สังขาร
ธรรมทั้งหลายใดมุ่งแต่ปรุงแต่ง (สิ่งต่างๆ) ให้เป็น (อย่าง) สังขตะขึ้น เหตุนั้น ธรรมทั้งหลายนั้นจึงชื่อว่า สังขาร (แปลว่า ธรรมผู้ปรุงแต่ง) แต่ว่าสังขารมี ๒ อย่างคือ สังขารที่มีอวิชชาเป็นปัจจัย ๑ สังขารที่มาโดยสังขารศัพท์ ๑
ในสังขาร ๒ อย่างนั้น สังขารเหล่านี้คือ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร และอเนญชาภิสังขาร เป็น ๓ (กับ) กายสังขาร วจีสังขาร และจิตตสังขาร (อีก) ๓ (รวม) เป็น ๖ จัดเป็นอวิชชาปัจจยสังขาร อวิชชาปัจจยสังขารทั้งหมดนั้น ก็ได้แก่กุศลเจตนาและอกุศลเจตนาฝ่ายโลกิยะนั่นเอง ส่วนสังขาร ๔ นี้ คือ สังขตสังขาร (สังขารคือสิ่งที่ปัจจัยของตนๆ แต่งขึ้น) อภิสังขตสังขาร (สังขารคือสิ่งที่กรรมแต่งขึ้น) อภิสังขรณกสังขาร (สังขารคือตัวกรรมผู้เป็นเจ้าหน้าที่แต่ง) ปโยคาภิสังขาร (สังขารคือความเพียรพยายาม) จัดเป็นสังขาร ที่มาโดยสังขารศัพท์ ในสังขาร ๔ นั้น ธรรมที่มีปัจจัยทั้งปวงที่กล่าวไว้ในพระบาลีทั้งหลาย มีคำว่า "อนิจฺจา วต สงขารา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ"(1) เป็นต้น ชื่อว่า สังขตสังขาร อภิสังขตสังขารกล่าวไว้ในอรรถกถาทั้งหลายว่า "รูปธรรมและอรูปธรรมทั้งหลายที่เกิดแต่กรรม เป็นไปในไตรภูมิ ชื่อว่าอภิสังขตสังขาร" ดังนี้ แม้อภิสังขตสังขารนั้นก็ถึงความสงเคราะห์ลง (ในสังขตสังขารที่กล่าวใน) พระบาลีว่า "อนิจฺจา วต สงขารา" นี้เหมือนกัน แต่อาคตสถานแห่งอภิสังขตสังขารนั้นมิได้ปรากฏ (ในพระบาลี) โดยเฉพาะ ส่วนกุศลเจตนาและอกุศลเจตนา
---------------
(1) ทีม. (ไทย) ๑๐/๒๒๑/๑๖๘, สํ.ส. (ไทย) ๑๕/๑๘๖/๒๖๑
---------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๘๘๑
อันเป็นไปในไตรภูมิ เรียกว่า อภิสังขรณกสังขาร อาคตสถานแห่งอภิสังขรณกสังขารนั้น ปรากฏในพระบาลีทั้งหลายมีพระบาลีว่า "ภิกษุทั้งหลาย บุรุษบุคคลนี้ตกอยู่ในอวิชชาย่อม สร้างสังขารที่เป็นบุญบ้าง..."*(1) ดังนี้เป็นต้น ส่วนความเพียรทางกายและทางจิต เรียกว่า ปโยคาภิสังขาร ปโยคาภิสังขารนั้นมาในพระบาลีทั้งหลายว่า "ความดำเนินไปแห่งอภิสังขาร (คือกำลังความเพียร) มีเพียงใด เขาก็ไปได้เพียงนั้นแล้วก็หยุดราวกะเกวียนเพลาหักฉะนั้น"(2)" ดังนี้เป็นตัน
อนึ่ง สังขารที่มาโดยสังขารศัพท์ ใช่มีแต่สังขาร ๔ นั่นเท่านั้นก็หามิได้ สังขารที่มาโดยสังขารศัพท์อื่น ๆ อีกก็มีเป็นอเนกโดยนัย (พระบาลี) ว่า "อาวุโส วิสาขะเมื่อภิกษุเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ วจีสังขารดับก่อน แต่นั้นกายสังขารดับ ต่อนั้นจิตตสังขารจึงดับ""(3) ดังนี้เป็นต้น ในสังขารทั้งหลายนั้น สังขารที่จะไม่พึงถึงความสงเคราะห์ในสังขตสังขารหามีไม่
อรรถแห่งศัพท์มีวิญญาณเป็นต้น
อธิบายในพระบาลีทั้งหลายมีคำว่า "สงขารปจฺจยา วิญฺญาณํ วิญญาณมี เพราะปัจจัยคือสังขาร" เป็นต้น ต่อนี้ไป พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วเถิด ส่วนในคำที่ยังมิได้อธิบาย พึงทราบดังต่อไปนี้ :
ธรรมชาติที่ชื่อว่า วิญญาณ เพราะรู้ (อารมณ์) ต่างๆ ชื่อว่า นาม เพราะน้อมไป (สู่อารมณ์) ชื่อว่า รูป เพราะ (รู้จัก) สลาย ชื่อว่า อายตนะ เพราะแผ่ไปในอายะ (คือขยายตัว) และเพราะนำให้อายตะ (คือต่อออกไป) สภาพที่ชื่อว่า ผัสสะ เพราะถูกต้องกันเข้า (แห่งอายตนะภายในกับอายตนะภายนอก) ธรรมชาติที่ชื่อว่าเวทนาเพราะรู้ (รสอารมณ์) ชื่อว่า ตัณหา เพราะกระหาย (อารมณ์) ชื่อว่า อุปาทาน เพราะถือมั่น, สภาพอันชื่อว่า ภพ เพราะเป็นขึ้น หรือเพราะทำให้เป็นขึ้น ความเกิดชื่อว่า ชาติ ความแก่ชื่อว่า ชรา ธรรมชาติอันชื่อว่า มรณะ เพราะเป็นเหตุตาย (แห่งสัตว์) ความเศร้า ชื่อว่า
---------------
(1) สํ.นิ. (ไทย) ๑๖/๕๑/๑๐๑
(2) องฺ.ติก. (ไทย) ๒๐/๑๕/๑๕๗
(3) ม.มู. (ไทย) ๑๒/๔๖๔/๕๐๔
---------------
น. ๘๘๒ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
โศก ความคร่ำครวญชื่อว่า ปริเทวะ ธรรมชาติที่ชื่อว่า ทุกขะ เพราะทำให้ลำบาก หรือชื่อว่าทุกขะ เพราะขุดอยู่สองตอน โดย (ขุดตอน) เกิดขึ้น และ (ตอน) ตั้งอยู่ก็ได้ความเป็นผู้เสียใจชื่อว่า โทมนัส ความตรอมใจอย่างหนักชื่อว่า อุปายาส
คำว่า "สมภวนฺติ - มี" ได้แก่ เกิดขึ้น อนึ่ง บัณฑิตอย่าพึงทำโยชนา (ประกอบ) สมฺภวนฺติ ศัพท์ เข้ากับบททั้งหลายมีโสกะเป็นต้นไปแต่เพียงเท่านั้น ที่ถูกต้องทำโยชนา สมฺภวนฺติ ศัพท์เข้ากับบททั้งปวง เพราะว่า เมื่อกล่าวโดยประการนอกนี้ (คือเมื่อไม่ประกอบ สมฺภวนฺติ ศัพท์ ว่า "อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา" (เฉยๆ) ความก็จะไม่ปรากฏว่า สังขารทั้งหลายทำอะไร (คือไม่มีบทกิริยา) แต่ครั้นมีประกอบศัพท์ว่า สมฺภวนฺติ เข้า ย่อมเป็นอันทำ ความกำหนดได้ทั้งปัจจยธรรมทั้งปัจจุบันธรรมว่า "อวิชฺชา จ สา ปจฺจโย จาติ อวิชฺซาปจฺโย ตสมา อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาราสมฺภวนฺติ อวิชชา ด้วย อวิชชานั้นเป็นปัจจัยด้วย เหตุนั้น จึงชื่อว่า "อวิชชาปัจจย สังขารทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นเพราะอวิชชาเป็นปัจจัยนั้น" ดังนี้ ในบททั้งปวงก็นัยนี้
คำว่า "เอวํ" เป็นคำชี้นัยที่แสดงมาแล้ว ด้วยคำ เอวํ นั้น แสดงว่า ปัจจุบันธรรมทั้งหลายเกิดขึ้น เพราะปัจจยธรรมมีอวิชชาเป็นต้นนั่นเองเป็นเหตุ หาใช่เกิดขึ้นเพราะพระอิศวร บันดาลเป็นต้นไม่ คำว่า "เอตสฺส - นั่น" คือตามที่กล่าวมา คำว่า "เกวลสฺส" แปลว่าไม่ (มีสุข) เจือปน หรือว่าทั้งมวล คำว่า "ทุกฺขกฺขนฺธสฺส" แปลว่ากองทุกข์ คือไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ของสุขของงามเป็นต้น คำว่า "สมุทโย" แปลว่า ความเกิดขึ้น คำว่า โหติ แปลว่าย่อมมี
วินิจฉัยโดยอรรถในพระบาลีปฏิจสมฺปบาทนี้ บัณฑิตพึงทราบดังพรรณนามาฉะนี้
วินิจฉัยโดยลักษณะเป็นต้น
[๕๘๘] คำว่า "โดยลักษณะเป็นต้น" คือโดยลักษณะเป็นต้น แห่งบทมีอวิชชาเป็นอาทิ ลักษณะเป็นต้นนี้อย่างไรบ้าง ?
อวิชชา มีความไม่รู้เป็นลักษณะ มีการทำให้หลงเป็นรส มีการปกปิด (เสียซึ่งสภาวะ) เป็นปัจจุปัฏฐาน มีอาสวะเป็นปทัฏฐาน"(1)
--------------------
(1) เพราะมีพระบาลีว่า "อาสวสมุทยา อวิชชาสมุทโย - ความเกิดขึ้นแห่งอวิชชา มี เพราะความเกิดขึ้นแห่งอาสวะ" ดังกล่าวแล้ว
----------------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๘๘๓
สังขาร มีการปรุงแต่งเป็นลักษณะ มีความพยายาม (เพื่อก่อปฏิสนธิ) เป็นรส มีเจตนาเป็นปัจจุปัฎฐาน มีอวิชชาเป็นปทัฏฐาน
วิญญาณ มีความรู้พิเศษป็นลักษณะ มีความเป็นหัวหน้า (แห่งนามรูป) เป็นรส มีปฏิสนธิเป็นปัจจุปัฏฐาน มีสังขารเป็นปทัฏฐาน หรือว่ามีวัตถุและอารมณ์เป็นปทัฏฐาน
นาม มีความน้อมไป (สู่อารมณ์ เป็นลักษณะ มีสัมปโยค (ความประกอบกันและกันไว้) เป็นรส มีความไม่แยกกันเป็นปัจจุปัฏฐาน มีวิญญาณเป็นปทัฏฐาน
รูป มีความ (รู้จัก) สลายเป็นลักษณะ มีความกระจายตัวเป็นรส"(1) มีความเป็นอัพยากฤตเป็นปัจจุปัฏฐาน มีวิญญาณเป็นปทัฏฐาน
สฬายตนะ มีความติดต่อเป็นลักษณะ มีการเห็นเป็นต้นเป็นรส มีความเป็นวัตถุและเป็นทวารเป็นปัจจุปัฎฐาน มีนามรูปเป็นปทัฏฐาน
ผัสสะ มีความถูกต้องเป็นลักษณะ มีการกระทบเข้าเป็นรส มีความประจวบกัน(แห่งทวารอารมณ์และวิญญาณ) เป็นปัจจุปัฏฐาน มีสฬายตนะเป็นปทัฏฐาน
เวทนา มีการประสบ (อารมณ์ เป็นลักษณะ มีการเสวยอารมณ์เป็นรส มีสุขและทุกข์เป็นปัจจุปัฏฐาน มีผัสสะเป็นปทัฏฐาน
ตัณหา มีความเป็นเหตุ (คือเป็นทุกขสมุทัย) เป็นลักษณะ มีความมุ่งยินดี (ในอารมณ์นั้นๆ) เป็นกิจ"(2) มีความไม่อิ่ม (ในอารมณ์) เป็นปัจจุปัฏฐาน มีเวทนาเป็นปทัฏฐาน
อุปาทาน มีความถือไว้เป็นลักษณะ มีความไม่ปล่อยเป็นกิจ มีความเห็นด้วยอำนาจความเหนียวแน่นแห่งตัณหาเป็นปัจจุปัฎฐาน มีตัณหาเป็นปทัฏฐาน
ภพ มีกรรมและผลของกรรมเป็นลักษณะ มีความได้ประสบความมีเป็นกิจ มีกุศลอกุศลและอัพยากฤตเป็นปัจจุปัฏฐาน มีอุปาทานเป็นปทัฏฐาน
ลักษณะเป็นต้นแห่งชาติเป็นอาทิพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในสัจจนิเทศนั้นเทอญ
วินิจฉัยโดยลักษณะเป็นต้นในพระบาลีปฏิจจสมุปบาทนี้ พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้
----------------
(1) มหาฎีกาว่า เหมือนเมล็ดข้าวสาร เพราะไม่มีสัมปโยค
(2) เพราะมีพระบาลีว่า "ตตฺรตตฺราภินนฺทินี - ตัณหามีปกติมุ่งยินดีในอารมณ์นั้นๆ" เป็นหลัก
----------------
น. ๘๘๔ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
โดยอย่างต่างๆ มีอย่างเดียวเป็นต้น
(๕๘๙ ในคำว่า โดยอย่างต่างๆ มีอย่างเดียวเป็นต้น นี้มีวินิจฉัยว่า "อวิชชา" มีอย่างเดียว โดยภาวคือความไม่รู้หรือความไม่เห็น หรือความหลงเป็นต้น มี ๒ อย่าง โดยความไม่ปฏิบัติและความปฏิบัติผิด อนึ่ง มี ๒ โดยเป็นสสังขารและอสังขารมี ๓ อย่าง โดยสัมปโยคกับเวทนา ๓ มี ๔ อย่าง โดยเป็นความไม่ตรัสรู้สัจจะ ๔ มี ๕ อย่าง โดยปกปิดเสียซึ่งโทษในคติ ๕ ส่วนความที่ตัณหามี ๖ อย่าง ในองค์ปฏิจจสมุปบาทที่เป็นอรูปธรรมทั้งสิ้น พึงทราบโดย (เป็นไปใน) ทวาร (๖) และอารมณ์ (๖)
สังขาร มีอย่างเดียว โดยเป็นสาสวธรรม เป็นวิปากธัมมธรรม (ธรรมที่ก่อให้เกิดวิบาก) เป็นต้น มี ๒ อย่าง โดยเป็นกุศลและอกุศล อนึ่ง มี ๒ โดยเป็นปริตตะมหัคคตะ เป็นหีนะ มัชฌิมะ, เป็นมิจฉัตตะ สัมมัตตะ, เป็นนิยตะ อนิยตะ มี ๓ อย่างโดยความเป็นอภิสังขาร ๓ มีปุญญาภิสังขารเป็นต้น มี ๔ อย่าง โดยให้เป็นไปในกำเนิด ๔ มี ๕ อย่าง โดยยังสัตว์ให้ไปสู่คติ ๕
วิญญาณ มีอย่างเดียว โดยเป็นโลกียวิบากเป็นต้น มี ๒ อย่าง โดยเป็นสเหตุกะและอเหตุกะเป็นต้น มี ๓ อย่าง โดยนับเนื่องในภพ ๓ โดยสัมปโยคกับเวทนา ๓ และโดยเป็น อเหตุกะ ทุเหตุกะ และติเหตุกะ มี ๔ อย่าง และ ๕ อย่าง โดยกำเนิด (๔) และคติ (๕)
นามรูป มีอย่างเดียว โดยเป็นวิญญาณสันนิสสัย (ที่อาศัยแห่งวิญญาณ) และโดยเป็นกัมมปัจจัย (สหชาตกัมมปัจจัย) มี ๒ อย่าง โดยเป็นสารัมมณะ (มีอารมณ์-นาม) และอนารัมมณะ (ไม่มีอารมณ์-รูป มี ๓ อย่าง โดยกาลมีอดีตเป็นต้น มี ๔ และ ๕ อย่าง โดยกำเนิดและคติ
สฬายตนะ มีอย่างเดียว โดยเป็นที่เกิดและโดยเป็นที่ประชุม (แห่งวิญญาณและธรรมที่สัมปยุตกับวิญญาณนั้น) มี ๒ อย่าง โดยเป็นภูตปสาท (ส่วนที่ผ่องใสแห่งภูตรูป หมายถึงกายปสาท) และเป็นเครื่องรู้พิเศษ มี ๓ อย่าง โดยเป็นสัมปัตตโคจร (รับได้แต่อารมณ์ที่มาถึงตัว หมายถึง ฆานปสาท,ชิวหาปสาท,กายปสาท) อสัมปัตตโคจร (รับอารมณ์ที่ไม่มาถึงตัวได้ หมายถึงจักขุปสาท,โสตปสาท) และโนภยโคจร (รับอารมณ์ไมใช่ทั้งหลายอย่างนั้น หมายถึงมโนทวาร ได้แก่ภวังคจิต ๑๙) มี ๔ อย่าง และ ๕ อย่าง โดยเนื่องด้วยกำเนิดและคติ"
-----------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๘๘๕
แม้ความมีอย่างต่างๆ มีอย่างเดียวเป็นต้นแห่งองค์ที่เหลือมีผัสสะเป็นอาทิ ก็พึงทราบโดยนัย (ที่กล่าว) นี้เทอญ
วินิจฉัยโดยอย่างต่าง ๆ มีอย่างเดียวเป็นต้น ในพระบาลีปฏิจจสมุปบาทนี้ พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ประการ ๑
โดยกำหนดองค์
[๕๙๐] ข้อว่า "และโดยกำหนดองค์ทั้งหลาย" มีวินิจฉัยว่า ก็แลในปฏิจจสมุปบาท ธรรมทั้งหลายนี้ ธรรมมีโสกะเป็นต้น พระผู้มีพระภาคตรัสเพื่อแสดงความไม่ขาดตอนแห่งภวจักร (วงล้อแห่งภพ) เพราะธรรมมีโสกะเป็นต้นนั้น ย่อมมีแก่คนเขลาผู้ถูกชราและมรณะกระทบเอา ดังที่ตรัสไว้ว่า "ภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ เป็นผู้ถูกทุกขเวทนาทางกายต้องเอาแล้ว ย่อมเศร้าโศกลำเค็ญคร่ำครวญทุบอกร่ำไห้ ถึงซึ่งความฟั่นเฟือนไป"*(1) เป็นต้น และด้วยพระพุทธพจน์ว่า "ความหมุนไปแห่งธรรมทั้งหลายมีโสกะเป็นต้นนั้น ยังมีอยู่ตราบใดความหมุนไปแห่งอวิชชาก็ยังมีอยู่ตราบนั้น" ดังนี้ ภวจักร ก็เป็นอันเชื่อมเข้ากับบทว่า "อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา" อีกเล่า เพราะเหตุนั้น จึงมีองค์ ๑๒ เท่านั้น โดยนำสังเขปธรรมมีโสกะเป็นต้นนั้นแหละเข้าเป็นอันเดียวกันกับชรามรณะเสีย พึงทราบว่าเป็นองค์แห่งปฏิจจสมุปบาท วินิจฉัยโดยกำหนดองค์ทั้งหลายในพระบาลีปฏิจจสมุปบาทนี้ บัณฑิตพึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้
นี่เป็นเพียงสังเขปกถาในปฏิจจสมูปบาทธรรมนี้
[๕๙๑] ส่วนความต่อไปฉะนี้เป็นวิตถารนัย
แก้บทอวิชชา
โดยปริยาย (ทาง) พระสูตร ความไม่รู้ในฐานะ ๔ มีทุกข์เป็นต้นชื่อว่าอวิชชาโดยปริยาย (ทาง) พระอภิธรรม ความไม่รู้ในฐานะ ๘ กับปุพพันตะเป็นต้น ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า "ในธรรมเหล่านั้น อวิชชา เป็นไฉน ? ความไม่รู้ในทุกข์ ฯลฯ ความ
-------------------
สํ.สฬา. (ไทย) ๑๘/๒๕๒/๒๗๒
-----------------
น. ๘๘๖ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
ไม่รู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ความไม่รู้ในปุพพันตะ (เงื่อนต้น) ความไม่รู้ในอปรันตะ (เงื่อนปลาย) ความไม่รู้ในปุพพันตาปรันตะ (ทั้งเงื่อนต้นทั้งเงื่อนปลาย) ความไม่รู้ในธรรมทั้งหลายทั้งที่เป็นอิทัปปัจจยตา (คือกลุ่มเหตุ) และปฏิจจสมุปปันนธรรม (กลุ่มผล) นี่เรียกว่าอวิชชา"(1)" ดังนี้
ในฐานะเหล่านั้น ยกเว้นสัจจะ ๒ (คือนิโรธและมรรค) ที่เป็นโลกุตตระเสีย อวิชชา ย่อมเกิดขึ้น ในฐานะที่เหลือแม้โดยทำให้เป็นอารมณ์ได้ก็จริง (แต่) แม้เป็นอย่างนั้นในพระบาลีนี้ท่านก็ประสงค์เอา โดยว่าเป็นเครื่องปิดบังเท่านั้นเอง จริงอยู่ อวิชชานั้นที่เกิดขึ้นแล้วย่อมปิดบังทุกขสัจตั้งอยู่ ไม่ให้รู้แจ้งซึ่งลักษณะอันเป็นรส (คือสภาวะ)ประจำตนตามเป็นจริงได้ อย่างเดียวกันย่อมปิดบังสมุทยสัจ นิโรธสัจ มรรคสัจ ขันธปัญจกะส่วนอดีตที่รับว่าเงื่อนต้น ขันธปัญจกะส่วนอนาคตที่นับว่าเงื่อนปลายขันธปัญจกะทั้ง ๒ ส่วนนั้นที่นับว่าทั้งเงื่อนต้น และเงื่อนปลาย อิทัปปัจจยตาและปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย ที่นับว่า อิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปปันนธรรมด้วย ตั้งอยู่มิให้รู้แจ้งซึ่งลักษณะอันเป็นกิจ (คือสภาวะ) ประจำตนตามเป็นจริงในทุกข์เป็นต้นนั้นว่า "นี่อวิชชา นี่สังขาร" ดังนี้เป็นต้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า (อวิชชา คือ)ความไม่รู้ในทุกข์ ฯลฯ ความไม่รู้ในอิทัปปัจจยตา และปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย"
แก้บทสังขาร
[๕๙๒] บทว่า "สังขารทั้งหลาย" ได้แก่ สังขาร ๖ ที่กล่าวโดยสังเขปไว้ในตอนก่อนดังนี้ว่า "สังขาร ๓ มีบุญเป็นตัน (และ) สังขาร ๓ มีกายสังขารเป็นต้น"
ส่วนว่าโดยพิสดาร ในสังขารเหล่านี้ สังขารทั้ง ๓ ได้แก่เจตนา ๒๙ คือ ปุญญาภิสังขาร ได้แก่เจตนา ๑๓ คือ เจตนาเป็นกามาวจรกุศล ๘ อันเป็นไปด้วยอำนาจกุศลมีทาน ศีล เป็นต้น และเจตนาเป็นรูปาวจรกุศล ๕ อันเป็นไปด้วยอำนาจภาวนาอย่างเดียว อปุญญาภิสังขาร ได้แก่เจตนาที่เป็นอกุศล ๑๒ อันเป็นไปด้วยอำนาจอกุศลมีปาณาติบาตเป็นต้น อาเนญชาภิสังขาร ได้แก่เจตนาที่เป็นอรูปาวจรกุศล ๔ อันเป็นไปด้วยอำนาจภาวนาเหมือนกัน
---------------------
(1) อภิ.สง.. (ไทย) ๓๔/๑๑๐๖/๒๕๗
---------------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๘๘๗
ส่วนสังขารอีก ๓ คือกายสัญเจตนา (ความจงใจแสดงออกทางกาย) เป็นกายสังขาร วจีสัญเจตนา (ความจงใจแสดงออกทางใจ) เป็นวจีสังขาร มโนสัญเจตนาเป็นจิตตสังขาร ติกะนี้ ท่านกล่าวเพื่อแสดงความเป็นไปแห่งอภิสังขาร ๓ มีปุญญาภิสังขารเป็นต้น ทางทวารในขณะพยายามทำกรรม จริงอยู่ เจตนา ๒๐ ถ้วน คือกามาวจรกุศลเจตนา ๘ อกุศลเจตนา ๑๒ อันยังกายวิญญัติให้ตั้งขึ้นเป็นไปทางกายทวาร ชื่อว่ากายสังขาร เจตนาเหล่านั้นแหละ ที่ยังวจีวิญญัติให้ตั้งขึ้นเป็นไปทางวจีทวาร ชื่อว่า วจีสังขาร
แต่อภิญญาเจตนา (เจตนาในอภิญญา)ไม่เป็นปัจจัยแก่วิญญาณองค์ต่อไป เพราะฉะนั้น ท่านจึงไม่ถือเอาในคำว่า กายสังขาร วจีสังขารนี้ อภิญญาเจตนาไม่เป็นปัจจัยแห่งวิญญาณ ฉันใด แม้อุทธัจจเจตนาก็ไม่เป็นฉันนั้น เพราะเหตุนั้น ถึงอุทธัจจเจตนานั้นก็ต้องคัดออกในความเป็นปัจจัยแห่งวิญญาณ แต่เจตนาทั้งปวงนั่นก็คงเป็นธรรมมีอวิชชาเป็นปัจจัย (เหมือนกัน)
ส่วนเจตนา ๒๙ แม้ทั้งหมด ที่เกิดขึ้นในมโนทวาร (โดย) ไม่ยังวิญญัติทั้งสองให้ตั้งขึ้น เป็นจิตตสังขารแล
ด้วยประการดังนี้ ติกะนี้ก็เข้าไปสู่ติกะก่อน (คือผนวกอยู่กับติกะก่อน) นั่นเอง
เพราะฉะนั้น ว่าโดยใจความแล้ว ความที่อวิชชาเป็นปัจจัย (แห่งสังขาร) ก็พึงทราบโดยที่เป็นปัจจัยแห่งอภิสังขาร ๓ มี ปุญญาภิสังขารเป็นต้นนั่นแล
(๕๙๓) ในข้อนั้น หากมีปัญหาว่า "ก็ข้อนี้จะพึงทราบได้อย่างไรว่า สังขารทั้งหลายนี้เป็นธรรม มีอวิชชาเป็นปัจจัย" คำแก้พึงมีว่า "ทราบได้โดยที่เมื่ออวิชชามีมันจึงมี" แท้จริง ความไม่รู้ ในฐานะทั้งหลายมีทุกข์เป็นต้นที่เรียกว่าอวิชซา ซึ่งบุคคลใดยังละไม่ได้ บุคคลนั้น เพราะความไม่รู้ในทุกข์และในฐานะนอกนี้มีเงื่อนต้นเป็นอาทิ จึงถือเอาสังสารทุกข์โดยสำคัญว่าเป็นสุข แล้วก่อสังขารทั้ง ๓ อย่าง ซึ่งเป็นเหตุแห่งสังสารทุกข์นั่นเอง เพราะไม่รู้ในสมุทัย จึงสำคัญเห็นสังขารทั้งหลายอันมีตัณหาเป็นเครื่องประดับ ซึ่งแม้เป็นเหตุแห่งทุกข์ โดยว่าเป็นเหตุแห่งสุขไป ก็ก่อสังขารทั้ง ๓ อย่างขึ้น อนึ่ง เพราะไม่รู้ในนิโรธและในมรรค จึงเป็นผู้มีความสำคัญในคติวิเศษ (มีพรหมโลกเป็นต้น) ซึ่งแม้มิใช่เป็นที่ดับทุกข์ว่าเป็นที่ดับทุกข์ไป เป็นผู้มีความสำคัญในพาหิรมรรคมี (บูชา) ยัญและ (บำเพ็ญ) อมรตบะเป็นต้น ซึ่งแม้มิใช่ทางแห่งความดับทุกข์ ว่าเป็นทางดับทุกข์ไป เมื่อปรารถนาความดับทุกข์ ก็ก่อสังขารทั้ง ๓ อย่างขึ้นทางมุขพาหิรมรรคมียัญและอมรตบะเป็นต้น
----------------------
น. ๘๘๘ คัมภีร์วิสุทธิมรรค
อีกประการหนึ่ง บุคคลนั้นเพราะความที่ละอวิชชาในสัจจะ ๔ ยังไม่ได้นั้น ก็ไม่รู้ทุกข์กล่าวคือผลแห่งบุญ ซึ่งแม้แทรกซ้อนด้วยอาทีนพโทษเป็นอเนก มีชาติ ชรา โรค และมรณะเป็นต้น อย่างวิเศษ โดยว่าเป็นทุกข์ได้ จึงก่อปุญญาภิสังขารอันต่างโดยเป็นกายสังขาร (บ้าง) วจีสังขาร(บ้าง) จิตตสังขาร (บ้าง) เพื่อได้ผลแห่งบุญนั้น ดังบุคคลผู้ปรารถนาเทพอัปสร ริโจนหน้าผา (ตาย) มิเช่นนั้นก็ไม่เห็นความที่ผลแห่งบุญนั้น ซึ่งแม้สมมติกันว่าเป็นสุขเป็นวิปริณามทุกข์ อันจะก่อให้เกิดความร้อนใจใหญ่ในที่สุด (เมื่อหมดบุญ และ (ไม่เห็น)ความที่ผลแห่งบุญนั้น (แม้มีคุณน่ายินดีก็) มีคุณน่ายินดีเป็นส่วนน้อย จึงก่อปุญญาภิสังขารมีประการดังกล่าวแล้วนั่น อันเป็นปัจจัยแห่งวิปริณามทุกข์นั่นเอง ดังแมลงเม่าบินเข้าตอมเปลวไฟ และดังสัตว์ที่ตะกรามหยาดน้ำผึ้ง ริเข้าเลี่ยคมศัสตราที่น้ำผึ้งติดฉะนั้น อนึ่ง ไม่เห็นโทษในโลกียวิสัย มีการเสพกามเป็นต้น พร้อมทั้งผลของมัน เพราะสำคัญว่าเป็นสุข และเพราะถูกกิเลสครอบงำด้วย จึงก่ออปุญญาภิสังขารอันเป็นไปในทวารทั้ง ๓ ขึ้นก็ได้ ดังเด็กอ่อนริเล่นคูถ และดังคนอยากตายริกินยาพิษฉะนั้น อนึ่งเล่า ไม่รู้ความที่สังขารแม้ในฝ่ายอรูปวิบากก็เป็นวิปริณามทุกข์ จึงก่ออเนญชาภิสังขารซึ่งเป็นจิตตสังขารขึ้น ด้วยวิปลาสไปว่าเป็นของเที่ยงเป็นต้น ดังคนหลงทิศริอ่านเดินทางมุ่งหน้าไปสู่เมืองปีศาจฉะนั้น
เพราะเหตุที่สังขารมีเพราะอวิชชามีเท่านั้น หามีโดย (อวิชชา) ไม่มีไม่ ดังกล่าวมาฉะนี้ บัณฑิตจึงรู้ข้อที่ว่า "สังขารทั้งหลายนี้เป็นธรรมมีอวิชซาเป็นปัจจัย" นั่นได้แลจริงอยู่ ข้อนี้แม้พระผู้มีพระภาคก็ได้ตรัสไว้ว่า "ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ไม่ฉลาดตกอยู่ในอวิชชา ย่อมปรุงแต่งปุญญาภิสังขารบ้าง ย่อมปรุงแต่งอปุญญาภิสังขารบ้าง ย่อมปรุงแต่งอาเนญชาภิสังขารบ้าง ภิกษุทั้งหลาย ต่อเมื่อใด อวิชชา ภิกษุละได้แล้ววิชชาเกิดขึ้นแล้ว เมื่อนั้น ภิกษุนั้น เพราะความสำรอกออกไปแห่งอวิชชา เพราะความเกิดขึ้นแห่งวิชชา ย่อมไม่ปรุงแต่งปุญญาภิสังขารเลย"*(1) ดังนี้เป็นต้น
[๕๙๔] ในบทว่าอวิชชานี้ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอพัก ข้อว่า "อวิชชาเป็นปัจจัยแห่งสังขารทั้งหลาย" นี่ไว้ก่อน ด้วยข้อนี้ควรจะกล่าว (ต่อไป) คือ (ปัญหา) ว่า "อวิชชา
--------------------
(1) สํ.นิ. (ไทย) ๑๖/๕๑/๑๐๑
--------------------
ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๘๘๙
เป็นปัจจัยแห่งสังขารเหล่าไหน อย่างไร"ในความที่อวิชชาเป็นปัจจัยอย่างไรบ้างนั้น ท่านกล่าวไว้ดังต่อไปนี้
--------------///--------------

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ