อสังสัคคกถา
การสนทนาเกี่ยวกับความไม่คลุกคลี
***
คำว่า อสังสัคคกถาะ แยกออกเป็น ๓ คำ คือ
อ (น) ไม่
สังสัคคะ ความคลุกคลี
กถา การสนทนา
เมื่อสามคำรวมกันเป็นอสังสัคคกถา หมายถึง การสนทนากันด้วยเรื่องราวที่เกี่ยวกับการชี้แจงอานิสงส์เป็นต้นของความไม่คลุกคลีกับกิเลสเพราะการเห็นเป็นต้นและการละความคลุกคลีกับคฤหัสถ์
อสังสัคคะนั้น มีนัยที่อรรถกถาได้อธิบายไว้ดังต่อไปนี้
คำว่า สังสัคคะ ความคลุกคลี มี ๒ คือ
ความคลุกคลีกับกิเลส และ ความคลุกคลีกับบุคคล
ก. ความคลุกคลีกับกิเลส
ความคลุกคลีกรณีนี้ เกิดขึ้นได้ เพราะเหตุ ๕ อย่าง ตามควรแก่การเกิดได้ คือ
สวนสังสัคคะ ความเกลือกกลั้วกับกิเลสเพราะการฟัง
ทัสสนสังสัคคะ ความเกลือกกลั้วกับกิเลสเพราะเห็น
สมุลลปนสังสัคคะ ความเกลือกกลั้วกับกิเลสเพราะเจรจาปราศัย
สัมโภคสังสัคคะ ความเกลือกกลั้วกับกิเลสเพราะการให้ปัจจัย
กายสังสัคคะ ความเกลือกกลั้วกับกิเลสเพราะสัมผัส
สังสัคคะ ๕ นี้ ในอรรถกถายกตัวอย่างว่า
สวนสังสัคคะ
ภิกษุบางรูปในพระธรรมวินัยนี้ ได้ยินว่า หญิงในบ้าน หรือนิคมโน้นมีรูปงาม น่าชม น่าเลื่อมใส ประกอบด้วยความเป็นผู้มีผิวกายงดงามอย่างยิ่ง, เธอได้ยินดังนั้นแล้ว (มีจิต) ซ่านไป แผ่ไป ไม่สามารถจะดำรงพรหมจรรย์อยู่ได้ จึงลาสิกขาเป็นคฤหัสถ์. ความเกลือกกลั้วกับกิเลสด้วยกิเลสเกิดขึ้น โดยได้ฟังวิสภาคารมณ์ด้วยอาการอย่างนี้ ชื่อว่า สวนสังสัคคะ
ทัสสนสังสัคคะ
การที่ภิกษุหาได้ฟังเช่นนั้นไม่ เธอย่อมเห็นซึ่งหญิงงาม น่าดู น่าเลื่อมใส ประกอบด้วยความเป็นผู้มีผิวกายงดงามอย่างยิ่งด้วยตนเอง, ซึ่งพอเห็นเท่านั้น จะ(มีจิต)อันซ่านไป แผ่ไป ไม่สามารถจะดำรงพรหมจรรย์อยู่ได้ จึงลาสิกขาเป็นคฤหัสถ์. ความเกลือกกลั้วกับกิเลสที่เกิดขึ้นโดยได้เห็นวิสภาคารมณ์ด้วยอาการอย่างนี้ ชื่อว่า ทัสสนสังสัคคะ
สมุลลปปนสังสัคคะ
ความเกลือกกลั้วกับกิเลสที่เกิดขึ้นโดยการเจรจาปราศรัยกันและกัน เพราะได้เห็นเป็นเหตุ ชื่อว่า สมุลลปนสังสัคคะ
สัมโภคสังสัคคะ
การให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นของตนหรือ แม้แต่การไม่ให้แก่สตรี ความเกลือกกลั้วด้วยกิเลสเกิดขึ้น ด้วยการให้สิ่งที่ตนให้เป็นต้น ชื่อว่า สัมโภคสังสัคคะ
กายสังสัคคะ
ความเกลือกกลั้วด้วยกิเลสเกิดขึ้นด้วยการจับมือสตรีเป็นต้นชื่อว่า กายสังสัคคะ
...
ข. ความคลุกคลีกับบุคคคล
กรณีนี้ ได้แก่ พฤติกรรมของภิกษุผู้คลุกคลีกับคฤหัสถ์ รวมทั้งกับเพื่อนสพรหมจารีที่เป็นเหตุให้เกิดกิเลส
สำหรับภิกษุผู้คลุกคลีกับคฤหัสถ์ มีคุณลักษณะดังมีพระบาฬีแสดงว่า
คิหีหิ สํสฏฺโฐ วิหรติ อนนุโลมิเกน สํสคฺเคน สหโสกี สหนนฺที สุขิเตสุ สุขิโต, ทุกฺขิเตสุ ทุกฺขิโต, อุปฺปนฺเนสุ กิจฺจกรณีเยสุ อตฺตนา อุยฺโยคํ อาปชฺชติฯ
ภิกษุผู้อยู่คลุกคลีกับคฤหัสถ์ จะมีความคลุกคลีอย่างไม่เหมาะสม มีโศกด้วยกัน ยินดีด้วยกัน เมื่อเขาสุขก็สุข เมื่อเขาทุกข์ก็ทุกข์ ถึงความขวนขวายในกรณียกิจที่เกิดขึ้นด้วยตนเอง ดังนี้
(สํ.ข.๑๗/๓, ขุ.มหา.๒๙/๗๖๓ ตามที่อรรรถกถาอุทานอ้างถึง)
...
การที่ภิกษุละความคลุกคลีทั้งสองประการนั้นแล้วเข้าไปตั้งธรรมทั้งปวง เพื่อความเป็นผู้ไม่ติดข้องในสิ่งทั้งปวง อย่างนี้คือ
ความสังเวชอันมั่นคงในสงสาร
ความสำคัญอย่างแรงกล้าในสิ่งที่มีสังขารว่าเป็นภัย
ความสำคัญในร่างกายว่าเป็นสิ่งปฏิกูล
มีหิริและโอตตัปปะอันมีการเกลียดอกุศลทั้งหมดเป็นตัวนำ
มีสติและสัมปชัญญะในการกระทำทุกอย่าง
ภิกษุผู้ตั้งปณิธานอย่างนี้ เป็นผู้ไม่ติดข้องในธรรมทั้งปวง เหมือนหยาดน้ำไม่ติดบนใบบัวฉะนั้น
และพระอรรถกถาจารย์ได้สรุปความว่า
ความเป็นปฏิปักษ์ต่อสังสัคคะทั้งปวงที่กล่าวมานี้ ชื่อว่า อสังสัคคะ
(อรรถกถาอุทาน เมฆิยสุตตวรรณนา)
เมื่อสนทนากันในเรื่องราวอันประกอบด้วยเรื่องราวที่เป็นปฏิปักษ์ต่อความคลุกคลี จึงได้ชื่อว่า เป็นผู้กระทำกถาวัตถุ ๑๐ ให้เป็นสิ่งที่ได้มาโดยง่าย เพราะทำเป็นปกตินิสัย ชื่อว่า เข้าใกล้วิมุตติ
...
อสังสัคคกถา มีเพียงเท่านี้
ขออนุโมทนา
สมภพ สงวนพานิช
๒๖/๒/๖๖
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ