สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


ระหว่าง​พุทธศาตร์กับวิทยาศาตร์ ซึ่งต่างก็สอนธรรมชาติที่เป็นจริงด้วยกัน​ แม้กระนั้นก็ยังมีนัยต่างกัน​ กล่าวคือ​ พุทธศาสตร์​สอนให้สิ้นกิเลส​ มีความละโมบ มักมากไม่รู้จักพอ​ เป็นต้น​ ส่วนวิทยาศาสตร์​สอนสนองความอยาก​ เพื่อบำเรอตนและผู้อื่น​ เป็นต้น​ ดังนั้นระดับธรรมชาติ​ที่สอนจึงต่างกันแน่นอน​ กล่าวคือ​ พุทธศาตร์​เป็นความจริงขั้นปรมัตถ์​ วิทยาศาสตร์​เป็นความจริงขั้นสมมุติบัญญัติ

   ถามว่า​ ทำไมถึงกล่าวเช่นนั้นเล่า?

   ตอบว่า​ เพราะความจริงทั้ง​ 2​ ประการ​ มีความแตกต่างกันดังนี้​ เช่น​ การเห็น(จักขุวิญญาณ)

   เป็นปรมัตถสัจจะ​ เพราะไม่มีอัตตาเราเขา​ เป็นสักแต่ว่าสภาวธรรม​ คือ​ จักขุวิญญาณอันเกิดจากความพร้อมเพรียง​แห่งเหตุ​ 4​ ได้แก่

   1.มีจักขุปสาทดี

   2.มีรูปารมณ์ เป็นภาพ(แสงสี)​ที่ปรากฏเป็นวัตถุสิ่งของต่างๆ

   3.มีโอโลกะ​ มีแสงสว่างพอ

   4.มีมนสิการ​ มีความใส่ใจที่จะดู​                                             

   ถ้าขาดองค์​ประกอบที่เป็นเหตุข้อหนึ่งข้อใดไป​ การเห็น​ คือ​ จักขุวิญญาณ​จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย

   เป็นสมมุติสัจจะ​ เพราะยังสำคัญผิดว่า​ อัตตาตัวตนเราเขาเห็น​ จึงยึดติดบัญญัติอยู่

   ฉะนั้นจึงไม่แปลกเลยที่รูปารมณ์(ภาพ)​ที่ทางวิทยาศาตร์​พัฒนา​ให้วิจิตรพิสดารมากเท่าไร​ ตัณหา(ความอยาก​ของมนุษย​์ก็ยิ่งวิจิตรพิสดารตามไปด้วย​ ดุจผู้ดื่มน้ำเค็มก็ยิ่งกระหายใคร่ที่จะดื่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ​ กับผู้รู้กพอเท่าที่อัตภาพตนจำเป็นใครจะสงบสุข​มากกว่ากัน​ เอาเข้าจริงๆเวลาตายไปมีใครนำทรัพย์สมบัติ​ติดตัวไปได้บ้างไหม​ ปรมัตถสัจจะกับสมมุติสัจจะจึงต่างกันเช่นนี้แล


[full-post]

พุทธศาสน์,วิทยาศาสตร์

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.