได้ ในปัจจุบันนี้ถ้าท่านสนใจใคร่ศึกษาพอควร ท่านก็จะทราบว่ามีผู้แสดงธรรมชั้นสูงอยู่มากท่าน มีน้อยมาก แต่ท่านที่แสดงถูกต้องไม่คลาดเคลื่อนจากที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้นั้น นับตัวได้ทีเดียว แต่ก็มีผู้ฟังน้อย และผู้ฟังส่วนน้อยนั้นก็มักเป็นผู้สนใจ ค้นคว้า เล่าเรียน ธรรมจากพระไตรปิฎกและอรรถกถาฎีกาเป็นส่วนมาก ก็คนส่วนน้อยนี้แหละที่ยังช่วยกัน รักษาพระธรรมวินัยไว้มิให้ชคลาดเคลื่อน เพราะไม่ยอมแสดงธรรมตามใจของตน จึง น่าเคารพมาก
ภัยในอนาคตข้อที่ ๔ คือภิกษุจักไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่ อบรมปัญญา เมื่อเป็นเช่นนั้นพระสูตรต่างๆ ที่ตถาคตได้ภาษิตไว้เป็นสูตรลึกซึ้ง มีอรรถ ลึกซึ้ง เป็นโลกุตระ ประกอบด้วยสุญญตาธรรม เมื่อพระสูตรเหล่านั้นอันบุคคลแสดงอยู่ ก็จักไม่ฟังด้วยดี จักไม่เงี่ยโสตลงสดับ จักไม่ตั้งจิตเพื่อรู้ จักไม่ใฝ่ใจในธรรมเหล่านั้นว่า ควรศึกษาเล่าเรียน แต่ว่าสูตรต่างๆ ที่นักกวีแต่งไว้ ประพันธ์เป็นบทกวี มีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะสละสลวย เป็นพาหิรกถา คือเป็นคํากล่าวของคนนอกศาสนา เป็นสาวกภาษิต คือเป็นคำกล่าวของพระสาวก เมื่อพระสูตรเหล่านั้นอันบุคคลแสดงอยู่ ก็จักฟังด้วยดี จัก เงี่ยโสตลงสดับ จักตั้งจิตเพื่อรู้ จักฝักใฝ่ใจในธรรมเหล่านั้นว่า ควรศึกษาเล่าเรียน ก็เมื่อ ธรรมะของพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยตรง ไม่สนใจศึกษาเล่าเรียน กลับไปสนใจธรรมะ คนนอกศาสนาแต่งไว้ ร้อยกรองประพันธ์ไว้ เพราะเห็นว่าไพเราะดี หรือเป็นคำกล่าว ของสาวกรุ่นหลังที่ร้อยกรองไว้ การลบล้างพระธรรมก็ย่อมมี เพราะการลบล้างพระวินัย การลบล้างพระวินัย ย่อมมี เพราะการลบล้างพระธรรม
ถ้าท่านจะลองตรวจตราดูตามสถานที่แสดงธรรมในปัจจุบัน ก็จะเห็นว่าเป็นจริง ตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ เพราะที่ใดแสดงธรรมตามหลักฐานที่ปรากฏในพระ ไตรปิฎกและอรรถกถา จะมีผู้ฟังน้อย แต่ถ้าที่ใดแสดงธรรมตามอัตโนมัติ คือแสดงตาม ความเห็นของตน ไม่มีที่มาที่ไปเป็นหลักฐาน มีการถกเถียงกันจนหน้าดำหน้าแดง ที่นั้น จะมีผู้ฟังหนาแน่น ทั้งๆ ที่หาสาระอะไรมิได้ คนก็ชอบฟัง เพราะสนุกดี ฟังธรรมะแท้ๆ ง่วงนอน แล้วอย่างนี้คำสอนที่ถูกต้องจะอยู่ได้อย่างไร
ภัยในอนาคตข้อที ๕ คือในอนาคตภิกษุทั้งหลายจักไม่อบรมกาย ไม่อบรมศีล ไม่อบรมจิต ไม่อบรมปัญญา ภิกษุที่เป็นเถระก็จักมักมาก มีความประพฤติย่อหย่อน เป็น หัวหน้าในการล่วงละเมิดธรรมวินัย ทอดธุระในความสงัด จักไม่ปรารภความเพียร เพื่อ ถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่แจ้ง ประชุม ชนรุ่นหลังก็จักถือเอาภิกษุเหล่านั้นเป็นตัวอย่าง แม้ประชุมชนเหล่านั้นก็มักมาก ย่อหย่อน ล่วงละเมิด ทอดธุระในการบำเพ็ญเพียร เพราะเหตุนี้แหละการลบล้างพระธรรมย่อมมี เพราะการลบล้างวินัย การลบล้างวินัยย่อมมีเพราะการลบล้างธรรม
ภัยดังกล่าวนี้ ได้เกิดมีขึ้นแล้วในปัจจุบัน และมีปรากฏให้เห็นประจักษ์อยู่บ่อยๆ หมู่ใดคณะใดมีหัวหน้าไม่ดี บริวารยากจะดีได้ฉันใด สงฆ์หมู่ใดมีพระเถระที่เป็นหัวหน้า ไม่ดี ย่อหย่อนในธรรมวินัย ไม่ศึกษาเล่าเรียนธรรมวินัย ทั้งยังเป็นหัวหน้าล่วงละเมิด เสียเอง สงฆ์หมู่นั้นก็ยากที่จะดีได้ฉันนั้น เพราะเหตุที่พระเถระประพฤติย่อหย่อน และ บริวารก็ย่อหย่อน จึงเกิดการแสวงหาที่ไม่สมควร เกิดการคลุกคลีกันกับคนวัดและสามเณร สะสมสิ่งของเครื่องใช้ เครื่องบริโภค อันไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย ดังได้กล่าวมาแล้วใน อนาคตสูตรที่ 4 นี่คือภัยของพระศาสนาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต และก็เกิดขึ้นแล้ว นับวันแต่จะแพร่หลายขึ้นทุกที อย่างน่ากลัวอันตรายในปัจจุบัน ใครเล่าจะช่วยได้ ถ้าพุทธศาสนิกคือภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ไม่ช่วยกันรักษา พระธรรมวินัยไว้ ให้ไม่ปฏิรูปไปตามความคิดเห็นของตน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงฝาก พระธรรมวินัยไว้แทนพระองค์ ในเมื่อพระองค์ทรงดับขันธปรินิพพานไปแล้ว หาก พุทธบริษัทไม่ช่วยกันรักษาไว้ พระธรรมวินัยก็ตั้งอยู่ไม่ได้ ต้องสูญสิ้นไปในที่สุด เมื่อสูญไปแล้วก็ยากนักหนาที่จะมีโอกาสได้พบ เพราะเป็นการยากนักหนากว่าจะมี พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้สักพระองค์หนึ่ง เนื่องด้วยการบำเพ็ญบารมีให้เต็มนั้น กินเวลานาน นับเป็นหลายอสงไขยปี เพราะฉะนั้นเมื่อคำสอนของพระพุทธองค์ยังอยู่ ก็ควรจะช่วยกัน ทะนุถนอมรักษาไว้ให้ดี ด้วยการเคารพพระธรรม ไม่แสดงพระธรรมไปตามใจของตน และช่วยกันศึกษาส่วนที่ถูกต้องไว้
-----------///------------

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ