ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ
ปฏิจจสมุปปาทกถา
-------------------
[๕๗๐] เพราะเหตุที่ในธรรมทั้งหลายที่เป็นภูมิแห่งปัญญานี้ ท่านกล่าวไว้ว่า "ธรรมทั้งหลาย ต่างโดยขันธ์ อายตนะ ธาตุ อินทรีย์ สัจจะ และปฏิจจสมุปบาทเป็นอาทิ เป็นภูมิ (แห่งปัญญา)" ดังนี้ ปฏิจจสมุปบาทและปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย ที่รวมเข้าไว้ด้วยอาทิศัพท์ยังเหลืออยู่ (ยังมิได้พรรณนา) เพราะเหตุนั้น บัดนี้จึงถึงลำดับแห่งการสังวรรณนาปฏิจจสมุปบาทและปฏิจจสมุปปันนธรรมนั้น
ในธรรมสองอย่างนั้น ธรรมทั้งหลายมีอวิชชาเป็นต้น พึงทราบว่า ชื่อปฏิจจสมุปบาท เป็นอันดับแรก จริงอยู่ คำนี้พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า "ภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิจจสมุปบาทเป็นอย่างไร ภิกษุทั้งหลาย
- สังขารทั้งหลาย มี เพราะปัจจัยคือ อวิชชา
- วิญญาณ มี เพราะปัจจัยคือ สังขาร
- นามรูป มี เพราะปัจจัยคือ วิญญาณ
- สฬายตนะ มี เพราะปัจจัยคือ นามรูป
- ผัสสะ มี เพราะปัจจัยคือ สฬายตนะ
- เวทนา มี เพราะปัจจัยคือ ผัสสะ
- ตัณหา มี เพราะปัจจัยคือ เวทนา
- อุปาทาน มี เพราะปัจจัยคือ ตัณหา
- ภพ มี เพราะปัจจัยคือ อุปาทาน
- ชาติ มี เพราะปัจจัยคือ ภพ
- ชรามรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส อุปายาส มี เพราะปัจจัยคือ ชาติ
----------------------
น. ๘๖๔ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมมีดังนี้ ภิกษุทั้งหลายนี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท"(1)
ส่วนธรรมทั้งหลายมีชรามรณะเป็นต้น พึงทราบว่าชื่อว่า ปฏิจจสมุปปันนธรรม จริงอยู่ คำนี้พระผู้มีพระภาคก็ได้ตรัสไว้ว่า "ภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย เป็นอย่างไร ภิกษุทั้งหลาย ชรามรณะ เป็นธรรมไม่เที่ยง เป็นธรรมที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น เป็นปฏิจจสมุปปันนธรรม (อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น) เป็นธรรมมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา ภิกษุทั้งหลาย ชาติ ฯลฯ ภพ อุปาทาน ตัณหา เวทนา ผัสสะ สฬายตนะ นามรูป วิญญาณ สังขาร อวิชชา เป็นธรรมไม่เที่ยง เป็นธรรมที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น เป็นปฏิจจสมุปปันนธรรม (อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น) เป็นธรรมมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา ภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้ เรียกว่า ปฏิจจสมุปปันนธรรม"*(2) ดังนี้
ความหมายของคำว่าปฏิจจสมุปบาท
[๕๗๑] ส่วนความ (ต่อไป) นี้ เป็นความหมายสังเขปในปฏิจจสมุปบาทและปฏิจจสมุปปันนธรรมนั้น
ธรรมที่เป็นปัจจัยทั้งหลาย พึงทราบว่าชื่อว่า "ปฏิจจสมุปบาท" ธรรมที่เกิดเพราะปัจจัยทั้งหลายนั้นๆ พึงทราบว่า ชื่อว่า "ปฏิจจสมุปปันนธรรม" หากมีคำถามว่า "ข้อนี้จะพึงทราบได้อย่างไร ?" พึงแก้ว่า "ทราบได้โดยพระดำรัสของพระผู้มีพระภาค" จริงอยู่พระผู้มีพระภาค เมื่อทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทในพระสูตรอันว่าด้วยการแสดงปฏิจจสมุปบาทและปฏิจจสมุปปันนธรรมไว้ดังนี้ว่า "ภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิจจสมฺมุปบาทเป็นอย่างไร ภิกษุทั้งหลาย ชรามรณะมีเพราะปัจจัยคือชาติ เพราะความเกิดขึ้นแห่งพระตถาคตทั้งหลายก็ตาม เพราะความไม่เกิดขึ้นแห่งพระตถาคตทั้งหลายก็ตาม ธาตุอันนั้น ธัมมฐิตตา (ความตั้งอยู่เป็นธรรมดา) อันนั้น ธัมมนิยามตา (ความแน่นอนแห่งธรรมดา) อันนั้น อิทัปปัจจยตา (ความที่สิ่งนี้เป็นปัจจัยของสิ่งนี้) อันนั้น ก็คงตัว
-----------------
(1) สํ.นิ. (ไทย) ๑๖/๑/๑-๒
(2) ดูเทียบ สํ. นิ. (ไทย) ๑๖/๒๐/๓๔-๓๕
-----------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๘๖๕
อยู่นั่น ตถาคตมารู้ถึงธาตุอันนั้นเข้า ครั้นรู้ถึงเข้าแล้วจึงบอก จึงแสดง จึงบัญญัติแต่งตั้ง เปิดเผย จำแนกออก ทำให้ง่ายขึ้น ท่านทั้งหลายจงดูเถิด" ดังนี้เป็นตัน และตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ชรามรณะ มีเพราะปัจจัยคือชาติ ชาติมีเพราะปัจจัยคือภพ ฯลฯ สังขารทั้งหลายมีเพราะปัจจัยคืออวิชชา เพราะความเกิดขึ้นแห่งพระตถาคตทั้งหลายก็ตาม เพราะความไม่เกิดขึ้นแห่งพระตถาคตทั้งหลายก็ตาม ฯลฯ จำแนกออกทำให้ง่ายขึ้น ท่านทั้งหลายจงดูเถิด" และตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีเพราะปัจจัยคืออวิชชา ตถตา (ความมีเพราะปัจจัยอย่างนั้น) อย่างนี้แลอันใด อวิตถฺตา (ความไม่มีที่จะไม่มีเพราะปัจจัยอย่างนั้น) อย่างนี้ แลอันใด อนัญญถตา (ความไม่มีธรรมอื่นเพราะปัจจัยอื่นอย่างนี้แลอันใด อิทัปปัจจยตา (ความที่สิ่งนี้เป็นปัจจัยของ สิ่งนี้) อย่างนี้แล อันใด ในธรรมนั้น อันนี้เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท" ดังนี้เป็นต้น"(1)
[๕๗๒] เมื่อทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทอย่างนี้ ก็เป็นอันตรัสธรรมที่เป็นปัจจัยทั้งหลายนั่นเองว่า เป็นปฏิจจสมุปบาท โดยคำทั้งหลายที่เป็นไวพจน์(ของปฏิจจสมุปบาท) มีตถตาเป็นต้น เพราะเหตุนั้น ปฏิจจสมุปบาท บัณฑิตพึงทราบว่า -
- มีความเป็นปัจจัยแห่งธรรมทั้งหลายมีชรามรณะเป็นต้นเป็นลักษณะ
- มีการผูกพันทุกข์ไว้เป็นรส
- มีความเป็นทางผิดเป็นปัจจุปัฏฐาน
ก็แลปฏิจจสมุปบาทนี้นั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกว่า ตถตา (ความมีเพราะปัจจัยอย่างนั้น) เพราะความมีขึ้นแห่งธรรมนั้นๆ ก็เพราะปัจจัยทั้งหลายนั้น ๆ อันไม่ขาดไม่เกินนั่นเทียว ตรัสเรียกว่า อวิตถตา (ความไม่มีที่จะไม่มี เพราะปัจจัยอย่างนั้น) ก็เพราะเมื่อปัจจัยทั้งหลายถึงความพร้อมกันเข้าแล้ว เป็นไม่มีละที่ธรรมทั้งหลายอันเกิดเพราะปัจจัยนั้นจะไม่มีขึ้นแม้แต่ครู่หนึ่งตรัสเรียกว่า อนัญญถตา (ความไม่มีธรรมอื่นเพราะปัจจัยอื่น) ก็เพราะธรรม (ที่เป็นผล) อย่างหนึ่งไม่เกิดขึ้นเพราะปัจจัยของธรรม (ที่เป็นผล) อีกอย่างหนึ่ง ตรัสเรียกว่า อิทัปปัจจยตา (ความที่สิ่งนี้เป็นปัจจัยของสิ่งนั้น) ก็เพราะความเป็นปัจจัยหรือเพราะเป็นประชุมแห่งปัจจัยของธรรม (ที่เป็นผล) ทั้งหลายมีชรามรณะเป็นอาทิตามที่กล่าวมาแล้วนั้น
-------------------------
(1) สํ.นิ. (ไทย) ๑๖/๒๐/๓๔-๓๕
-------------------------
น. ๘๖๖ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
แก้อิทัปปัจจยตา
[๕๗๓] (ต่อไป) นี้เป็นความหมายแห่งคำในคำอิทัปปัจจยตานั้น ธรรมทั้งหลายใดเป็นปัจจัยของธรรมเหล่านี้ ธรรมทั้งหลายนั้นชื่อว่า อิทัปปัจจยา, อิทัปปัจจยตา ก็ อิทัปปัจจยา นั่นเอง นัยหนึ่ง ประชุมแห่งอิทัปปัจจยา ชื่อว่า อิทัปปัจจยตา ก็แลลักษณะในคำว่า อิทัปปัจจยตา นี้ พึงค้นดูจากศัพทศาสตร์เถิด
ค้านความหมายปฏิจจสมุปบาทในลัทธิเดียรถีย์
[๕๗๔] เจ้าลัทธิบางพวกกล่าวกิริยาเพียงแต่ความเกิดขึ้น (เฉย ๆ ไม่มีเหตุ) ว่าเป็นปฏิจจสมุปบาท โดยนัยดังนี้ว่า "ความอิง (สิ่งต่างๆ) เกิดขึ้น และเกิดขึ้นอย่างถูกต้องด้วย (โดย) ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุ เช่นความเกิดแห่งปกติ (ประพฤติมูลเดิม) และปุริส (อาตมัน) เป็นต้น ซึ่งเดียรถีย์กำหนดขึ้น ชื่อว่าปฏิจจสมุปบาท" คำของเจ้าลัทธินั้นไม่ชอบ เพราะอะไร ? เพราะไม่มีพระสูตร (อ้าง) เพราะผิดต่อพระสูตรเพราะไม่เกิดความลึกซึ้งและนัย และเพราะเป็นสัททเภท (ศัพท์แตก) ด้วยไม่มีพระสูตรอ้างและผิดต่อพระสูตร
จริงอยู่ พระสูตรว่า "กิริยาเพียงแต่ความเกิดขึ้น (ไม่มีเหตุ) ชื่อว่าปฏิจจสมุปบาท" ดังนี้หามีไม่ และความผิดต่อปเทสวิหารสูตร (พระสูตรที่กล่าวถึงปเทสวิหารธรรม) ก็ต้อง (มี) แก่ผู้ที่กล่าวว่ากิริยาเพียงแต่ความเกิดขึ้นนั้นชื่อว่าปฏิจจสมุปบาทเป็นปฐมาภิสัมพุทธวิหาร (วิหารธรรมเมื่อแรกตรัสรู้) แห่งพระผู้มีพระภาค โดยพระบาลีว่า "ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาททั้งอนุโลมและปฏิโลมตลอดปฐมยามแห่งราตรี" ดังนี้*(1) เป็นอาทิ อนึ่ง วิหารธรรมเป็นส่วนหนึ่งแห่งปฏิจจสมุปบาทนั้น ชื่อว่าปเทสวิหารธรรม ดังที่ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย เรานั้นแรกตรัสรู้ พักผ่อนอยู่ด้วยวิหารธรรมใด เราพักผ่อนอยู่แล้วด้วยปเทส (ส่วนหนึ่ง)แห่งวิหารธรรม นั้น" ก็แลพระผู้มีพระภาคทรงพักผ่อนอยู่ในปเทสวิหารธรรมนั้น ก็โดยทรง (พิจารณา) ดูปัจจยาการ (อาการแห่งปัจจยธรรม) หาใช่ทรง (พิจารณา) ดูกิริยา
---------------------
(1) วิมหา. (ไทย) ๔/๑/๑
--------------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๘๖๗
สักว่าความเกิดขึ้นไม่แล ดังที่ตรัสว่า "เรานั้นรู้ทั่วถึงอย่างนี้ว่า ความเสวยอารมณ์ มีเพราะปัจจัย คือมิจฉาทิฏฐิก็มีความเสวยอารมณ์มีเพราะปัจจัย คือสัมมาทิฏฐิก็มีความเสวยอารมณ์มีเพราะปัจจัยคือมิจฉาสังกัปปะก็มี" ดังนี้เป็นต้น"(1) คำพระบาลีทั้งปวงบัณฑิตพึง (นำมากล่าว) ให้พิสดารเถิด ความผิดต่อปเทสวิหารสูตร ต้อง (มี)แก่ผู้กล่าวว่ากิริยาเพียงแต่ความเกิดขึ้น ชื่อว่าปฏิจจสมุปบาท ด้วยประการฉะนี้
นัยเดียวกัน ผิดต่อกัจจานสูตรด้วย จริงอยู่ แม้ในกัจจานสูตรก็กล่าวว่า "กัจจานะ อนึ่ง เมื่อบุคคลเห็นโลกสมุทัย (เหตุเกิดขึ้นแห่งโลก) ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงอยู่ นัตถิตา (ความเห็นว่าไม่มี เห็นว่าขาดสูญ) อันใดในโลก นัตถิตาอันนั้นย่อมไม่มี" ดังนี้"(2) ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายอนุโลม ชื่อว่าโลกสมุทัย เพราะเป็นปัจจัยแห่งโลกเพราะฉะนั้น ปฏิจจสมุปบาทฝ่ายอนุโลมนั้น จึงเป็นธรรมที่ทรงประกาศเพื่อถอนอุจเฉททิฏฐิ มิใช่ทรงประกาศกิริยาเพียงแต่ความเกิดขึ้น (เฉย ๆ) เหตุว่าความถอนอุจเฉททิฏฐิจะมีขึ้นด้วยการ (พิจารณา) เห็นแต่เพียงความเกิดขึ้นหาได้ไม่ แต่ย่อมมีได้ด้วยการ (พิจารณา)เห็นความสืบต่อกันแห่งปัจจัย เพราะความสืบต่อแห่งผล ย่อมมีในเพราะความสืบต่อแห่งปัจจัยแล แม้ความผิดต่อกัจจานสูตรก็ต้อง (มี)แก่ผู้กล่าวว่า "กิริยาเพียงแต่ความเกิดขึ้น ชื่อว่า ปฏิจจสมุปบาท" ด้วยประการฉะนี้ไม่เกิดความลึกซึ้งและนัย
ข้อว่า "เพราะไม่เกิดความลึกซึ้งและนัย" ความว่า ก็แลคำนี้พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า "อานนท์ ปฏิจจสมุปบาทนี้เป็นธรรมลึกซึ้งทั้งอาการที่ปรากฏก็ลึกด้วย"ดังนี้"(3) ก็อันความลึกซึ้ง (แห่งปฏิจจสมุปบาทนั้น) มี ๔ ประการ ข้าพเจ้าทั้งหลายจักพรรณนาความลึกซึ้งนั้นข้างหน้า ความลึกซึ้งนั้นหามีในกิริยาเพียงแต่ความเกิดขึ้นไม่
อนึ่ง บัณฑิตทั้งหลายพรรณนาปฏิจจสมุปบาทนั้นไว้ให้ประดับด้วยนัย ๔ ประการ แม้นัยทั้ง ๔ นั้น ก็หามีในกิริยาเพียงแต่ความเกิดขึ้นไม่
---------------
(1) สํ.มหา. (ไทย) ๑๙/ ๑๒/๑๗
(2) สํ.นิ. (ไทย) ๑๖/๑๕/๒๔
(3) ที.ม. ๑๐/๙๕/๕๗, สํ.นิ. ๑๖/๖๐/๑๑๓
----------------
น. ๘๖๘ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
กิริยาเพียงแต่ความเกิดขึ้นไม่เป็นปฏิจจสมุปบาท เพราะไม่เกิดความลึกซึ้งและ นัย ดังกล่าวมาฉะนี้ ประการ ๑ เป็นสัททเภท
[๕๗๕] ข้อว่า เพราะเป็นสัททเภท (ประเภทแห่งศัพท์) ความว่า ก็แล ปฏิจฺจ ศัพท์นี้ เพราะกัตตาเสมอกัน (คือหากมีกัตตาเดียวกันกับอุปปาท) ประกอบไว้ในบุพกาล(คือใช้เป็นบุพกาลกิริยา) จึงทำความสำเร็จแห่งอรรถได้ (คือได้ความเป็นภาษา)เช่นกับพากย์นี้ว่า "จกฺขุญฺจ ปฏิจฺจ รูเป จ อุปฺปชฺชติ จกฺขุวิญฺญาณิ" จักขุวิญญาณย่อมอาศัยจักษุและรูปเกิดขึ้น"(1) แต่ในคำของเกจิอาจารย์นี้ ปฏิจจศัพท์นั้นประกอบเข้ากับอุปปาทศัพท์อันเป็นภาวสาธนะ (คือ แปลว่าความเกิดขึ้น) จึงถึงซึ่งความเป็นสัททเภท เพราะไม่มีกัตตาเสมอกัน และไม่ยังอรรถอะไร ๆ ให้สำเร็จด้วย เพราะฉะนั้นกิริยาเพียงแต่ความเกิดขึ้นจึงไม่เป็นปฏิจจสมุปบาท เพราะเป็นสัททเภทประการ ๑ ฉะนี้
ในข้อนั้น พึงมีคำแย้งว่า "พวกข้าพเจ้าจักประกอบเข้ากับ โหติ ศัพท์ว่า "ปฏิจจสมฺปฺปาโท โหติ" ดังนี้ก็ได้ คำแก้พึงมีว่า "คำนั้นก็ไม่ชอบ เพราะอะไร ? เพราะไม่มีความที่ควรประกอบประการ ๑ (เพราะโทษคือต้องกลายเป็นความว่า) ความเกิดขึ้นแห่งความเกิดขึ้นไปประการ ๑ ด้วยว่าในบททั้งหลายเหล่านี้คือ "ปฏิจฺจสมุปฺปาทํ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ กตโม จ ภิกฺขเว ปฏิจฺจสมุปฺปาโท ฯเปฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเวปฏิจฺจสมุปฺปาโท" (ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงปฏิจจสมุปบาทแก่ท่านทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลาย ก็แลปฏิจจสมฺปบาทเป็นอย่างไร ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย นี่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท)โหติ ศัพท์ ก็ไม่ถึงซึ่งความควรประกอบเข้ากับบท (ไหน) แม้แต่บทเดียว ทั้งไม่เป็นความเกิดขึ้นด้วย (เพราะไม่ประกอบด้วยลักษณะแห่งความเกิด) ถ้าหากเป็น ก็จะต้อง(กลายเป็น) ความเกิดขึ้นแห่งความเกิดขึ้นไปอีกประการ ๑
[๕๗๖] แม้อาจารย์เหล่าใดสำคัญเอาว่า "ภาวะแห่งอิทัปปัจจยธรรมทั้งหลาย ชื่ออิทัปปัจจยตาและอันภาวะ (นั้น) ก็ได้แก่อาการที่เป็นเหตุแห่งปัจจยธรรมทั้งหลายมีอวิชชาเป็นอาทิ ในเพราะความปรากฎขึ้นแห่งสังขาร (สิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้น) เป็นต้น
----------------------
(1) สํ.นิ. (ไทย) ๑๖/๔๓/๘๘
----------------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๘๖๙
และชื่อว่าปฏิจจสมุปบาท (นั้นเล่าก็มีขึ้น)ในเพราะความมีแปลกๆ แห่งสังขารนั้นแหละ" ดังนี้ ความสำคัญเอาแห่งอาจารย์เหล่านั้นก็ไม่ชอบ เพราะอะไร เพราะกล่าวเหตุของปัจจยธรรมทั้งหลายมีอวิชชา เป็นต้น ที่จริงปัจจยธรรมทั้งหลายมีอวิชชาเป็นต้นนั่นเอง พระผู้มีพระภาคตรัสว่าเป็นตัวเหตุโดยนัยพระสูตรว่า "เพราะเหตุนั้นนั่นแลอานนท์ สิ่งนั้นแลเป็นเหตุ สิ่งนั้นเป็นนิทาน สิ่งนั้นเป็นสมุทัย สิ่งนั้นเป็นปัจจัยแห่งชรามรณะ สิ่งนี้คืออะไร คือชาติ ฯลฯ สิ่งนั้นเป็นเหตุแห่งสังขารทั้งหลาย สิ่งนี้คืออะไรคืออวิชชา"*(1) ดังนี้ หาใช่ความมีแปลกๆ แห่งสังขารเป็นต้นนั้น (เป็นปฏิจจสมุปบาท) ไม่ เพราะเหตุนั้น พึงทราบเถิดว่าปัจจยธรรมทั้งหลาย (นั้นแหละ) ชื่อว่าปฏิจจสมุปบาท คำนั้นที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ดังนี้ คำนั้นพึงทราบว่าเป็นคำกล่าวชอบแล้ว
[๕๗๓] ส่วนความเข้าใจอันใด เกิดขึ้นในบทปฏิจจสมุปบาทนั้นว่า ความเกิดขึ้นนี่เองเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท (ไม่ใช่เหตุ) ด้วยฉายาแห่งพยัญชนะว่า ปฏิจจสมุปบาท นี้ความเข้าใจอันนั้น อาจารย์ทั้งหลายพึ่งถือเอาอรรถแห่งบทนี้ โดยนัยที่กล่าวแล้วนั้นแล้วระงับเสียเถิด ด้วยว่า :
ในกลุ่ม (ปัจจยุปบัน) ธรรมอันเป็นไปเพราะกลุ่มปัจจยธรรม
นั้น คำ (ปฏิจจสมุปบาท) นี้ (ท่านประสงค์) โดยส่วน ๒
(คือทั้งส่วนผลและส่วนเหตุ) เหตุใด เพราะเหตุนั้น (แม้)
ปัจจัยแห่งกลุ่มธรรมนั้น พระผู้มีพระภาคก็ตรัสเรียกว่า
ปฏิจจสมุปบาท โดยอุปจาร (คือโวหาร) แห่งผล
จริงอยู่ กลุ่มธรรม (ปัจจัยที่เป็นผล) อันเป็นไป (คือเกิดขึ้น) เพราะกลุ่มปัจจัยอันนี้ใด ในกลุ่มธรรมนั้น บัณฑิตทั้งหลายประสงค์เอาคำว่า "ปฏิจจสมุปบาท" นี้เป็น ๒ ส่วน
ขยาย ความว่า :-
ปฏิจจสมุปบาทส่วนผล
กลุ่มธรรมนั้น อันบัณฑิตอาศัย (ดำเนินญาณ) อยู่ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์และเพื่อความสุข (ที่เป็นโลกุตตระ) เหตุใด เพราะเหตุนั้น กลุ่มธรรมนั้นจึงชื่อปฏิจจะ
------------------------
(1) ดูเทียบ สํ.นิ. (ไทย) ๑๖/๑/๑-๓
-----------------------
น. ๘๗๐ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
เพราะเป็นธรรมที่อิงอาศัย(ปัจจัยธรรมเกิด) และกลุ่มธรรมนั้นก็ชื่อสมุปบาท เหตุว่าเมื่อเกิดขึ้นย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยธรรมที่เป็นปัจจัย (เกิดขึ้น) โดยชอบ เพราะมิได้เกิดขึ้นทีละอย่าง ทั้งมิได้เกิดขึ้นโดยหาเหตุมิได้ด้วย เหตุฉะนั้น กลุ่มนั้นจึงชื่อปฏิจจสมุปบาท เพราะเป็นธรรมที่อิงอาศัย(ปัจจัยธรรม)ด้วย เกิดขึ้นด้วยกันและโดยชอบด้วย โดยนัยดังกล่าวมาฉะนี้ อีกนัยหนึ่งกลุ่มธรรม (ที่เป็นผล) ชื่อสมุปบาทเพราะเกิดขึ้นด้วยกัน อนึ่ง กลุ่มธรรมนั้นอาศัย คือไม่ปฏิเสธความพร้อมเพรียงแห่งปัจจัยเกิดขึ้น เหตุฉะนี้ กลุ่มธรรมนั้นจึงชื่อว่าปฏิจจสมุปบาท เพราะกลุ่มธรรมนั้นอาศัย (ปัจจัย) ด้วย เกิดขึ้นด้วยกันด้วย ดังกล่าวมาฉะนี้ อีกนัยหนึ่ง
ปฏิจจสมุปบาทส่วนเหตุ
ส่วนว่ากลุ่มเหตุนี้เล่า ก็เป็นปัจจัยของกลุ่มธรรมนั้น เหตุนี้ กลุ่มเหตุนั้นจึงได้ชื่อว่า ตัปปัจจยะ เพราะความที่กลุ่มเหตุเป็นตัปปัจจยะ (นั่นแล) แม้กลุ่มเหตุนี้ บัณฑิตก็พึงทราบเถิดว่า พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกว่าปฏิจจสมุปบาทเหมือนกันโดยโวหารแห่งผล ดังเช่น ในทางโลก ก้อนน้ำอ้อยอันเป็นปัจจัยแห่งเสมหะ เขาเรียกกันเสียว่าก้อนเสมหะ และเหมือนอย่างในทางศาสนา ความเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งความสุข ท่านก็กล่าวเสียว่า ความเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายอันเป็นปัจจัยแห่งความสุข ฉะนั้น
[๕๗๘] อีกนัยหนึ่ง
กลุ่มเหตุนี้เรียกว่าปฏิจจะ เพราะอรรถว่า ถึงเฉพาะหน้า
กัน และกลุ่มเหตุนั้นเรียกว่าสมุปบาทด้วย เพราะอรรถว่า
ยังธรรมทั้งหลายที่ไปด้วยกันให้เกิด
จริงอยู่ กลุ่มเหตุของความปรากฏ (เกิดขึ้น แห่งธรรมทั้งหลายมีสังขารเป็นอาทิ ที่ทรงแสดงไว้โดยหัวข้อเหตุเป็นข้อๆ มีอวิชชาเป็นต้นนั้นใด กลุ่มเหตุนั้นเรียกว่า "ปฏิจจะ" เพราะทำอรรถวิเคราะห์ว่า บรรดาปัจจยธรรมที่เป็นองค์แห่งความรวมกลุ่มต่างถึงเฉพาะหน้ากันและกัน คือไปพบหน้ากันและกัน (หมด) โดยอรรถว่า (ร่วมกัน)ยังผลทั่วไปให้สำเร็จ และโดยอรรถว่าไม่มี (ผลอะไร) ขาดตกบกพร่องไป (และ) กลุ่มเหตุนี้นั้นยังธรรมทั้งหลายที่ไปด้วยกัน คือธรรมที่มีความเป็นไปไม่แยกกันและ
----------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๘๗๑
กันนั่นแลให้เกิดขึ้น เพราะฉะนี้ กลุ่มเหตุนั้นจึงเรียกว่า "สมุปบาท" ด้วย (ดังนี้) กลุ่มเหตุจึงได้ชื่อว่าปฏิจจสมุปบาทเพราะกลุ่มเหตุนั้นถึงเฉพาะหน้ากันด้วย ยังธรรมที่ไปด้วยกันให้เกิดด้วย ดังกล่าวมาฉะนี้
[๕๗๙] อีกนัยหนึ่ง
นัยอื่นอีกยังมี กลุ่มปัจจัยนี้อาศัยกันและกัน (เป็นเหตุ
ร่วม) ยังธรรมทั้งหลาย (ที่เป็นผลของตน) ให้เกิดขึ้น
เสมอกันและด้วยกัน เหตุใด แม้เพราะเหตุนั้นกลุ่มปัจจัยนี้
พระมุนีเจ้าจึงตรัสไว้ในบทปฏิจจสมุปบาทนี้ด้วยเหมือนกัน
จริงอยู่ ในปัจจัยทั้งหลายที่ทรงแสดงไว้ด้วยหัวข้อมีอวิชซาเป็นต้น ปัจจัยเหล่าใด ยังธรรมมีสังขารเป็นต้นให้เกิดขึ้น ปัจจัยเหล่านั้นหาใช่ไม่อาศัยกันและกัน (เป็นเหตุร่วม)เมื่อขาดกันและกันไปเสีย จะสามารถยังธรรมมีสังขารเป็นต้นนั้นให้เกิดขึ้นได้เลยไม่เพราะฉะนั้น กลุ่มปัจจัยนี้พระมุนีเจ้าผู้ฉลาดในโวหารตามทำนองความว่า "กลุ่มปัจจัยนี้อาศัย (กันและกันเป็นเหตุร่วม) ยังธรมทั้งหลายให้เกิดขึ้นโดยเสมอกันและด้วยกัน คือมิใช่ (ให้เกิดขึ้น) เป็น ส่วนๆ ทั้งมิใช่ (ให้เกิดขึ้น) โดยเป็นก่อนและหลัง" ดังนี้ จึงตรัสไว้ในบทปฏิจจสมุปบาทนี้ด้วยเหมือนกัน หมายความว่าตรัสว่าเป็นปฏิจจสมุปบาทด้วยนั่นเอง
ปฏิจจสมุปบาทเป็นมัชฌิมาปฏิปทา
[๕๘๐] ก็แล พระมุนีเจ้านั้น เมื่อตรัสอย่างนี้ เป็นอันทรงแสดง
ความไม่เป็นสัสสตวาทะเป็นต้น ด้วยบทหน้า และทรง
แสดงความแย้งต่ออุจเฉทวาทะเป็นอาทิด้วยบทหลัง ทรง
แสดงความถูกต้องด้วยบททั้งสอง
อรรถาธิบายแห่งคำประพันธ์นี้ว่า คำว่า "ด้วยบทหน้า" เป็นต้น ความว่า ความเป็น สัสสตวาทะ เป็นต้น ซึ่งแยกออกไปเป็นสัสสตวาทะ (กล่าวว่าอัตตาและโลกเที่ยงไม่สูญ ตายแล้วเกิด) อเหตุกวาทะ (กล่าวว่าเหตุปัจจัยแห่งความเศร้าหมอง และความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลายไม่มี แล้วแต่โชคเคราะห์) วิสมเหตุวาทะ (กล่าวว่าโลกเป็นไป)
--------------------
น. ๘๗๒ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
ด้วยอำนาจเหตุไม่เสมอกัน คือด้วยอำนาจประกฤต อณ และกาลเป็นต้น) วสวัตติวาทะ (กล่าวว่ามีพระอิศวร อาตมัน หรือพระปชาบดี คือพรหมเป็นผู้ครอบงำสัตว์ไว้ในอำนาจคือเป็นผู้บันดาล) เป็นต้น อันทรงแสดงด้วยบทปฏิจจะ ซึ่งส่องความพร้อมเพรียงแห่งปัจจัย เพราะปวัตติธรรม (ธรรมฝ่ายปวัตติ หมุนไป) มีความเป็นไปเนื่องอยู่ในความพร้อมเพรียงแห่งปัจจัย จริงอยู่ ประโยชน์อะไรด้วยความพร้อมเพียงแห่งปัจจัยเล่า สำหรับสิ่งที่ป็นสัสสตะเป็นต้น หรือสำหรับสิ่งที่เป็นไปด้วยอำนาจอเหตุเป็นต้น
คำว่า "และด้วยบทหลัง" เป็นต้น ความว่า อุจเฉทวาทะ (กล่าวว่าตายแล้วสูญ) นัตถิกวาทะ (กล่าวว่า) อะไรๆ ไม่มี ผลของบุญบาปก็ไม่มี อกิริยวาทะ (กล่าวว่า) ไม่เป็นอันทำคือทำอะไรไม่เป็นกรรม ชื่อว่าถูกปัดออกไป เพราะความเกิดขึ้นแห่งธรรมทั้งหลาย ก็เพราะความพร้อมเพรียงแห่งปัจจัย เหตุนั้นจึงเป็นอันทรงแสดงความแย้งต่ออุจเฉทวาทะเป็นต้นด้วยบท สมุปบาท ซึ่งส่องความเกิดขึ้นแห่งธรรมทั้งหลาย จริงอยู่ในเมื่อธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นแล้วๆ เล่าๆ ด้วยอำนาจแห่งปัจจัยก่อนๆ อยู่ อุจเฉทวาทะ นัตถิกวาทะ และอกิริยวาทะ จักมีแต่ไหนเล่า
คำว่า "ด้วยบททั้งสอง" เป็นต้น ความว่า ความถูกต้องนี้คือ มัชฌิมาปฏิปทา (ทางสายกลาง) ความละเสียซึ่งวาทะว่า "ผู้นั้นทำ ผู้นั้นได้รับผล (คือใครทำใครได้เรื่อยไปไม่มีจบสิ้น)" ความละเสียซึ่งวาทะว่า "คนอื่นทำ คนอื่นได้รับผล (คือคนหนึ่งทำ คนหนึ่งได้)" ความไม่ยึดมั่นในภาษาของท้องถิ่น ความไม่ล่วงเลยเสียซึ่งสมัญญา (คือชื่อคนและสัตว์สิ่งของที่ชาวโลกเรียกรู้กัน) เป็นอันทรงแสดงด้วยคำว่าปฏิจจสมุปบาทหมดทั้งคำ เพราะธรรมนั้นๆ เกิดขึ้นโดยไม่ตัด (คือไม่เว้น ?) ความสืบเนื่องกับความพร้อมเพยงแห่งปัจจัยนั้นๆ นี่เป็นความหมายของคำเพียงแต่ว่า "ปฏิจจสมุปบาท" เท่านั้น
[๕๘๑] ส่วนว่า แบบที่พระผู้มีพระภาค เมื่อทรงแสดงปฏิจจสมุปบาท ได้ทรงวางไว้โดยนัยว่า "อวิชชาปจฺจยา สงฺขารา" สังขารทั้งหลายมีเพราะปัจจัยคืออวิชชาเป็นต้นนี้ใด บัณฑิตเมื่อจะทำสังวรรณนาความแห่งแบบที่ทรงวางไว้นั้น ลงสู่วิภัชชวาทีแล้วไม่กล่าวตู่อาจารย์ทั้งหลาย ไม่ดิ่งลงสู่สกสมัย (คือไม่ยึดแต่ความรู้ฝ่ายตน) ไม่ขึ้นคร่อมปรสมัย (คือไม่ข่มขี่ความรู้ฝ่ายอื่น) ไม่ค้านพระสูตรอนุโลมพระวินัย
------------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๘๗๓
มองดูมหาปเทสไว้ ชี้ข้อธรรม (คือพระบาลี ได้ (ถูกต้อง) ถือเอาอรรถ (คือความอธิบายแห่งพระบาลีนั้น) ได้ (ไม่ผิด) และยักเยื้องอรรถนั้นนั่นแหละ อธิบายไปโดยบรรยายอื่นอีกก็ได้ (ดังนี้) จึงควรทำอรรถสังวรรณนาได้ อนึ่งเล่า โดยปกติ อรรถสังวรรณนาแห่งปฏิจจสมุปบาทก็ทำยากอยู่แล้ว ดังโบราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่า:-
ธรรม ๔ ประการ คือสัตยะ สัตวะ ปฏิสนธิและปัจจยาการ
นี่แหละ เป็นธรรมที่เห็นได้ยาก ทั้งยากที่จะแสดงด้วย
ดังนี้ เหตุใด เพราะเหตุนั้น การสังวรรณนาความแห่งปฏิจจสมุปบาท อันใครๆ เว้นเสียแต่ท่านผู้สำเร็จ อาคม (คือพระปริยัติ) และอธิคม (คือมรรคผล) จะทำได้มิใช่ง่าย เหตุดังนี้ ข้าพเจ้าชั่งใจดูแล้ว
บัดนี้ ใคร่จะกล่าวพรรณนาปัจจยาการ (ทั้งๆ ที่) ยังไม่ได้ (นัยอันเป็น) ที่ตั้ง (ที่อาศัย ด้วยกำลังปัญญาตน) ดังก้าวลงสู่สาครยังไม่ได้ที่เหยียบยัน ฉะนั้น ก็แต่ว่า คำสอนข้อนี้เป็นคำสอนที่ประดับประดาไปด้วยนัยเทศนาเป็นนานา (วิธี) ทั้งแนวทาง (พรรณนาคืออรรถกถา) ของท่านบุรพาจารย์เล่าก็ยังไม่ขาดสาย เป็นไปอยู่ (จนทุกวันนี้) เหตุใด เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจักอาศัยนัยทั้งสองนั้นลงมือพรรณนาความแห่งปฏิจจสมุปบาทนั้น (ดู) ขอท่านทั้งหลายจงตั้งใจฟังคำพรรณนานั้นเถิด ด้วยพระบุรพาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่า ผู้ใดผู้หนึ่งหาก สนใจฟังข้าพเจ้า จะพึงได้รับคุณ (คือความรู้ วิเศษอันมีอยู่แต่ต้นไปจนปลาย ครั้นได้รับคุณ (คือความรู้) วิเศษอันมีอยู่แต่ต้นไปจนปลายแล้ว ก็จะพึงลุถึงฐานะ ที่มัจจุราชมองไม่เห็น" ดังนี้
[๕๘๒] ก็แล ในคำพระบาลีปฏิจจสมุปบาทมีคำว่า "อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา" เป็นต้น บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยโดยประเภทแห่งเทศนา โดยอรรถ โดยลักษณะ (เป็นต้น)โดยอย่างต่างๆ มีอย่างเดียวเป็นต้น และโดยกำหนดองค์ทั้งหลายแต่ต้นไปทีเดียว ดังนี้ก่อน
----------------------
น. ๘๗๔ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
วินิจฉัยโดยประเภทแห่งเทศนา
ในบทเหล่านั้น บทว่า "โดยประเภทแห่งเทศนา" มีวินิจฉัยว่า ก็การแสดงปฏิจจสมุปบาทแห่งพระผู้มีพระภาคมี ๔ อย่างคือ-
- ทรงแสดงตั้งแต่ต้นไปถึงปลายบ้าง
- ทรงแสดงแต่ปลายมาถึงต้นบ้าง
- ทรงแสดงตั้งแต่กลางไปจนถึงปลายบ้าง นัยเดียวกันนั้น
- แต่กลางมาถึงตันบ้าง ดุจการ (ซัก) เอาเถาวัลย์แห่งคนหาเถาวัลย์ ๔ คนฉะนั้น
แสดงแต่ต้นถึงปลาย
เหมือนอย่างว่า ในคนหาเถาวัลย์ ๔ คน คนหนึ่งพบโคนเถาวัลย์เข้าก่อน เขาก็ตัดมันที่โคน แล้วชักเอามาจนหมด นำไปใช้งานฉันใด พระผู้มีพระภาคก็ฉันนั้น ทรงแสดงปฏิจจสมุปบาท ตั้งแต่ต้นไปจนปลายว่า "ภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลาย มีเพราะปัจจัยคือ อวิชชา ฯลฯ ซรามรณะมีเพราะปัจจัยคือชาติ" ดังนี้ก็มี(1)
แสดงแต่กลางถึงปลาย
อนึ่ง ในคนพวกนั้น คนหนึ่งพบตอนกลางเถาวัลย์เข้าก่อน ก็ตัดมันตรงกลาง ชักเอาส่วนบนเท่านั้นนำไปใช้งานฉันใด พระผู้มีพระภาคก็ฉันนั้น ทรงแสดง(ปฏิจจสมุปบาท) ตั้งแต่กลางไปถึงปลายว่า "เมื่อกุมารนั้นตั้งหน้ายินดีเวทนานั้นอยู่พร่ำชมเชยเวทนานั้นอยู่ ยึดเวทนานั้นติดอยู่ นันทิ (ความเพลิดเพลิน) ย่อมเกิดขึ้นนันทิในเวทนาทั้งหลายอันใด อันนั้นเป็นอุปาทาน ภพย่อมมีแก่เขา เพราะปัจจัยคืออุปาทาน ชาติย่อมมีเพราะปัจจัยคือภพ" ดังนี้ เป็นต้นก็มี"(2)
แสดงแต่ปลายถึงต้น
อนึ่ง ในคนพวกนั้น คนหนึ่งพบปลายเถาวัลย์เข้าก่อน เขาก็จับมันเข้าที่ปลายและชักเอาหมด จนถึงโคน โดยสาวไปแต่ปลายนั่นแหละนำไปใช้งานฉันใด พระผู้มีพระภาคก็ฉันนั้น ทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทตั้งแต่ปลายไปจนถึงต้นว่า "ก็แลคำที่เรากล่าวว่า ชรามรณะ มีเพราะปัจจัยคือชาติ ดังนี้นี่ ภิกษุทั้งหลาย ชรามรณะมีเพราะปัจจัยคือชาติหรือหนอ หรือว่ามิใช่ หรือว่าความสำคัญของท่านทั้งหลายในข้อนี้มี
-------------------
(1) ม.มู. (ไทย) ๑๒/๔๐๒/๔๓๕, สํ.นิ. (ไทย) ๑๖/๓/๙
(2) ม.มู. (ไทย) ๑๒/๔๐๙/๔๔๕, สํ.ข. ๑๗/๕/๑๗-๑๘
------------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๘๗๕
อย่างไร" (ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า) "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชรามรณะย่อมมีเพราะปัจจัยคือชาติ ความสำคัญของข้าพระองค์ทั้งหลายในข้อนี้มีอย่างนี้ว่า ชรามรณะมีเพราะปัจจัยคือชาติ" (ตรัสต่อไปว่า) "คำที่เรากล่าวว่า ชาติมีเพราะปัจจัยคือภพ ฯลฯ สังขารทั้งหลายมีเพราะปัจจัยคืออวิชชา ดังนี้นี่ ภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีเพราะปัจจัยคืออวิชซาหรือหนอ หรือว่ามิใช่ หรือว่าความสำคัญของท่านทั้งหลายในข้อนี้มีอย่างไร"*(1) ดังนี้เป็นต้นก็มี
แสดงแต่กลางถึงต้น
อนึ่ง ในคนพวกนั้น คนหนึ่งพบตอนกลางเถาวัลย์เข้าก่อนเขาก็ตัดมันตรงกลางแล้วสาวลงไปส่วนล่างจนถึงโคน นำไปใช้งานฉันใด พระผู้มีพระภาค ก็ฉันนั้น ทรงแสดง (ปฏิจจสมุปบาท) เริ่มแต่กลางไปถึงต้นว่า "ภิกษุทั้งหลาย ก็แลอาหาร ๔ นี้มีอะไรเป็นต้นเหตุ มีอะไรเป็นสมุทัย มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด ? อาหาร ๔ นี้มีตัณหาเป็นต้นเหตุ มีตัณหาเป็นสมุทัย มีตัณหาเป็นกำเนิด มีตัณหาเป็นแดนเกิดตัณหามีอะไรเป็นต้นเหตุ เวทนา ผัสสะ สฬายตนะ นามรูป วิญญาณ สังขาร มีอะไรเป็นต้นเหตุ สังขารมีอวิชชาเป็นเหตุ ฯลฯ มีอวิชชาเป็นแดนเกิด"*(2) ดังนี้ก็มีเหตุที่ทรงแสดงเช่นนี้
(๕๘๓) ถามว่า ก็เพราะเหตุไฉนจึงทรงแสดงอย่างนี้ ? แก้ว่า เพราะปฏิจจสมุปบาทเป็นธรรม (สมันตภัทร) มีความงามรอบตัว และเพราะพระองค์เองก็ทรงถึงซึ่ง (เทสนาวิลาส) ความงามใน (กระบวน) เทศนาด้วย จริงอยู่ ปฏิจจสมุปบาทเป็นธรรมมีความงามรอบตัว จึงเป็นไปเพื่อแทงตลอดซึ่งธรรมที่ถูกต้อง เพราะ (กระบวน)เทศนานั้น ๆ โดยแท้ พระผู้มีพระภาคเล่าก็ทรงถึงซึ่งความงามใน (กระบวน) เทศนาเพราะทรงประกอบด้วยพระเวสารัชชญาณ และพระปฏิสัมภิทาญาณ ๔ และเพราะทรงถึงซึ่งพระคัมภีรภาพ ๔ ประการด้วย เพราะทรงถึงซึ่งความงามใน (กระบวน) เทศนา พระองค์จึงทรงแสดงธรรมได้โดยนัยต่างๆ แท้
-------------------
(1) ม.มู. (ไทย) ๑๒/๔o๓/๔๓๖-๔๓๘
(2) สํ.นิ. (ไทย) ๑๖/๑๑/๑๘-๑๙
------------------
น. ๘๗๖ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
แต่ (เมื่อว่า) โดยความแปลกกัน (แห่งเทศนาทั้ง ๔) อนุโลมเทศนา (การแสดงปฏิจจสมุปบาทโดยอนุโลม) ตั้งแต่ต้นไปอันใด อนุโลมเทศนานั้นบัณฑิตพึงทราบว่าเป็นไปแก่พระองค์ผู้ทรงพิจารณาเห็นเวไนยชนซึ่งยังเขลาอยู่ในการจำแนกเหตุแห่งปวัตติ (ความหมุนไป) ตามเหตุทั้งหลายที่เป็นของตนและเพื่อทรงชี้แจงลำดับแห่งความเกิดขึ้นด้วย
ปฏิโลมเทศนา (การแสดงปฏิจจสมุปบาทโดยปฏิโลม) ตั้งแต่ปลายเข้ามาอันใด ปฏิโลมเทศนานั้นพึงทราบว่าเป็นไปแก่พระองค์ผู้ทรงเล็งเห็นสัตว์โลกซึ่งต้องทุกข์ยากโดยนัย (พระพุทธรำพึง) ว่า "สัตวโลกนี้ต้องทุกข์ยากหนอ เกิดอยู่ด้วย แก่อยู่ด้วยตายอยู่ด้วย"(1) ดังนี้เป็นตัน เพื่อทรงชี้แจงเหตุของทุกข์นั้นๆ มีชรามรณะเป็นต้น ซึ่งพระองค์ได้ทรง (ค้นพบตามแนวความตรัสรู้ในตอนแรก (คือแรกตรัสรู้) เทศนาที่เป็นไปตั้งแต่กลางถึงต้นอันใด เทศนานั้นพึงทราบว่าเป็นไปเพื่อทรงชี้แจงซึ่งลำดับแห่งเหตุและผล ตั้งต้นแต่ข้ามอดีตอัทธาเสีย ไปจนถึงอดีตอัทธาอีกตามแนวกำหนดเหตุแห่งอาหาร
ส่วนเทศนาที่ป็นไปเริ่มแต่กลางถึงปลายอันใด เทศนานั้นพึงทราบว่า เป็นไปเพื่อทรงชี้แจงซึ่งธรรมอันจักมีในอนาคตอัทธา (กาลอนาคต) เริ่มแต่ความเกิดขึ้นแห่งธรรมอันเป็นเหตุแห่ง (ผลอันจักมีใน) อนาคตอัทธาในกาลปัจจุบัน (นี้เอง)ในเทศนา (๔) นั้น อนุโลมเทศนาเริ่มแต่ต้นไป เพื่อทรงชี้แจงปวัตติ (ความหมุนไป) ตามเหตุทั้งหลายที่เป็นของตน และเพื่อทรงชี้แจงลำดับแห่งความเกิดขึ้นแก่เวไนยชนผู้ยังเขลาใน (การจำแนก) เหตุแห่งปวัตติ (ความหมุนไป) อันใด อนุโลมเทศนานั้นบัณฑิตพึงทราบว่า เป็นแบบที่ทรงวางไว้ในที่นี้
อวิชชาก็มีเหตุ
(๕๘๔] ถามว่า ก็เพราะเหตุไฉน ในปัจจยาการนี้ อวิชชา พระผู้มีพระภาค จึงตรัสไว้เป็นข้อต้น แม้อวิชชาก็เป็นสิ่งไม่มีเหตุ (แต่) เป็นตัวมูลเหตุของโลก ดังปกติ (ประกฤติ) ของพวกปกติวาที่ด้วยหรือ ? แก้ว่า อวิชชาเป็นสิ่งไม่มีเหตุหามิได้ เพราะ
-------------------
(1) ที.ม. (ไทย) ๑๐/๕๗/๓๑, สํ.นิ. (ไทย) ๑๖/๔/๑๐
--------------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๘๗๗
ว่าเหตุของอวิชชาก็ได้ตรัสไว้ (ในพระบาลี ว่า "อาสวสมุทยา อวิชฺชาสมุทโย ความเกิดขึ้นแห่งอวิชชามีเพราะความเกิดขึ้นแห่งอาสวะ"*(1) ดังนี้ แต่ปริยาย (คือเหตุโดยอ้อม) ซึ่งเป็นมูลเหตุ ให้กล่าวได้ว่าอวิชชาเป็นตัวมูลเหตุก็มีอยู่) ถามว่า ก็ปริยายนั้นคืออะไร ? แก้ว่า คือความที่อวิชชาเป็นสีสะ (เป็นยอดเหตุ) ในวัฏฏกถา (คือพระธรรมเทศนาว่าด้วยวัฏฏะ) จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเมื่อตรัสวัฏฏกถา ย่อมตรัสโดยทรงยกธรรม ๒ ประการเป็นสีสะ คืออวิซชาบ้าง ดังที่ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย เบื้องต้นเบื้องปลายแห่งอวิชชาไม่ปรากฏ หากใครๆ กล่าวว่า ก่อนนี้ อวิชชาไม่มี ดังที่ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย เบื้องตันเบื้องปลายแห่งอวิชชาไม่ปรากฏ หากใครๆ กล่าวว่า ก่อนนี้อวิชชาไม่มี มาภายหลังมันจึงเกิด ดังนี้ไซร้ แต่ที่แท้ อวิชชามี สิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัยก็ปรากฏอยู่"(2) ฉะนี้ ภวตัณหาบ้าง ดังที่ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลายเบื้องต้นเบื้องปลายแห่งภวตัณหาไม่ปรากฏ หากใครๆ กล่าวว่า ก่อนนี้ภวตัณหาไม่มี มาภายหลังมันจึงเกิดดังนี้ไซร้ แต่ที่แท้ภวตัณหามีสิ่งนี้ๆ เป็นปัจจัยให้ จึงได้เกิดขึ้นปรากฏอยู่"(3) ฉะนี้
(๕๘๕] ถามว่า ก็เพราะเหตุอะไร พระผู้มีพระภาคเมื่อตรัสวัฏฏกถา จึงตรัสโดยยกธรรม ๒ ประการนี้เป็นสีสะ ? แก้ว่า เพราะธรรม ๒ ประการนี้ เป็นเหตุพิเศษของกรรมที่เป็นสุคติคามี และทุคติคามี จริงอยู่ อวิชชาเป็นเหตุพิเศษของกรรมที่เป็นทุคติคามี เพราะอะไร เพราะปุถุชนผู้ถูกอวิชชาครอบงำแล้ว ย่อมริทำกรรมที่เป็นทุคติคามีเป็นอเนกประการ มีปาณาติบาตเป็นต้น ซึ่งทั้งไม่มี (อะไร) ที่น่าพอใจเพราะเร่าร้อนด้วยกิเลส ทั้งนำมาซึ่งอนัตถะแก่ตนเอง เพราะทำให้ตกไปสู่ทุคติเหมือนโคที่เขาจะฆ่า ซึ่งถูกความเหนื่อยหอบเพราะถูกลนด้วยไฟและถูกทุบด้วยไม้ค้อนครอบงำแล้ว ย่อมรนดื่มน้ำร้อน (ที่เขาตั้งให้) ซึ่งทั้งไม่อร่อยทั้งนำมาซึ่งความพินาศแก่ตน (ทั้งนี้ก็) เพราะกระสับกระส่ายอยู่ด้วยความเหนื่อยหอบนั้น ฉะนั้นส่วนภวตัณหาเป็นเหตุพิเศษของกรรมที่เป็นสุคติคามีเพราะอะไร เพราะปุถุชนที่ภวตัณหาครอบงำแล้ว ย่อมพยายามทำกรรมอันเป็นสุคติคามีเป็นอเนกประการ มีเว้นจาก ปาณาติบาตเป็นต้น ซึ่งเป็นกรรมมีคุณน่าชื่นใจ เพราะปราศจากความเร่าร้อนด้วยกิเลส และเป็นกรรมที่บรรเทาเสียซึ่งความทุรนทุรายด้วยทุกข์ในทุคติของตน
---------------------
(1) ม.มู. (ไทย) ๑๒/๑๐๓/๙๘
(2) อง. ทสก. ๒๔/๖๑/๑๓๔
(3) อง. ทสก. (ไทย) ๒๔/๖๒/๑๓๗
--------------------
น. ๘๗๘ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
เพราะยังผู้ทำให้ถึงสุคติ ดุจโคมีอาการดังกล่าวแล้วนั้น (ไม่ยอมดื่มน้ำร้อน) พยายาม (หา)ดื่มน้ำเย็นซึ่งมีรสอร่อยและบรรเทาความเหนื่อยหอบของตนได้ด้วย (ทั้งนี้ก็)เพราะความกระหายในน้ำเย็น ฉะนั้น
(๕๘๖] แต่ในธรรม (ทั้งสอง) ที่เป็นสีสะในวัฏฏกถานั้น ในบางสูตรพระผู้มีพระภาคก็ทรงแสดง (ปฏิจจสมุปบาท) เทศนา ยกธรรมข้อเดียวเป็นมูล นี่เช่นอย่างไร เช่นว่า "ภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีอวิชซาเป็นสาเหตุ วิญญาณมีสังขารเป็นสาเหตุ"*(1) ดังนี้เป็นต้น นัยเดียวกัน เช่นว่า "ภิกษุทั้งหลาย ตัณหาย่อมงอกงามแก่บุคคลผู้เห็นแต่ส่วนที่น่าพอใจในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน, อุปาทานก็มีขึ้นเพราะปัจจัยคือตัณหา"*(2) ดังนี้เป็นอาทิในบางสูตรก็ทรงแสดง (ปฏิจจสมุปบาท) เทศนายกธรรมทั้งสองข้อเป็นมูลก็มี นี่เช่นอย่างไร เช่นว่า "ภิกษุทั้งหลาย กายอันนี้ของคนเขลาผู้มีอวิชซาเป็นเครื่องกั้น ประกอบไปด้วยตัณหาเป็นไปแล้ว (คือเกิดขึ้น) ด้วยเหตุฉะนี้ กายดังกล่าวนี้ด้วย นามรูปกายนอกด้วย ทั้งสองนั่นเป็นทวยะ(คือเป็นคู่กันอย่างนี้ เพราะอาศัยทวยธรรม คืออายตนะ ๖ นั้นแล ผัสสะก็เกิดขึ้นคนเขลาถูกธรรมมีผัสสะเป็นต้นไรเล่า กระทบเอาแล้ว ย่อมเสวยสุขและทุกข์"(3)" ดังนี้เป็นอาทิ
ในเทศนาเหล่านั้น เทศนาว่า "อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สังขารทั้งหลายมีเพราะปัจจัยคืออวิชชา" เป็นต้นนี้ เฉพาะในที่นี้พึ่งทราบว่า เป็นเทศนาที่มีธรรมข้อเดียวเป็นมูลโดย (ยก) อวิชชา (เป็นสีสะ)
วินิจฉัยโดยประเภทแห่งเทศนาในพระบาลีปฏิจจสมุปบาทนี้ บัณฑิตพึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ เป็นอันดับแรก
วินิจฉัยโดยอรรถ
[๕๘๗] คำว่า "โดยอรถ" คือ โดยความ (แปล) แห่งบททั้งหลาย มีบทว่า อวิชชา เป็นต้น อรรถนี้อย่างไรบ้าง
---------------------
(1) สำ.นิ. (ไทย) ๑๖/๒๓/๔๒
(2) สํ.นิ. (ไทย) ๑๖/๑๙/๓๒
(3) สํ.นิ. (ไทย) ๑๖/๕๒/๑๐๔
--------------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๘๗๙
อรรถแห่งบทอวิชซาปัจจยา
อวิชชา
๑. อกุศลธรรมมีกายทุจริตเป็นตัน ชื่อว่า อวินทิยะ แปลว่า ไม่ควรได้ เพราะอรรถว่า ไม่ควรบำเพ็ญ ธรรมชาติใดย่อมได้ซึ่งอวินทิยะนั้น เหตุนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าอวิชชา (ได้สิ่งที่ไม่ควรได้)
๒. กุศลธรรมมีกายสุจริตเป็นต้น ชื่อว่า วินทิยะ (แปลว่าควรได้) เพราะอรรถตรงกันข้าม (คือควรบำเพ็ญ) ธรรมชาติใดย่อมไม่ได้ ซึ่งวินทิยะนั้น เหตุนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่า อวิชชา (ไม่ได้สิ่งที่ควรได้)
๓. ธรรมชาติใดทำอรรถคือความเป็นกองแห่งขันธ์ทั้งหลายมิให้ปรากฏ ทำอรรถคือความเป็นเครื่องต่อแห่งอายตนะทั้งหลายมิให้ปรากฏ ทำอรรถคือความว่างเปล่าแห่งธาตุทั้งหลายมิให้ปรากฏ ทำอรรถคือความเป็นใหญ่แห่งอินทรีย์ทั้งหลายมิให้ปรากฏ ทำอรรถคือความจริงแท้แห่งสัจจะทั้งหลายมิให้ปรากฏเหตุนี้ ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่า อวิชชา (ทำอรรถแห่งขันธ์เป็นต้นมิให้ปรากฏ)
๔. ธรรมชาติใดทำอรรถ ๔ อย่าง (ในอริยสัจ ๔) ที่กล่าวโดยอรรถ คือบีบคั้นเป็นต้นแห่งสัจจะมีทุกขสัจเป็นอาทิมิให้ปรากฏ เหตุนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่า อวิชชา (ทำอรรถแห่งอริยสัจมิให้ปรากฏ)
๕. ธรรมชาติใดยังสัตว์ทั้งหลายให้แล่นไปในกำเนิด คติ ภพ วิญญาณฐิติ และสัตตาวาสทั้งปวง ในสงสารอันปราศจากที่สิ้นสุด เหตุนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าอวิชชา (ยังสัตว์ให้แล่นไปในสงสารอันปราศจากที่สิ้นสุด)
๖. ธรรมชาติใดย่อมแล่นไปในบัญญัติธรรมทั้งหลายมีหญิงและชายเป็นต้น อันไม่มีอยู่โดยปรมัตถ์ ไม่แล่นไปในบัญญัติธรรมมีขันธ์เป็นอาทิ ซึ่งมีอยู่โดยปรมัตถ์เหตุนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่า อวิชชา (แล่นไปในอวิชชมานบัญญัติ หรือไม่แล่นไปในวิชชมานบัญญัติ)
๗. อีกนัยหนึ่ง ธรรมชาตินั้นชื่อว่า อวิชชา เพราะปกปิดเสียซึ่งวัตถุและอารมณ์แห่งวิญญาณมีจักขุวิญญาณเป็นต้น และซึ่งธรรมทั้งหลายทั้งที่เป็นปฏิจจสมุปบาท (คือปัจจัย) และที่เป็นปฏิจจสมุปปันนธรรม (คือผล) (ดังนี้) ก็ได้ (โดยสภาวะ)
--------------------
น. ๘๘๐ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
ปัจจัย
ผลอาศัยธรรมใดเป็นไป ธรรมนั้นชื่อว่า ปัจจัย (แปลว่า ธรรมเป็นที่อาศัยไปแห่งผล)
ศัพท์ว่า "ปฏิจจะ อาศัย" หมายความว่าไม่เว้น ไม่ปฏิเสธ ศัพท์ว่า "เอติ - ไป" หมายความว่าเกิดขึ้นและเป็นไป
อีกอย่างหนึ่ง อรรถว่าอุปการกะ - ผู้อุดหนุนเป็นอรรถแห่ง ปัจจย ศัพท์
อวิชชาด้วย อวิชชานั้นป็นปัจจัยด้วย เหตุนั้นจึงชื่อว่า อวิชชาปัจจยา (แปลว่า) อวิชชา เป็นปัจจัย บทว่า อวิชฺชาปจฺจยา แปลว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนั้น
--------------///--------------

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ