สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
ปัญญากับญาณ มีความเหมือนกัน และความต่างกันเป็นไฉน ?
1. ส่วนที่เป็นความเหมือนกัน
ทั้งปัญญาทั้งญาณ มีสภาวะเป็นโสภณเจตสิกอันเดียวกัน คือ ปัญญินทรีย์เจตสิก ที่เป็นใหญ่ในการรู้ 3 รูปแบบ คือ ปัญญารอบรู้ทั้งส่วนเหมือนส่วนต่างเพื่อการแยกแยะได้ใหญ่กว่าการรู้ของสัญญาที่รู้สัญญลักษณ์เพิ่อการจำได้ และใหญ่กว่าการรู้ของจิตที่รับรู้สัมผัสจากอารมณ์ 6 เพื่อการคำนึงถึงได้
2. ส่วนที่เป็นความต่างกัน
เพราะสภาวะความรอบรู้ (ปัญญินทรีย์เจตสิก) มีความเป็นใหญ่กว่าโสภณเจตสิก 25 ดวง มี ศรัทธาเจตสิกเป็นต้น ใน 25 ดวง มี 19 ดวง ที่เป็นสาธารณะแก่กุศลทั้งปวง (กามาวจรกุศล มหัคคตกุศล และโลกุตตรกุศล) เรียกว่า โสภณสาธารณเจตสิก ที่เหลืออีก 6 ดวง มี วิรติ 3 (สัมมาวาจาเจตสิก สัมมากัมมันตเจตสิก และสัมมาอาชีวเจตสิก) อัปปมัญญา 2 (เมตตา=อโทสเจตสิก, อุเบกขา=ตัตรมัชฌัตตตาเจตสิก) ปัญญินทรีย์เจตสิก ก็เจตสิกทั้ง 6 ดวงนี้นั่นแหละที่เป็นไปโดย 2 อาการ คือ เป็นไปตามสถานะที่เกื้อกัน 1. เป็นไปตามความสำเร็จที่ได้สถานะนั้นมา 1. ตัวอย่างเช่น
(1) วิรติ เมื่อเป็นอาทิพรหมจริยกศีล ก็มีสถานะเป็นอาชีวัฏฐมกศีล เมื่อเป็นอภิสมาจาริกศีล ก็มีสถานะเป็นองค์มรรค 8 ในมรรคจิต 4 ซึ่งเมื่อว่าด้วยองค์ธรรมที่เป็นเจตสิก ก็คือเจตสิก 8 ดวงที่เป็นวิรตินั่นเอง
(2) อัปปมัญญา เมื่อเป็นฌาน เมตตาฌาน=อโทสเจตสิก ก็จะมีเวทนาเป็นสุขเวทนา อุเบกขาฌาน=ตัตรมัชฌัตตตาเจตสิก ก็จะมีเวทนาเป็นอุเบกขาเวทนา สำเร็จตามสถานภาพของเจตสิกนั่นเอง
3. ปัญญา=ปัญญินทรีย์เจตสิก มีอาการที่เป็นไป 2 อาการ คือ
(1) เมื่อเป็นไปตามสถานะที่เกื้อกัน ปัญญาที่เกิดจากการฟัง (สุตะ) เป็นปัจจัยให้เกิดความเข้าใจ(จินตา) ความเข้าใจเป็นปัจจัยให้เกิดการเข้าถึง(ภาวนา)
(2) เมื่อเป็นไปตามความสำเร็จที่ได้มา ปัญญาที่สำเร็จจากการฟัง(สุตมยปัญญา=การเล่าเรียนจากผู้อื่น) ปัญญาที่สำเร็จจากการเรียนรู้เอง(จินตามยปัญญา) ปัญญาที่สำเร็จจากความเจริญก้าวหน้า(ภาวนามยปัญญา)
ดังนั้นความเหมือนกันและความต่างกันแห่งปัญญากับญาณจึงรู้ได้จากปริบทเนื้อหาโดยนัยเกื้อกัน และนัยความสำเร็จนั่นแล
(สาระปริบทเนื้อหาที่ส่องสว่างให้ทราบความเหมือนกันและความต่างกันแห่งปัญญาและญาณ จากคัมภีร์นิสสยะอักษรปัลลวะ)

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ