สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


ทำไมปฏิสนธิจิตกับภวังคจิต จึงเป็นจิตชนิดเดียวกัน

       ถาม ทำไมปฏิสนธิจิตกันภวังคจิต จึงต้องเป็นจิตชนิดเดียวกัน

       ตอบ ก่อนอื่นเห็นจะต้องเรียนให้ทราบเสียก่อนว่า จิตที่ทำหน้าที่ปฏิสนธิ ที่เรา เรียกว่าปฏิสนธิจิตนั้น เป็นวิบากจิตคือเป็นจิตที่เป็นผลของกุศลกรรมและอกุศลกรรม เมื่อ อกุศลกรรมที่สัตว์ทำไว้ให้ผลนำเกิด จิตที่เป็นผลของอกุศลกรรมที่เรียกว่า อกุศลวิบากจิต ก็จะทำหน้าที่ปฏิสนธิในทุคติภูมิ มีนรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน รวมสี่ภูมิ ด้วยกัน จิตที่ทำหน้าที่ปฏิสนธิในอบายภูมิสี่ภูมินี้มีหนึ่งดวง คืออุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบาก เมื่ออกุศลวิบากดวงนี้ทำหน้าที่ปฏิสนธิในภูมิใด เป็นสัตว์ประเภทไหน เช่น เป็นสัตว์นรก จิตที่ทำหน้าที่สืบต่อภพชาติที่เรียกว่าภวังคจิต ก็จะต้องเกิดขึ้นรักษาความ เป็นสัตว์นรกไว้เมื่อปฏิสนธิจิตดับลง ทั้งนี้เพราะอกุศลกรรมอย่างหนึ่งส่งให้เกิดในนรก เป็นสัตว์นรก อกุศลกรรมนั้นแหละก็จะต้องตามรักษาความเป็นสัตว์นรกนั้นไว้จนกว่าจะสิ้นชีวิต ด้วยเหตุนี้เมื่ออกุศลวิบากจิต คืออุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบากอันเป็นผลของอกุศล กรรมทำหน้าที่นำเกิดในนรกแล้ว ก็ต้องทำหน้าที่รักษาความเป็นบุคคลนั้นไว้ด้วยตลอดเวลาที่ยังไม่สิ้นชีวิต ด้วยเหตุนี้จิตที่ทำหน้าที่ปฏิสนธิกับทำหน้าที่ภวังค์ ที่เรียกว่าปฏิสนธิจิตกับภวังคจิตจึงต้องเป็นจิตชนิดเดียวกัน คือเป็นอุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบากเหมือนกัน นี่พูดสำหรับสัตว์ที่เกิดในอบาย

       แม้สัตว์ที่เกิดในสุคติภูมิก็เช่นเดียวกัน จิตที่ทำหน้าที่ปฏิสนธินำเกิดในสุคตินั้น มีถึง ๑๘ ดวง คือมหาวิบากจิต ๘ รูปาวจรวิบากจิต ๕ และอรูปาวจรจิต ๔ ดวง กับ อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบากอีกหนึ่งดวงรวมเป็น ๑๘ ดวง เมื่อกุศลกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้ผลนำเกิดด้วยกุศลวิบากจิตดวงใดในภูมิใด กุศลวิบากจิตดวงนั้นก็ต้องเกิดสืบต่อจากปฏิสนธิจิตในทันทีที่ปฏิสนธิจิตดับลง เพื่อทำหน้าที่ภวังค์กิจรักษาภพ คือความเป็นบุคคลนั้นไว้จนกว่าจะสิ้นชีวิต จริงอยู่แม้ปฏิสนธิจิตกับภวังคจิตจะเป็นจิตประเภทเดียวกัน เช่น เป็นอุเบกขาสันตีรณกุศลวิบากเหมือนกัน แต่ก็มิใช่ดวงเดียวกัน กุศลกรรมที่มีกำลังอ่อน ส่งผลให้อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบากทำหน้าที่นำเกิดแล้วก็ดับไปแล้วกุศลกรรมนั้นแหละ ก็จัดแจงให้วิบากของตน คืออุเบกขาสันตีรณกุศลวิบากนั้นแหละ เกิดขึ้นทำหน้าที่ภวังค์กิจ คือรักษาความเป็นบุคคลนั้นไว้แล้วก็ดับไป นอกจากนั้นยังอาจจัดแจงให้วิบากของตน เกิดขึ้นทำกิจอย่างอื่นได้อีกด้วย ทั้งนี้เพราะวิบากจิตบางดวงก็ทำกิจได้ถึง ๕ กิจ บางดวง ก็ทำได้ ๔ กิจ บางดวงก็ทำได้ ๓ กิจ กล่าวคือ

       ปฏิสนธิจิตอันเป็นผลของกุศลกรรมและอกุศลกรรมที่สัตว์ได้เคยทำไว้นั้นมีถึง ๑๙ ดวง ใน ๑๙ ควงนั้นเป็นผลของอกุศลกรรมเพียงดวงเดียว คืออุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบาก ที่เหลืออีก ๑๘ ดวง คืออุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก ๑ ควง มหาวิบาก ๘ คาง รูปาวจรวิบาก ๕ ดวง อรูปาวจรวิบาก ๔ ดวง รวม ๑๘ ดวงนี้ เป็นผลของกุศลกรรมทั้งสิ้น ก็วิบากจิตทั้ง ๑๘ ดวงนี้ทำกิจต่างกัน ดังนี้ อุเบกขาสันตีรณกุศลวิบาก นั่นทำกิจ คือหน้าที่ถึง ๕ กิจ คือปฏิสนธิ ภวังค์ จุติ สันติรณะ และตทาลัมพนะ แม้อุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบากจิตก็ทำ ๕ กิจเช่นเดียวกับอุเบกขาสันตีรนอกุศลวิบากจิต ส่วนมหาวิบากจิต ๘ ดวง ทำ 4 กิจ คือปฏิสนธิ ภวังค์ จุติ และตทาลัมพนะ สำหรับ รูปาวจรวิบาก ๕ ดวง ที่เป็นผลของรูปาวจรกุศล ๕ ดวง กับอรูปาวจรวิบาก ๔ ดวง อันเป็นผลของอรูปาวจรกุศล ๔ ดวง แต่ละดวงทำได้เพียง ๓ กิจ คือปฏิสนธิกิจ ภวังค์ จุติเท่านั้น ซึ่งถ้าท่านสังเกตดูแล้วก็จะเห็นว่าวิบากจิตทั้ง ๑๙ ดวงนี้ ทำหน้าที่เหมือนกัน อยู่ ๓ กิจ คือปฏิสนธกิจ ภวังค์กิจ และจุติกิจ ทั้งนี้เพราะเมื่อวิบากดวงใดทำหน้าที่เกิด แล้ว ก็จะต้องทำหน้าที่รักษาภพ และทำหน้าที่เคลื่อนจากภพด้วย คือเมื่อวิบากจิตให้เกิดมาเป็นบุคคลใด เช่น เกิดมาเป็น นาย ก. ตลอดเวลาที่มีชีวิตอยู่ก็ต้องเป็น นาย ก. เวลา ตายก็ต้องเป็น นาย ก. จะเป็นบุคคลอื่นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นจิตที่เกิดเป็น นาย ก. คือ ปฏิสนธิจิตกับจิตที่ทำหน้าที่รักษาภพ คือภวังคจิตที่รักษาความเป็น นาย ก. ไว้นับแต่เกิดมาแล้วจนกว่าจะสิ้นชีวิต และจิตที่ทำหน้าที่จุติ คือตายจากความเป็น นาย ก. นั้นต้องเป็น จิตประเภทเดียวกัน คือเป็นวิบากจิตประเภทเดียวกันที่เป็นผลของกรรมเดียวกันจะเป็น วิบากดวงอื่น เป็นจิตอื่นไปไม่ได้ แต่อย่าลืมว่าแม้จะเป็นวิบากประเภทเดียวกันก็ไม่ใช่ ดวงเดียวกัน เพราะถ้าจิตดวงที่กำลังเกิดอยู่ไม่ดับไปเสียก่อนแล้ว จิตดวงที่เกิดต่อมาก็จะ เกิดไม่ได้ เพราะจิตจะไม่เกิดซ้อนกัน แต่จะเกิดขึ้นทีละหนึ่งดวงเท่านั้น ดับไปแล้วดวงต่อมาจึงจะเกิดขึ้นได้

สรุปว่า จิตที่ทำหน้าที่ปฏิสนธิกิจ คือเกิดขึ้นในภพใหม่ที่เราเรียกว่าปฏิสนธิจิต กับวิบากจิตที่ทําหน้าที่ภวังค์กิจ ที่เรียกว่าภวังคจิต จึงต้องเป็นวิบากจิตชนิดเดียวกัน คือ ถ้าเป็นอุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบากก็ต้องเป็นอุเบกขาสันตีรณอกุศลวิบากด้วยกัน ถ้าเป็นอุเบกขาสันตีรณกุศลวิบากก็ต้องเป็นอุเบกขาสันตีรณกุศลวิบากอย่างเดียวกัน หรือถ้าเป็นมหาวิบากดวงที่ ๑ ก็ต้องเป็นมหาวิบากดวงที่ ๑ อย่างเดียวกัน ดังนี้ เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อ รักษาบุคคลนั้นให้คงเป็นบุคคลนั้นไว้ตั้งแต่เกิดจนตายนั่นเอง

       อีกอย่างหนึ่งที่ควรจะกล่าวถึงก็คือ อารมณ์ของวิบากจิตที่ทำหน้าที่ปฏิสนธิและ วังค์นี้ก็เป็นอารมณ์เดียวกัน คือปฏิสนธินั้นมีอารมณ์เป็นกรรม กรรมนิมิต คตินิมิต อย่างใดอย่างหนึ่งที่ได้รับมาจากภพเก่า กล่าวคือสัตว์ที่ใกล้จะตายนั้นจะต้องได้อารมณ์กรรม กรรมนิมิต คตินิมิต อย่างใดอย่างหนึ่ง และเมื่อสัตว์นั้นตายลง ปฏิสนธิจิตก็จะเกิดขึ้นรับ อารมณ์กรรม กรรมนิมิต คตินิมิต อย่างใดอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อใกล้จะตายในภพก่อน นั้นแหละมาเป็นอารมณ์ในภพใหม่ เป็นการสืบต่อกันระหว่างภพเก่ากับภพใหม่ของผู้ที่ยัง ต้องเกิดอีก แต่สำหรับผู้มิต้องเกิดอีกอย่างพระอรหันต์ ผู้หมดจดจากกิเลสโดยสิ้นเชิงแล้วนั้น เมื่อท่านใกล้จะตาย ท่านจะไม่มีอารมณ์กรรม กรรมนิมิต หรือคตินิมิต เกิดขึ้นเลย แต่ผู้ที่จะต้องเกิดอีกนั้นกรรมใดที่จะนำเกิดในภพใหม่มีกำลัง กรรมนั้นจะเป็น กรรมดีก็ตาม กรรมชั่วก็ตาม ก็จะชักนำเอาอารมณ์กรรม กรรมนิมิต หรือคตินิมิตอย่างใด อย่างหนึ่ง อันสมควรแก่กรรมนำเกิดนั้นให้มาเป็นอารมณ์ของจิตเมื่อใกล้จะตายเสียก่อน จุติจิตจึงจะเกิดขึ้น ซึ่งหมายความว่าสัตว์นั้นจึงจะตาย จากคำตอบทั้งหมดนี้ ท่านผู้ถาม ซึ่งเป็นผู้สนใจศึกษาธรรมะคงเข้าใจดี


[full-post]

ทำไมปฏิสนธิจิตกับภวังคจิต จึงเป็นจิตชนิดเดียวกัน

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.