สติปัฏฐาน
บรรดาสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏฏทุกข์ ตามเหตุตามปัจจัย อย่างนับภพ นับชาติไม่ถ้วนนี้ ตราบที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังมิได้อุบัติขึ้นในโลกแล้ว ก็ย่อมจะต้องเวียนว่ายตายเกิดกันอยู่ต่อไปอีกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อพระพุทธองค์อุบัติขึ้นในโลก โดยได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเห็นว่า "พระนิพพาน" เป็นที่ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดกันอีกต่อไป และชี้หนทางที่จะไปสู่พระนิพพานนั้น ซึ่งมีทางที่เป็นทางอันเอกทางสายเดียวเท่านั้น ที่จะยังความบริสุทธิ์หมดจดให้แก่สัตว์ทั้งหลายได้ ทางสายนั้น ก็คือ "มหาสติปัฏฐาน ๔" ดังบาลีสติปัฏฐานสูตรแสดงว่า
เอกายโน อยํ ภิกฺขเว มคฺโค สตฺตานํ วิสุทฺธิยา
โสกปริเทวานํ สมติกฺกมาย ทุกฺขโทมนสฺสานํ
อตฺถงฺคมาย ญายสฺส อธิคมาย นิพฺพานสฺส
สจฺฉิกิริยาย ยทิทํ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ฯ
แปลความว่า
"ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ทางที่ไปอันเอก เพื่อความบริสุทธิ์
หมดจดของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อความก้าวล่วงจากความโศก ความร่ำไห้ เพื่อ
ความดับสิ้นไปจากทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุธรรมวิเศษที่ควรรู้ เพื่อกระทำให้
แจ้งซึ่งพระนิพพานทางนั้น คือ สติปัฏฐาน ๕"
ในบาลีสติปัฏฐานสูตรนี้ ย่อมแสดงเหตุและผลพิเศษแห่งสติปัฏฐานไว้ดังนี้
เหตุ คือ เป็นหนทางๆ เดียวที่จะดำเนินไปสู่พระนิพพาน
ผล คือ ผู้เจริญในหนทางสติปัฏฐานนี้จะได้รับผลพิเศษ ๗ ประการ คือ
๑. บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลส
๒. พ้นจากความเศร้าโศก
๓. พ้นจากความคร่ำครวญร่ำไห้
๔. พ้นจากความทุกข์กาย
๕. พ้นจากความทุกข์ใจ
๖. ยังผลให้ได้อริยมรรค
๗. กระทำเฉพาะหน้าให้แจ้งพระนิพพานในภพนี้
หมายความว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้พระนิพพาน อันเป็นธรรมพิเศษสุดที่ปราศจากทุกข์ โทมนัส พ้นจากความร่ำไห้รำพันแล้ว เพื่อกระทำพระนิพพานให้แจ้ง อันเป็นแหล่งที่ไม่มีความเกิด ความตายอีกสืบไป จักได้แสดงเนื้อความของสติปัฏฐาน ดังต่อไปนี้
สติ + ปัฏฐาน = สติปัฏฐาน
สติ แปลว่า "ระลึกได้" หมายความว่า ระลึก คุณธรรมและมิใช่คุณธรรมที่ได้กระทำไปแล้ว หรือ กำลังทำอยู่ หรือ ระลึกถึงพุทธคุณ, ธรรมคุณ,สังฆคุณ ตลอดถึงการมีสติ ระลึกต่อปัจจุบันของรูปนามโดยไม่หลงลืม ขณะนั้นย่อมกันกิเลสนิวรณ์ให้จิตตั้งอยู่ใน โสภณจิต ในปรมัตถทีปนีฎีกาแสดงว่า
สรตีติ สติ อตฺตนา กตานิ กตฺตพฺพานิ จ กลฺยาณกมฺมานิ วา พุทฺธคุณาทีนิ วา อปฺปมชฺชวเสน อุปคจฺฉตีติ ฯ
แปลความว่า "สติ" คือ การระลึกได้ ในความดี ที่ตนได้กระทำไปแล้ว หรือกำลังจะทำต่อไปก็ดี หรือ พระพุทธคุณ เป็นต้นก็ดี โดยไม่หลงลืม"
ปัฏฐาน แปลว่า "ที่ตั้ง" หมายความว่า ที่ตั้งของธรรม มีสติ เป็นต้น คืออารมณ์รูปนาม อันเป็นที่กำหนดรู้ด้วยสติสัมปชัญญะในวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อให้ถึงซึ่งความหมดจดจากกิเลสทั้งหลาย ดังในมหาวารสูตรอรรถกถาแสดงว่า
"ปฏฺฐาตีติ = ปฏฺฐานํ" แปลความว่า ที่ตั้งของธรรม คืออารมณ์ ชื่อว่า "ปัฏฐาน"
ผู้ที่เข้าไปรู้อารมณ์ คือ ตั้งไว้ที่รูปธรรมนามธรรมนั้น ได้แก่ สติ ที่ระลึกทันต่อปัจจุบันธรรมอยู่เสมอ ชื่อว่า "สติปัฏฐาน" ดังในวิสุทธิมรรคอรรถกถาแสดงว่า "สติ เยว ปฏิฐานํ สติปฏฺฐานํ" แปลว่า สติ นั่นเอง เป็นที่ตั้งชื่อว่า "สติปัฏฐาน" หมายความว่า สติปัฏฐาน คือ การตั้งสดิระลึกทันต่อรูปนาม ขันธ์ ๕ อันเป็นฐานที่จะก้าวสู่พระนิพพาน
สติปัฏฐาน สติเป็นไปในเบื้องหน้า ถือเอาสติเป็นประธาน แม้ว่าจะกระทำความเพียรตามแบบแผนของสติปัฏฐาน หรือวิปัสสนากรรมฐานก็ดี ไม่ได้ถือเอาเพียง สติ อย่างเดียว ควรถือเอา สติ เป็นเบื้องหน้าแห่งการหมายจำเพื่อประโยชน์แห่งญาณปัญญา คือ วิปัสสนาญาณ เท่านั้น
สติ กับ ปัญญา ย่อมเป็นอยู่หน้า-หลัง ต่อเนื่องกันอยู่เสมอมิได้ขาด จนสติกับปัญญารวมเกิดพร้อมในขณะจิตเดียวกัน ในฐานะที่ตั้งของสติ คือ ที่กาย, เวทนา, จิต และธรรม
ในมหาสติปัฏฐานสูตรแสดงสติปัฏฐาน มี ๔ อย่าง ดังพระบาลีที่แสดง
"อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ"
ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายเนืองๆ อยู่ มีความเพียร ยังกิเลสให้เร่าร้อน มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสเสียได้ในโลก
"เวทนาสุ เวทนานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ"
เธอย่อมพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาเนืองๆ อยู่ มีความเพียร ยังกิเลสให้เร่าร้อน มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌา และโทมนัสเสียได้ในโลก
"จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ"
เธอย่อมพิจารณาเห็นจิตในจิตเนืองๆ อยู่ มีความเพียรยังกิเลสให้เร่าร้อน มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌา และโทมนัสเสียได้ในโลก
"ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ"
เธอย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมเนืองๆ อยู่ มีความเพียรยังกิเลสให้เร่าร้อน มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌา และโทมนัสเสียได้ในโลก
สติปัฏฐาน ๔ ในมหาสติปัฏฐานสูตร แสดงว่า
๑. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติตั้งมั่นอยู่ในการตามพิจารณากาย คือ รูปขันธ์ มีลมหายใจเข้า-ออก, อิริยาบถใหญ่-น้อย เป็นต้น อยู่เนืองๆ องค์ธรรได้แก่ สติเจตสิกในมหากุศลจิต ๘, มหากิริยาจิต ๘, อัปปนาชวนะ ๒๖
๒. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติตั้งมั่นในการพิจารณาเวทนา คือ สุข, ทุกข์, เฉยๆ อยู่เนืองๆ องค์ธรรมได้แก่ สติเจตสิกที่ในมหากุศลจิต ๘, มหากิริยาจิต ๘, อัปปนาชวนะ ๒๖
๓. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติตั้งมั่นในการพิจารณาจิต คือ จิตมีราคะ, จิตมีโทสะ เป็นต้น อยู่เนืองๆ องค์ธรรมได้แก่สติเจตสิก ที่ในมหากุศลจิต ๘ มหากิริยาจิต ๘ อัปปนาชวนะ ๒๖
๔. ธัมมาสุปัสสนาสติปัฏฐาน สติตั้งมั่นในการพิจารณาสภาพธรรม คือ รูปนามโดยอาการปราศจากตัวตน ได้แก่ นิวรณ์ ๕, ขันธ์ ๕ เป็นต้น อยู่เนืองๆ องค์ธรรมได้แก่ สติเจตสิก ที่ในมหากุศลจิต ๘, มหากีริยาจิต ๘, อัปปนาชวนะ ๒๖
องค์ธรรมที่แสดงไว้ในมหาสติปัฏฐานนี้ เป็นการแสดงอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่เริ่มต้นในการเจริญ สติ องค์ธรรมจึงได้แก่ สติ ที่ประกอบในมหากุศลญาณวิปปยุตจิตด้วย แม้ในการเจริญสติปัฏฐานให้อัปปนาฌานเกิด เพื่อใช้ในฌานเป็นบาทแก่การเจริญวิปัสสนา ก็นับรวมถึงสติที่ประกอบในอัปปนาชวนจิต ๒๖ ดวงด้วย และเมื่อพระอรหันต์ท่านประสงค์จะเจริญสติปัฏฐาน ก็อาศัยมหากิริยาจิต ๘ เจริญได้ตามนัยที่กล่าวแล้ว
แต่เมื่อว่าโดยการเจริญสติปัฏฐานโดยตรง เพื่อให้วิปัสสนาญาณเกิดขึ้นตลอดจนถึงมัคคญาณทั้ง ๔ นั้น ย่อมต้องอาศัยสติที่ประกอบในมหากุศลญาณสัมปยุตจิต ๔ และสัมมาสติที่เป็นองค์มรรค ประกอบในมัคคจิต ๔ นั่นเอง
เพราะเหตุใด พระพุทธองค์จึงตรัสสติปัฏฐาน ๔ เท่านั้น ในสัมโมหวิโนทนีอรรถกถา แก้ว่า เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่เวไนยสัตว์ซึ่งต่างกันด้วยจริต, การอบรมสมถะและวิปัสสนา หรือด้วยสามารถแห่งปัญญาแก่ อ่อน ยิ่งหย่อนกว่ากัน
จริต ๒ ประเภท
บรรดาบุคคลทั้งหลาย ที่ได้อบรมจริต คือ การประพฤติปฏิบัติของตน อาจแบ่งจริตได้เป็น ๒ พวก คือ ตัณหาจริต และทิฏริจริต
- กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นอารมณ์รูปธรรมที่หยาบ เหมาะแก่บุคคลผู้มีตัณหาจริต และมีปัญญาอย่างอ่อน (มันทบุคคลผู้มีตัณหาจริตอย่างหยาบ)
- เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นอารมณ์นามเวทนาที่เหมาะแก่บุคคลผู้มีตัณหาจริต และปัญญาแก่กล้าติกขบุคคลผู้มีตัณหาจริตอย่างละเอียด)
- จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นอารมณ์ของนามจิตที่แยกออกไปจากนามเวทนา เหมาะแก่บุคคลผู้มีทิฏฐิจริตและมีปัญญาอย่างอ่อน (มันทบุคคลผู้มีทิฏฐิจริตอย่างหยาบ)
- ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นอารมณ์อันแยกรูปนามออกไป เหมาะแก่บุคคลผู้มีทิฏฐิจริต และมีปัญญาอย่างแรงกล้า (ติกขบุคคลผู้มีทิฏฐิจริตอย่างละเอียด)
สติปัฏฐานกับอารมณ์ของสมถะและวิปัสสนา
- กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นอารมณ์ที่เหมาะแก่สมถยานิกอย่างอ่อน
- เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นอารมณ์ ที่เหมาะแก่สมถยานิกอย่างแก่กล้า (ผู้สำเร็จจตุตถฌาน)
- จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นอารมณ์ที่เหมาะแก้วิปัสสนายานิกอย่างอ่อน
- ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เป็นอารมณ์ที่เหมาะแก้วิปัสสนายานิกอย่างแก่กล้า
พระผู้มีพระภาคตรัสสติปัฏฐาน ๔ เพื่อละวิปัลลาส
- กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เพื่อละสุภวิปัลลาส
- เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน สุขวิปัลลาส
- จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน นิจจวิปัลลาส
- ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน อัตตวิปัลลาส
สติปัฏฐาน แม้พระพุทธองค์ทรงตั้งไว้ ๔ ประการก็ตาม แต่การเข้าถึงพระนิพพานนั้น สติปัฏฐานอย่างเดียวเท่านั้นก็เข้าถึงได้ อุปมาเหมือนนครแห่งหนึ่งมี ๔ ประตู ชนทั้งหลายผู้มาจากทิศปราจีน ถือเอาสินค้าอันมีอยู่ในทิศปราจีนก็สามารถเข้าสู่พระนครนั้นได้. ผู้มาจากทิศทักษิณฯ มาจากทิศประจิมฯ มาจากทิศอุดร ก็เข้าสู่นครทางทิศนั้นได้ ฉันใด กาย, เวทนา, จิตและธรรม ก็อุปไมยเหมือนทิศทั้ง ๔ ฉันนั้น จะได้ขยายความสติปัฏฐาน ๔ โดยลำดับต่อไป
-----------------------------
กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
กายานุปัสสนา เมื่อแยกแล้วได้ ๓ บท คือ :
กาย+อนุ+ปัสสนา
กาย แปลว่า ประชุมด้วยดิน, น้ำ, ไฟ, ลม เป็นต้น ได้แก่ร่างกายเป็นรูปธรรม
อนุ แปลว่า ตาม
ปัสสนา แปลว่า เห็น
กายานุปัสสนา จึงแปลว่า ตามเห็นกายเนืองๆ หมายความว่า ตั้งสติกำหนดพิจารณาตามเห็นกายอยู่เนืองๆ จนกระทั่งวิปัสสนาญาณเกิดขึ้นเห็น กาย คือรูปธรรมตามความเป็นจริง ในปรมัตถทีปนีฎีกาแสดงรับรองไว้ว่า
กาเย อนุปสฺสนา กายานุปสฺสนา
แปลความว่า การเห็นกาย ชื่อว่า กายานุปัสสนา ได้แก่ การพิจารณากายด้วยสติ ปัญญา ให้เห็นกายนี้ว่า เป็นรูปธรรม อันเป็นของไม่งาม มีความแตกดับเป็นธรรมดา
กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน สติตั้งมั่นอยู่ในการพิจารณาเนืองๆ ซึ่ง กาย คือรูปขันธ์นั้น มี ๑๔ ฐาน หรือ ๑๔ บรรพะ คือ -
๑. อานาปานปัพพะ ได้แก่ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก
๒. อิริยาบถปัพพะ ได้แก่ อิริยาบถ ๔ มีการยืน, เดิน, นั่ง, นอน ที่เรียกว่า อิริยาบถใหญ่
๓. สัมปชัญญปัพพะ ได้แก่ อิริยาบถย่อย มีอาการ ๗ ประการ คือก้าวไปข้างหน้าและถอยกลับ, เหลียวไปข้างซ้าย เหลียว ไปข้างขวา, คู้แขนเข้า เหยียดแขนออก, กิริยาที่นุ่ง ผ้าห่มผ้า และใช้เครื่องใช้สอยอื่น ๆ, การเคี้ยว การกิน การดื่ม, การถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ, อาการยืน เดิน นั่งนอน การพูด การไหวติง
๔. ปฏิกูลสัญญา ได้แก่ อาการ ๓๒ ของธาตุดิน, ธาตุน้ำ ภายในร่างกาย มีผม, ขน เล็บ ฟัน, หนัง, เลือด, น้ำดี,เสมหะ เป็นต้น
๕. จตุธาตุววัตถาน ได้แก่ การพิจารณาโดยความเป็นธาตุทั้ง ๔ มีดิน,น้ำ, ไฟ, ลมโดยลักษณะ
๖. อสุภะ ได้แก่ ศพที่น่าเกลียดโดยการพองขึ้น ภายหลังที่ตายแล้ว ๒-๓ วัน
๗. อสุภะ ได้แก่ ศพที่มีสีเขียวคล้ำ ปะปนด้วยดำ, แดง, ขาว มีน้ำเหลือง และน้ำหนอง ไหลออกมาจากเนื้อ
๘. อสุภะ ได้แก่ ศพที่ถูกสัตว์ แร้ง กา จิก กัด ทิ้ง ยื้อแย่งกัน
๙. อสุภะ ได้แก่ ศพที่เป็นร่าง กระดูกติดเลือด, เนื้อ และเอ็นผูกรัดอยู่
๑๐. อสุภะ ได้แก่ ศพที่เป็นร่างกระดูก ที่ปราศจากเนื้อ แต่ยังกระจัดกระจายกันอยู่
๑๒. อสุภะ ได้แก่ ศพที่มีกระดูก มีสีขาวเปรียบดังสีสังข์
๑๓. อสุภะ ได้แก่ ศพที่เป็นกองกระดูกเรี่ยราย อยู่นานเกินหนึ่งปีขึ้นไป
๑๔. อสุภะ ได้แก่ ศพที่เป็นกองกระดูกผุป่นเป็นจุณ ไม่เป็นรูปเป็นชิ้นแล้ว
อธิบายคำว่า "กาเย กายานุปสฺสี"
คำว่า " กายานุปสฺสี" มีความหมายว่า "มีปกติตามเห็นกาย" คำว่า "กาเย" ทรงตั้ง กาย ขึ้นมาอีก เพื่อจะแสดงการกำหนดและการทำลายฆนสัญญา เป็นต้นไม่ให้ปะปนกัน ด้วยเหตุนี้ จึงมิได้ตรัสว่า "มีปกติตามเห็นเวทนาในกาย" หรือ "มีปกติตามเห็นจิตในกาย" หรือ "มีปกติตามเห็นธรรมในกาย" ด้วยเหตุนี้กาเย กายานุปสุสี จึงหมายถึง "มีปกติตามเห็นกายในกายเท่านั้น" กล่าวคือ มีสติระลึกรู้รูปกายอยู่ โดยความเป็นรูปธรรมใน ๑๔ บรรพะนั้น มิได้เผลอสติกำหนดรู้รูปธรรม โดยความเป็นทุกข์บ้าง หรือโดยความเป็นหญิงเป็นชายไปบ้างดังนี้
คำว่า "วิหรติ" หมายถึง "ให้เป็นไปอยู่ฯ" (เห็นอยู่เป็นปัจจุบัน) คือพิจารณาอยู่เนืองๆ นั่นเอง
อิติ อชฺฌตฺตํ วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ พพิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติฯ
"ภิกษุย่อมเห็นกายในกาย อันเป็นภายในบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอันเป็นภายนอกบ้าง ย่อมพิจารณาเห็นกายในกาย ทั้งภายในและภายนอกบ้าง ฯ"
ในสัมโมหวิโนทนีอรรถกถาสติปัฏฐานวิภังค์ปกรณ์ ขยายความคำว่า -
"อชฌตฺตํ กาเย" ได้แก่ เห็นกายของตน
"พหิทฺธา กาเย" ได้แก่ เห็นกายของผู้อื่น
"อชุฌตฺตพทิทฺธา กาเย" หมายความว่า ในกายของตนตามสมควรใน กายของผู้อื่นตามสมควร
โดยนัยแรก กำหนดกายในกายของตน นัยที่ ๒ กำหนดกายในกายของผู้อื่น นัยที่ ๓ กำหนดกายในกายของตนตามกาลสมควร ในกายของผู้อื่นตามกาลสมควร ชื่อว่า อารมณ์ที่กระทบพร้อมกัน ทั้งภายในและภายนอกย่อมไม่มี แต่กล่าวโดยกาลอันเป็นที่สัญจรของกัมมัฏฐานอันคล่องแคล่วไว้ในคำว่า "อชฺฌตฺตพหิทฺธา"
แต่ความเห็นของอาจารณ์ฝ่ายวิปัสสนาฯ ให้ความเห็นว่า คำว่า "พหิทฺธา กาเย" ได้แก่ กายผู้อื่นนั้น อาจเป็นความเห็นของผู้แปล ที่ตีความตามความเห็นของตนเอง เพราะโดยเหตุผลแล้ว การกำหนดกาย คือรูปธรรมของผู้อื่นเอามาเป็นอารมณ์กัมมัฏฐานนั้น นอกจากผู้ปฏิบัติจะต้องหลีกออกจากหมู่คณะไปอยู่ตามลำพังคนเดียว ไม่มีใครตามไปเป็นอารมณ์ให้พิจารณาแล้ว ยังมิได้เป็นไปเพื่อการทำลายฆนสัญญาที่จะละสักกายทิฏฐิแต่อย่างใดไม่ อนึ่ง ในบาลีท่านก็มิได้แสดง พหิทฺธา กาเย ไว้โดยตรงไม่ ท่านแสดงว่า "พหิทฺธา วา กาเย กายานุปสุสี วิหรติ" พิจารณาเห็นกายในกายเป็นภายนอกบ้าง อันมิได้หมายถึงกายของผู้อื่น โดยเหตุผลน่าจะเป็นกาย คือรูปธรรม ที่เป็นอารมณ์ภายนอกมากกว่า และคำว่า "อชฺฌตฺตพหิทฺธา วา กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ" ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายทั้งภายใน ทั้งภายนอกบ้าง คำว่า "ภายใน" น่าจะหมายถึงจิต คือ ตัววิปัสสนา "ภายนอก" น่าจะหมายถึงอารมณ์ คือรูปนาม ที่เป็นตัวสติปัฏฐานนั่นเอง ทั้งนี้ เพราะเมื่อผู้ปฏิบัติเจริญกายานุปัสนาสติปัฏฐาน จนมีความชำนาญในการกำหนดรูปธรรมที่เป็นอารมณ์ เช่น กำหนดอิริยาบถทั้ง ๔ จนคล่องแคล่วชำนาญดีแล้ว แม้อารมณ์อื่น ภายนอกก็สามารถกำหนดทันปัจจุบันอารมณ์นั้นๆ ได้ด้วย
หรืออีกนัยหนึ่ง "อชฺฌตฺตํ วา" กายภายใน หมายถึง กาย (รูป) ที่ใช้เป็นอารมณ์ของกายานุปัสสนาสติปัฏฐานนั้น, "พทิทฺธา วา" กายภายนอก หมายถึง กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ในบรรพอื่น ที่นอกจากกายที่กำหนด (อชฌตฺตํ) นั้น ผู้รวบรวมเห็นด้วยกับเหตุผลของอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนา ฯ นั้น
คำว่า "อาตาปี สมฺปชาโน สติมา" เป็นการแสดงการประกอบด้วยความเพียร , ด้วยปัญญา พร้อมด้วยสติ
"อาตาปี" คือ ความเพียรเผากิเลสด้วยการกำหนดกายเป็นอารมณ์
"สมฺปชาโน" คือ มีสัมปชัญญะ หมายถึงประกอบด้วยปัญญารู้อารมณ์ตามความเป็นจริงว่า เป็นรูปอะไร หรือนามอะไร?
"สติมา" เป็นผู้ประกอบด้วยสติระลึกอารมณ์กัมมัฏฐาน ย่อมรุ่งเรืองแก่ผู้มีความเพียร มีปัญญา ไม่หลงลืมสติ ด้วยเหตุนี้พระผู้มีพระภาค จึงตรัสองค์คุณของกายานุปัสสนาสติปัฏฐานว่า "อาตาปี สมฺปชาโน สติมา" เพื่อแสดงองค์แห่งการละกิเลส จึงตรัสว่า "วิเนยฺยโลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ"
คำว่า "วิเนยฺย" หมายถึง นำออกแล้วด้วยตทังควินัย หรือ วิกขัมภนวินัย "โลเก" หมายถึง กาย คือสังขารโลก ได้แก่ รูปนามขันธ์ ๕ ที่ประชุมกัน "อภิชฺฌาโทมนสฺสํ" คือ ความยินดียินร้าย ได้แก่ กามฉันทะ และพยาปาทะที่นับเนื่องในนิวรณธรรม พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคตรัสการละความยินดี อันมีกายสมบัติเป็นมูล ด้วยการนำอภิชฌาออก และความยินร้าย อันมีกายวิบัติเป็นมูล ด้วยการนำโทมนัสออก ในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๑๔ บรรพนี้
อิริยาบถบรรพ, สัมปชัญญะบรรพ และจตุธาตุมนสิการ เป็นอารมณ์ของสติในการเจริญวิปัสสนาภาวนา
ส่วน ปฏิกูลสัญญาบรรพ, อสุภบรรพ และ อานาปานบรรพ เป็นอารมณ์ของสติ ในการเจริญสมถภาวนา จึงต้องเจริญสมถะเสียก่อน แล้วจึงยกขึ้นสู่วิปัสสนาโดยใช้รูปนาม อันเป็นอารมณ์ในภายหลัง เรียกว่า สมถะ เป็นบาทของวิปัสสนา
----------------------
เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
เวทนานุปัสสนา แยกออกได้ ๓ บท คือ เวทนา+อนุ+ปัสสนา
เวทนา แปลว่า เสวยอารมณ์ ได้แก่ ความรู้สึกสุข, ทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์
อนุ แปลว่า ตาม
ปัสสนา แปลว่า เห็น
"เวทนานุปัสสนา" จึงแปลว่า ตามเห็นเวทนา คือ การเสวยอารมณ์ หมายความว่า มีสติตามพิจารณาดูเวทนาด้วยปัญญาอยู่เนืองๆ ว่า เวทนานี้เป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่สัตว์บุคคล ตัวตน เรา เขา เป็นสภาพของเวทนาที่แสดงความรู้สึกสุข, ทุกข์ หรือเฉยๆ กล่าวคือ ขณะเมื่อเสวยสุขเวทนา ก็มีสติตามรู้การเสวยสุขเวทนา ขณะเมื่อเสวยทุกขเวทนา ก็มีสติตามรู้การเสวยทุกขเวทนา หรือขณะเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็มีสติตามรู้อทุกขมสุขเวทนานั้น
เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน มี ๙ บรรพ คือ :
บรรพที่ ๑ มีสติพิจารณาเนืองๆ สุขเวทนา
บรรพที่ ๒ มีสติพิจารณาเนืองๆ ทุกขเวทนา
บรรพที่ ๓ มีสติพิจารณาเนืองๆ อทุกขมสุขเวทนา
บรรพที่ ๔ มีสติพิจารณาเนืองๆ สุขเวทนาเจือด้วยอามิส (กามคุณ)
บรรพที่ ๕ มีสติพิจารณาเนืองๆ ทุกขเวทนาเจือด้วยอามิส
บรรพที่ ๖ มีสติพิจารณาเนืองๆ อทุกขมสุขเวทนาเจือด้วยอามิส
บรรพที่ ๗ มีสติพิจารณาเนืองๆ สุขเวทนาที่ไม่เจือด้วยอามิส
บรรพที่ ๘ มีสติพิจารณาเนืองๆ ทุกขเวทนาที่ไม่เจือด้วยอามิส
บรรพที่ ๙ มีสติพิจารณาเนืองๆ อทุกขมสุขเวทนา ที่ไม่เจือด้วยอามิส
อามิส แปลว่า สิ่งของ, เครื่องล่อใจ, เหยื่อ หรือกามคุณอารมณ์ที่เจือด้วยอามิส หมายถึง สุข, ทุกข, อทุกขมสุข ที่อาศัยกามคุณอารมณ์เป็นปัจจัย หรือไม่เจือด้วยอามิส หมายถึง มิได้อาศัย
เวทนานุปัสสนา ที่เป็นอารมณ์ของสติปัฏฐานนี้ มีสภาพเป็นปรมัตถอารมณ์จึงเป็นอารมณ์ของวิปัสสนาอย่างเดียว เป็นอารมณ์ของสมถะไม่ได้ เวทนาทั้ง ๙ ประการดังกล่าวนั้น ผู้มีสติตามระลึกรู้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งที่มาปรากฏชัดเป็นอารมณ์ที่มีปรากฏตามความเป็นจริง ย่อมทำให้รู้ได้ ทั้งเกิดขึ้นและดับไป เมื่อตามรู้เห็นอารมณ์ทันอยู่ในปัจจุบัน ด้วยสติสัมปชัญญะดังนี้แล้ว ตัณหาคือความอยากได้ความสุข, ทิฏฐิ คือความเห็นผิดว่า เวทนาเป็นของเที่ยงเป็นสุข เป็นตัวตนเรา-เขา ก็ย่อมอาศัยเกิดไม่ได้ในขันธสันดาน เวทนูปาทานักขันธ์ คือความยึดมั่นอยู่ในกองเวทนาที่มาปรากฏให้เป็นอารมณ์ก็มีไม่ได้ด้วย ด้วยเหตุนี้ การตามเห็นเวทนาอยู่เนือง ๆ ก็เป็นเหตุให้เข้าถึงมรรค-ผล-นิพพานได้ เช่นเดียวกับการตามพิจารณากายเนืองๆ แต่เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานนั้นเหมาะแก่ผู้มีตัณหาจริตปัญญากล้า เมื่อสติกำหนดเวทนา ย่อมละเวทนาว่า เป็นสุข และย่อมสำเร็จมรรคด้วย เพราะฉะนั้น สดินั้น จึงชื่อว่า "เวทนานุบัสสนาสติบัฏฐาน"
เวทนานุปัสสนานิเทศ ตามนัยอภิธรรม แสดงว่า-
ภิกษุในศาสนานี้
- เมื่อเสวยสุขก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนา
- เมื่อเสวยทุกขเวทนา ก็รู้ชัดว่า เราเสวยทุกขเวทนา
- เมื่อเสวยอทุกขมสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่าเราเสวยอทุกขมสุขเวทนา
- เมื่อเสวยสุขเวทนามีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนามีอามิส
- เมื่อเสวยสุขเวทนาไม่มีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนาไม่มีอามิส
- เมื่อเสวยทุกขเวทนามีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยทุกขเวทนามีอามิส
- เมื่อเสวยทุกขเวทนาไม่มีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยทุกขเวทนาไม่มีอามิส
- เมื่อเสวยอทุกขมสุขเวทนามีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนามีอามิส
- หรือเมื่อเสวยอทุกขมสุขเวทนาไม่มีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนาไม่มีอามิส
ภิกษุนั้น ย่อมเสพ, ย่อมเจริญ, ทำให้มาก กำหนดไว้ด้วยดี ซึ่งนิมิตนั้น ภิกษุครั้นเสพแล้ว, เจริญ, ทำให้มาก กำหนดไว้ด้วยดี ซึ่งนิมิตนั้นแล้ว ย่อมน้อมจิตเข้าไปในเวทนาแม้ภายนอก
สัมโมหวิโนทนีอรรถกถาขยายความว่า "ทารกแม้ยังนอนดื่มนมอยู่ เสวยสุขเวทนา" ก็ย่อมรู้ว่า "เราเสวยสุขเวทนา" ก็จริง แต่พระผู้มีพระภาคมิได้ตรัสประสงค์เอาความรู้เช่นนั้น เพราะความรู้เช่นนั้น ย่อมไม่ละสัตตุปลัทธิ (ความเห็นว่า เป็นสัตว์) ย่อมไม่เพิกถอนสัตตสัญญา (ความสำคัญว่า เป็นสัตว์) ทั้งมิใช่อารมณ์ของกรรมฐาน หรือมิใช่เป็นการเจริญสติปัฏฐานฯ แต่ความรู้ของภิกษุย่อมละสัตตุปลัทธิ ย่อมเพิกถอนสัตตสัญญาทั้งเป็นกรรมฐานด้วย เป็นการเจริญสติปัฏฐานด้วย หมายเอาการเสวย คือความรู้สึกว่า "ใครเสวยเวทนา, เวทนาของใคร, เวทนามีอะไรเป็นเหตุ" ก็เวทนานั้นแหละ มีวัตถุเป็นอารมณ์ บุคคลนั้นทราบชัดอย่างนี้ว่า เวทนานั้นเอง เป็นผู้เสวยรสอารมณ์ แต่เพราะถือเอาความเป็นไปแห่งเวทนานั้น ย่อมเป็นเพียงโวหารว่า "เราเสวยเวทนา" โดยธรรม ย่อมรู้ว่า เป็น นามธรรม ดังนี้
ฉะนั้น "เมื่อเสวยสุขเวทนา" เป็นต้นนั้น "ก็รู้ชัดว่า นามเสวยสุขเวทนา" เพราะความไม่มีทุกขเวทนาในขณะแห่งสุขเวทนา หมายความว่า ทุกขเวทนาอันใดเคยมีมาก่อน บัดนี้ทุกขเวทนานั้นมิได้มี และเพราะไม่มีเวทนาอื่นจากสุขเวทนานี้ด้วยเหตุนี้ เวทนาจึงเป็นสิ่งไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
อนึ่ง เวทนาอันเป็นภายใน เวทนาอันเป็นภายนอก เวทนาทั้งภายในและภายนอก พระผู้มีพระภาคตรัสการกำหนดไว้ ๓ อย่าง คือ เวทนาภายในหมายถึงเวทนาของตน ๑ เวทนาภายนอก หมายถึงเวทนาของผู้อื่น ๑ เวทนาทั้งภายในและภายนอก หมายถึงเวทนาของตนตามกาลสมควร และของผู้อื่นตามกาลสมควร
อาจารย์ฝ่ายวิปัสสนา มีความเห็นว่า เวทนาภายนอก ไม่ใช่เวทนาของผู้อื่นแต่เป็นเวทนาที่ได้รับจากอารมณ์ภายนอก ด้วยเหตุผลที่กล่าวแล้วในกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เพราะในวาระนี้ มิได้กำหนดตน และมิได้กำหนดผู้อื่น แต่เพื่อประสงค์แสดงเพียงการกำหนดเวทนาเท่านั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า "ภิกษุในศาสนานี้ เมื่อเสวยสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า นามเสวยสุขเวทนา ฯลฯ" ดังนี้
--------------------
จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน แยกออกได้เป็น ๓ บท คือ
จิต+อนุปัสสนา+สติปัฏฐาน
จิต แปลว่าจิต หรือวิญญาณขันธ์
อนุปัสสนา แปลว่า ตามเห็น ได้แก่ การพิจารณาเนืองๆ
สติปัฏฐาน แปลว่า ที่ตั้งของสติ
เมื่อรวมความแล้ว จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน แปลว่า สติตามพิจารณาเนืองๆ ซึ่งจิต หมายความว่า เอาสติกำหนดรู้ตามจิตที่ติดอารมณ์อยู่เนืองๆ ว่าจิตนี้เป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งรู้อารมณ์ ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัว ตน เราเขาแต่เป็นนามธรรมที่รู้อารมณ์ได้ และเป็นไปพร้อมกันกับเจตสิกที่ปรุงแต่ง เช่นจิตมีราคะ, จิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่าน เป็นต้น
จิตที่เป็นอารมณ์ของสติปัฏฐานนี้ จำแนกได้เป็น ๑๖ อย่าง เรียก ๑๖ บรรพ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน มี ๑๖ บรรพ คือ :
บรรพที่ ๑ สราคจิต คือ จิตที่มีราคะ
บรรพที่ ๒ วีตราคจิต จิตที่ปราศจากราคะ
บรรพที่ ๓ สโทสจิต จิตที่มีโทสะ
บรรพที่ ๔ วีตโทสจิต จิตที่ปราศจากโทสะ
บรรพที่ ๕ สโมหจิต จิตที่มีโมหะ
บรรพที่ ๖ วีตโมหจิต จิตที่ปราศจากโมหะ
บรรพที่ ๗ สังขิตตจิต จิตที่มีถีนมิทธะ
บรรพที่ ๘ วิกขิตตจิต จิตที่ฟุ้งซ่าน
บรรพที่ ๙ มหัคคตจิต จิตที่เป็นรูปาวจรจิต และ อรูปาวจรจิต
บรรพที่ ๑๐ อมหัคคตจิต จิตที่ไม่ใช่รูปาวจรจิต และ อรูปาวจรจิต
บรรพที่ ๑๑ สอุตตรจิต จิตที่เป็นกามาวจรจิต
บรรพที่ ๑๒ อนุตตรจิต จิตที่เป็นรูปาวจรจิต และ อรูปาวจรจิต (ไม่เป็นโลกุตระ)
บรรพที่ ๑๓ สมาหิตจิต จิตที่มีสมาธิถึงอุปจารสมาธิ หรือ อัปปนาสมาธิ
บรรพที่ ๑๔ อสมาหิตจิต จิตที่เว้นจากสมาธิทั้ง ๒
บรรพที่ ๑๕ วิมุตติจิต จิตที่หลุดพันด้วยตทังควิมุติ และวิกขัมกนวิมุติ(ประหาณกิเลส)
บรรพที่ ๑๖ อวิมุตติจิต จิตที่เว้นจากวิมุติทั้ง ๒ คือ ยังไม่ได้ละกิเลสเลย
จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ตามพุทธพจน์แสดงว่า "ก็ภิกษุพิจารณาเห็นจิตในจิตภายในเนืองๆ อยู่เป็นอย่างไร"
- ภิกษุในศาสนานี้ เมื่อจิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่า จิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะ ก็รู้ขัดว่า จิตปราศจากราคะ
- เมื่อจิตมีโทสะ ก็รู้ชัดว่า จิตมีโทสะ ฯลฯ
- เมื่อจิตที่มีโมหะ ก็รู้ชัดว่า จิตมีโมหะ ฯลฯ
- เมื่อจิตหดหู่ ก็รู้ชัดว่า จิตของเราหดหู่ หรือเมื่อจิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ขัดว่าจิตของเราฟุ้งซ่าน
- เมื่อจิตของเราเป็นมหัคคตะ ก็รู้ชัดว่า จิตของเราเป็นมหัคคตะ เมื่อจิตไม่เป็นมหัคคตะ ก็รู้ชัดว่า จิตของเราไม่เป็นมหัคคตะ
- เมื่อจิตเป็นสอุตตระ ก็รู้ชัดว่า จิตของเราเป็นสอุตตระ หรือเมื่อจิตเป็นอนุตตระ ก็รู้ขัดว่า จิตของเราเป็นอนุตตระ
- จิตเป็นสมาธิตั้งมั่น ก็รู้ชัดว่า จิตของเราตั้งมั่น หรือเมื่อจิตไม่ตั้งมั่น ก็รู้ชัดว่า จิตของเราไม่ตั้งมั่น
- เมื่อจิตหลุดพัน ก็รู้ชัดว่า จิตของเราหลุดพ้น เมื่อจิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ชัดว่าจิตของเรายังไม่หลุดพ้น
ภิกษุย่อมเสพ, เจริญ, ทำให้มาก กำหนดด้วยดี ซึ่งนิมิตนั้น แล้วย่อมน้อมจิตเข้าไปในจิตภายนอก
พระอรรถกถาจารย์แก้ว่า
"สราคํ" จิตที่เกิดพร้อมด้วยความโลภ ได้แก่ โลภมูลจิต ๘
"วีตราคํ" จิต ที่ปราศจากราคะ คือ จิตที่เป็นกุศล และอพยากตะในฝ่ายโลกีย์ฯ เพราะการพิจารณานี้ ยังไม่หลุดพัน ไม่ใช่ธัมมสโมธาน จึงไม่ได้โลกตรจิตแม้สักบทเดียว
"สโทสํ" จิตที่เกิดพร้อมโทมนัส ได้แก่ โทสมูลจิต ๒
"วีตโทสํ" จิตที่ปราศจากโทสะ คือจิตที่เป็นกุศลและอพยากตะฝ่ายโลกีย์
"สโมหํ" โมหมูลจิต ๒ ดวง ที่ประกอบกับวิจิกิจฉา และประกอบกับอุทธัจจะ อกุศลจิต ๑๐ ที่เหลือก็สงเคราะห์ลงไปในที่นี้ทั้งหมด
"วีตโมหํ" จิตที่ปราศจากโมหะ คือจิตที่เป็นกุศลและอพยากตะฝ่ายโลกีย์
"สํขิตฺตํ" จิตที่มีถีนมิทธะ ชื่อว่า จิตหดหู่
"วิกฺขิตตํ" จิตที่ประกอบกับอุทธัจจะ ชื่อว่า จิตฟุ้งซ่าน
"มหคฺคตํ" ได้แก่ รูปาวจรจิต และอรูปาวจรจิต
"อมหคฺคตํ" ได้แก่ กามาวจรจิต
"สอุตฺตรํ" ได้แก่ กามาวจรจิต
"อนุตฺตรํ" ได้แก่ รูปาวจรจิต และอรูปาวจรจิต อีกนัยหนึ่ง
สอุตตรจิต ได้แก่ รูปาวจรจิต
อนุตตรจิต ได้แก่ อรูปาวจรจิต
"สมาหิตํ" ได้แก่ จิตของผู้ที่เข้าถึงอัปปนาสมาธิ หรืออุปจารสมาธิ
"อสมาหิตํ" ได้แก่ จิตที่เว้นจากสมาธิทั้ง ๒
"วิมุตฺตํ" ได้แก่ จิตที่หลุดพันจากกิเลสด้วยตทังควิมุติและวิกขัมภนวิมุติ
"อวิมุตตํ" ได้แก่ จิตที่เว้นจากวิมุติทั้ง ๒
ส่วนสมุจเฉทวิมุติ ปฏิปัสสัทธิวิมุติ และนิสสรณวิมุติ ไม่มีโอกาสจัดไว้ เพราะจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานนี้ เป็นอารมณ์ของสติบัฏฐานและวิปัสสนาญาณเท่านั้น ยังไม่เข้าถึงมัคคญาณ ผลญาณ จึงไม่อยู่ในฐานะที่เป็นอารมณ์ของสติปัฏฐานได้
จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ทั้ง ๑๖ บรรพนี้ มีองค์ธรรมได้แก่จิตอย่างเดียว ได้แก่เอาสติตามกำหนดรู้ลักษณะของจิต ซึ่งมีสภาพรู้อารมณ์อย่างเดียวเท่านั้น เมื่อตามพิจารณาดูจิตอยู่เนือง ๆ ก็จะรู้ชัดว่า เป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เป็นตัวตน คน สัตว์ เราเขา แต่อย่างใด เมื่อตามรู้ไปเนืองๆ ก็จะประจักษ์ในความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ของจิตนั้น
เมื่อตามรู้สภาพของจิตที่ปรากฏแก่ตน ตามกาลอันสมควรแล้ว ก็จะรู้ของผู้อื่นตามกาลสมควร และทั้งของตน และของผู้อื่น ก็จะได้ตามสมควรเช่นกัน แต่อาจารย์ฝ่ายวิปัสสนา ค้านว่า จิตของผู้อื่นตามรู้ไม่ได้ น่าจะเป็นจิตที่รู้อารมณ์อื่นๆ ภายนอก* ตามนัยกายานุปัสสนาสติปัฏฐานและเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานดังกล่าว
(*หรือจะเป็นการอุปมาเทียบเคียง จิตของตนกับจิตของผู้อื่น ทำนองว่า "จิตของตนเป็นเช่นไร จิตของผู้อื่นก็เป็นเช่นนั้น" มิได้ไปตามเห็นจิตของผู้อื่นตรง ๆ)
-------------------
ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน แยกออกเป็น ๓ บท คือ
ธัมม+อนุปัสสนา+สติปัฏฐาน
ธัมม แปลว่า ธรรมชาติที่ทรงสภาพของตนไว้ ตามความเป็นจริง ได้แก่ รูปธรรม และนามธรรม
อนุปัสสนา แปลว่า ตามเห็น ได้แก่ พิจารณาเนืองๆ
สติปัฏฐาน แปลว่า ที่ตั้งของสดิ
ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน แปลว่า สติตามเห็นธรรม คือ รูปธรรม และนามธรรมอยู่เนืองๆ มี ๕ บรรพ คือ :
บรรพที่ ๑ นีวรณปัพพะ อารมณ์ของสติ คือ นิวรณ์ ๕
บรรพที่ ๒ ขันธปัพพะ อารมณ์ของสติ คือ ขันธ์ ๕
บรรพที่ ๓ อายตนปัพพะ อารมณ์ของสติ คือ อายตนะ ๑๒
บรรพที่ ๔ โพชญงคปัพพะ อารมณ์ของสติ คือ โพชฌงค์ ๗
บรรพที่ ๕ สัจจปัพพะ อารมณ์ของสติ คือ อริยสัจ ๔
ความในพุทธวจนะ ตรัสว่า
ก็ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายในเนืองๆ อยู่ เป็นอย่างไร?
ในนีวรณปัพพ ตรัสวิสัชนาว่า
ภิกษุในศาสนานี้ เมื่อกามฉันทะภายในจิตมีอยู่ ก็รู้ชัดว่า กามฉันทะภายในจิตของเรามีอยู่ หรือเมื่อกามฉันทะภายในจิตไม่มี ก็รู้ขัดว่า กามฉันทะภายในจิตของเราไม่มี แม้กามฉันทะที่ยังไม่เกิดขึ้น จะเกิดขึ้นด้วยเหตุใด ก็รู้ชัดเหตุนั้นด้วย อนึ่ง การละกามฉันทะที่เกิดขึ้นแล้ว จะมีได้ด้วยเหตุใด ก็รู้ชัดเหตุนั้นด้วย อนึ่ง กามฉันทะที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นด้วยเหตุใด ก็รู้ชัดเหตุนั้นด้วย
เมื่อพยาบาทภายในจิตมีอยู่ก็รู้ชัด ฯลฯ เมื่อถีนมิทธะภายในจิตมีอยู่ ฯลฯ เมื่ออุทธัจจะกุกกุจจะภายในจิตมีอยู่ ฯลฯ เมื่อวิจิกิจฉาภายในจิตมีอยู่ ฯลฯ อนึ่งวิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิดขึ้น จะเกิดขึ้นด้วยเหตุใด รู้ชัดด้วยเหตุนั้น อนึ่ง การละวิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นด้วยเหตุใด รู้ชัดด้วยเหตุนั้น อนึง วิจิกิจฉาที่ละได้แล้วจะไม่เกิดขึ้นต่อไปอีกด้วยเหตุใด ก็รู้ชัดเหตุนั้นด้วย
(นิวรณธรรม ท่านแสดงแล้วในอกุศลสังคหะ ส่วนขันธ์ ๕, อายตนะ ๑๒, โพชฌงค์ ๗ และอริยสัจ ๒ ท่านแสดงไว้ในโพธิปักขิยสังคหะและสัพพสังคหะ)
สัมโมหวิโนทนีอรรถกถา อธิบายความว่า
พระผู้มีพระภาค ตรัสการกำหนดรูปขันธ์ ด้วยกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน, ตรัสการกำหนดเวทนาขันธ์ ด้วยเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน, และตรัสการกำหนดวิญญาณขันธ์ ด้วยจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ฉะนั้น เพื่อจะตรัสการกำหนดสัญญาขันธ์ และสังขารขันธ์ โดยนำหัวข้อแห่งสัมปยุตธรรม มาแสดงในธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน
เมื่อกล่าวโดยทั่วไปแล้ว ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ ตั้งสติตามเห็นทั้งรูปธรรมและนามธรรมทั้งปวง ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน,เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน และจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ทั้ง ๓ ประการนี้ย่อมสงเคราะห์ลงได้ในธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานนี้ทั้งสิ้น
สติปัฏฐานตามนัยแห่งปกรณ์ พระองค์ตรัสสติปัฏฐาน ๔ ก็เพื่อละวิปลาส ๔ เท่านั้นก็หาไม่ พระองค์ยังตรัสสติปัฏฐาน ๔, เพื่อละโอฆะ ๔.โยคะ ๔, อาสวะ ๔, คันถะ ๔, อุปาทาน ๔, อคติ ๔ และเพื่อให้กำหนดรู้อาหาร ๔ ด้วย
ส่วนในอรรถกถาสติปัฏฐานวิภังค์ ท่านกล่าวคำไว้เพียงเท่านี้ว่า "สติปัฏฐานมีอย่างเดียวเท่านั้น ด้วยสามารถแห่งการระลึก และด้วยสามารถแห่งการประชุมรวมลงเป็นอันเดียวกัน แต่ตรัสสติปัฏฐานไว้ ด้วยสามารถแห่งอารมณ์" ดังนี้
เหมือนอย่างว่า ในนครแห่งหนึ่ง มีประดูเข้าออก ๔ ประตู ชนทั้งหลายผู้มาจากทางตะวันออก นำสิ่งของอันมีอยู่ทางทิศตะวันออก แล้วเข้าสู่นครทางประตูทิศตะวันออก, ผู้มาจากทิศใต้, ทิศตะวันตก, ทิศเหนือ ก็นำสินค้าอันมีอยู่ทางทิศนั้นๆ แล้วก็เข้าสู่ประตูนครทางทิศนั้นๆ อุปมานี้ฉันใด, อุปไมยก็ฉันนั้น,บัณฑิตพึงทราบว่า พระนิพพาน เปรียบเหมือน นคร , โลกุตรมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เปรียบเหมือน ประตูนคร อารมณ์ ๕ มี กาย เป็นต้น เปรียบเหมือนทิศตะวันออก ชนทั้งหลายที่มาทางทิศตะวันออก ถือเอาสิ่งของที่เกิดขึ้นทางทิศตะวันออก แล้วเข้าสู่ประตูนครทางตะวันออก เหมือนพระโยคาวจรทั้งหลาย ผู้มาด้วยการเจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน อันใดอันหนึ่งใน ๑๔ บัพพะแล้วหยั่งลงสู่พระนิพพานแห่งเดียวกัน ด้วยอริยมรรค อันเกิดขึ้นด้วยอานุภาพแห่งการเจริญกายานุปัสสนานั้นเทียว
ชนทั้งหลายมาจากทิศใต้ ถือเอาสิ่งของที่เกิดขึ้นทางทิศใต้ แล้วเข้าสู่ประตูนครทางทิศใต้ เหมือนพระโยคาวจรทั้งหลาย ผู้มาด้วยการเจริญเวทนานุปัสสนาในเวทนานุปัสสนาอย่างใดใน ๙ ปัพพะ แล้วหยั่งลงสู่พระนิพพานแห่งเดียวกันด้วยอริยมรรค อันเกิดด้วยอานุภาพแห่งการเจริญเวทนานุปัสสนาขนทั้งหลายผู้มาจากทิศทางตะวันตก ถือเอาสิ่งของอันมีอยู่ทางทิศตะวันตกแล้วเข้าสู่นครโดยประตูทางด้านทิศตะวันตกนั้น เหมือนพระโยคาวจร ผู้มาด้วยจิตตานุปัสสนาอย่างใดใน ๑๖ ปัพพะ แล้วหยั่งลงสู่พระนิพพานแห่งเดียวกันด้วยอริยมรรค อันเกิดแต่อานุภาพแห่งจิตตานุปัสสนา
ชนทั้งหลายผู้มาจากทิศเหนือ ถือเอาสิ่งของอันมีอยู่ทางทิศเหนือ แล้วเข้าสู่นครโดยประตูทางด้านทิศเหนือนั้น เหมือนพระโยคาวจร ผู้มาด้วยธัมมานุปัสสนาอย่างใดใน ๕ ปัพพะนั้น แล้วหยั่งลงสู่พระนิพพานอย่างเดียวกัน ด้วยอริยมรรค อันเกิดด้วยอานุภาพแห่งธัมมานุปัสสนา ดังนี้
ฉะนั้น พึงทราบ พระผู้มีพระภาคตรัส-
สติปัฏฐาน ๑ ด้วยสามารถแห่งการระลึก และด้วยสามารถแห่งการประชุมลงโดยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในพระนิพพาน
สติปัฏฐาน ๒ ด้วยสามารถแห่งอารมณ์ของสติ ดังนี้
----------///----------

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ