สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


๑. ทานกถา วาทะว่าด้วย ทาน คือ เจตสิกธรรมเท่านั้น(๖๗/๓.๔/๑๑๓๙-๑๑๔๕)

   ทานกถา เป็นกถาลำดับที่ ๖๗, เรื่องที่ ๔ ของวัคค์ที่ ๗.(คัมภีร์กถาวัตถุ)

   ปรวาที คือ สงฆ์นิกายราชศิริกะและนิกายสิทธัตถิกะ มีความเห็นว่า เจตสิกธรรมเท่านั้นเป็น ทาน เพราะให้ผล  (วิบาก) ที่น่าปรารถนา, ไทยธรรม คือ วัตถุอันพึงให้ เช่น จีวร ไม่ใช่ทาน เพราะมิได้ ให้ผล (วิบาก) จึงกำหนดเป็นวาทะว่า

   “ทาน คือ เจตสิกธรรม" (เจตสิโก ธมฺโม ทานนฺติ)

   อรรถกถาอธิบายว่า ทานมี ๓ อย่าง คือ ๑) จาคเจตนา ๒) วิรที่ ๓) ไทยธรรม โดยได้อธิบาย ว่าแต่ละอย่างเป็น “ทาน” อย่างไร แล้วสรุปว่า ทาน ๓ อย่างนั้น เมื่อว่าโดยอรรถก็มีอยู่เพียง ๒ อย่าง คือ เจตสิกธรรม และไทยธรรม. ปรวาทีมีความเห็นผิดเพราะมีลัทธิ (สุดโต่ง) ว่า เจตสิกธรรมเท่านั้นเป็น ทาน แต่ไทยธรรม คือ วัตถุอันบุคคลพึงให้ มิใช่ทาน. (มหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ หน้า ๕๗) ในทานกถา สกวาทีจึงตั้ง คำถามเพื่อแสดงว่า ทานมิได้หมายเพียงเจตสิก คือ จาคเจตนาและวรตีเท่านั้น แต่ยังหมายถึงไทยธรรมด้วย

   ในทานกถา สกวาทีกับปรวาทีผลัดกันถาม-ตอบ จำแนกได้เป็น ๕ ตอน ดังนี้

   ตอนที่ ๑ สกวาทีท้วงว่าให้เจตสิกธรรมแก่คนอื่นไม่ได้

   สกวาที่เห็นว่า ทานอันเป็นส่วนของเจตสิก (คือ จาคเจตนา) จะสำเร็จได้ก็ต้องมีไทยธรรมเป็นอารมณ์ด้วย เพราะวัตถุที่ผู้ให้ให้และผู้รับได้รับ ก็คือไทยธรรม จึงถามว่า

   “ให้เจตสิกธรรมแก่คนอื่น ก็ได้หรือ ?”

   ปรวาทีครั้งแรกตอบปฏิเสธ เพราะเห็นว่าบุคคลไม่อาจให้เจตสิกธรรมแก่คนอื่นได้ ไม่เหมือนกับ วัตถุ เช่น ข้าว น้ำ ที่ให้แก่คนอื่นได้ แต่เมื่อถูกถามเป็นครั้งที่ ๒ ก็ตอบรับเพราะเห็นว่า พระอริยสาวก เป็นผู้เว้นขาดจากปาณาติบาต - การฆ่าสัตว์ ย่อมให้อภัย (ความไม่มีภัย) แก่สัตว์ทั้งหลายหาประมาณมิได้.

   สกวาที่ยกเจตสิกต่าง ๆ เช่น ผัสสะ เวทนา สัญญา สัทธา วิริยะ สติ ฯลฯ ถามว่า “ให้เจตสิก เหล่านั้นแก่คนอื่น ๆ ก็ได้หรือ ?”

   ปรวาที่ตอบปฏิเสธว่า “ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น" เพราะไม่เห็นมีโวหารว่า บุคคลให้ผัสสะได้ เป็นต้น(มหามกุฏฯ ๘๑/๑๑๓๙/๕๒ ;

 อรรถกถา หน้า ๕๗)

    ตอนที่ ๒ ปรวาที่โต้กลับว่า ทานมีผลน่าปรารถนาเพราะเป็นการให้ด้วยจิตเกื้อกูล แม้บางครั้งไทยธรรมจะไม่น่าปรารถนาก็ตาม

   ปรวาทีถามว่า

“ทาน มีผลไม่น่าปรารถนา มีผลไม่น่าใคร่ มีผลไม่เป็นที่ฟูใจ มีผลแสลง มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก หรือ ?”

   อรรถกถาอธิบายว่า ปรวาทีถามคำถามนี้ในแง่ที่ว่า เมื่อบุคคลให้เภสัชอันไม่น่าชอบใจด้วยจิต อนุเคราะห์เกื้อกูล แม้เภสัชให้ผลอันไม่น่าปรารถนา (เช่น ความขม) แต่การให้ด้วยเจตนาบริจาคย่อม อันเป็นประโยชน์เกื้อกูล, เพราะเหตุนั้น ไทยธรรม คือวัตถุอันบุคคลพึงให้ แม้ไม่น่าปรารถนา ก็ย่อมชื่อว่าเป็นทานมีผลอันน่าขอบใจทั้งสิ้น (ฉะนั้น ความเป็นทานมีผลอันน่าชอบใจ จึงขึ้นอยู่กับจิตที่มุ่งเกื้อกูลอนุเคราะห์). (มหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ หน้า ๕๘)

   สกว่าที่ตอบปฏิเสธว่า “ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น" เพราะทานย่อมมีผลน่าปรารถนาเสมอ. ปรวาที่จึงถามให้สกวาทียืนยันว่า

   “ทาน มีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลเป็นที่ฟูใจ มีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก มิใช่หรือ ?”

   สกวาที่รับว่า “ถูกแล้ว”, ปรวาที่อาศัยคำตอบรับของสกวาที มากล่าวนิคคหะย้ำความเห็นขอตนว่า

   “หากว่า ทาน มีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลเป็นที่ฟูใจ มีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก ด้วยเหตุนั้นนะท่าน จึงต้องกล่าวว่า ทาน คือ เจตสิกธรรม"(มหามกุฏฯ ๘๑/๑๑๔๐/๕๒)

   สกวาทีไม่ยอม อ้างพระพุทธพจน์ว่า

   “พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ทานมีผลน่าปรารถนา

และ ทานก็คือจีวร (รวมทั้งบริขารอื่น เช่น บิณฑบาต เสนาสนะ) มิใช่หรือ?”

   ปรวาทีรับว่า “ถูกแล้ว.” สกวาที่จึงผูกคำในพระพุทธพจน์ที่ยกแสดงกับคำข้างต้นของปรวาที่ว่า    

   “ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่า) จีวร มีผลน่าปรารถนา... มีสุขเป็นวิบาก หรือ?"

   ปรวาทีเมื่อไม่เห็นที่จีวรทาน เป็นต้น ให้ผล (วิบาก) อันน่าปรารถนา จึงตอบปฏิเสธว่า “ไม่พึง กล่าวอย่างนั้น” คือ ยังคงยืนยันวาทะของตน ผลที่น่าปรารถนาเป็นผลของเจตสิกธรรมคือการคิดให้ด้วย หวังอนุเคราะห์. (มหามกุฏฯ ๘๑/๑๑๔๐/๕๓.)

   ตอนที่ ๓ ปรวาทียกพระพุทธพจน์ขึ้นอ้าง

   ป. “พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ธรรมเหล่านี้ คือ สัทธา หิริ และทานที่เป็นกุศล ไปตามสัตบุรุษ. ธรรม ๓ ประการนี้แล สัตบุรุษทั้งหลายกล่าวว่า เป็นทางไปสู่เทวโลก เพราะบุคคลไปสู่เทวโลก ได้ด้วยธรรม ๓ ประการนี้ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ?” (อง, อฏฐก. ๒๓/๑๒๒.)

   เมื่อสกวาทีรับว่า “ถูกแล้ว” ปรวาทีก็สรุปว่า

   “ถ้าอย่างนั้น ทาน ก็คือ เจตสิกธรรม น่ะสิ."

   ปรวาทีสรุปเช่นนี้เพราะเห็นว่า สัทธา หิริ เป็นเจตสิกธรรม “ทานที่เป็นกุศล” ก็ต้องเป็นเจตสิก ธรรม. อีกอย่างคำว่า “กุศล” ก็แสดงว่า “ทาน” เป็นเจตสิกธรรม เพราะกุศล เป็นจิต เจตสิก.(มหามกุฏฯ ๘๑/๑๑๔๑/๕๓.)

   ตอนที่ ๔ ปรวาทียกพระพุทธพจน์ที่แสดงถึงวิรตี-การเว้นจากความชั่ว ว่าเป็นทาน

   ปรวาทยังได้ยกพระพุทธพจน์ที่ตรัสเป็นต้นว่า

   “อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ .... เว้นขาดแล้วจากปาณาติบาต ชื่อว่า ให้ อภัย ให้ความเป็นผู้ไม่มีเวร ให้ความไม่เบียดเบียนแก่สัตว์หาประมาณมิได้...”

(อง, อฏฐก. ๒๓/๑๒๙.)

   สกวาทียอมรับว่านั่นเป็นพระพุทธพจน์ ปรวาทีซึ่งเห็นว่าการเว้นขาดจากปาณาติบาต คือ วิรตีเจตสิก จึงสรุปว่า

   “ถ้าอย่างนั้น ทาน ก็คือ เจตสิกธรรม น่ะสิ” (มหามกุฏฯ ๘๑/๑๑๔๒/๕๔.)

   ตอนที่ ๕ สกวาทียกพระพุทธพจน์มายืนยันว่า ทาน คือ ไทยธรรม

   สกวาทียกพระพุทธพจน์ขึ้นอ่างบ้างว่า

   “พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมให้ข้าว ให้น้ำ ให้ยาน ให้ดอกไม้ ให้ของหอม ให้เครื่องลูบไล้ ให้ที่นอน ให้ที่พัก ให้เครื่องประดับ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ?"

   เมื่อปรวาทียอมรับ สกวาทีก็สรุปว่า

   “ถ้าอย่างนั้น ทาน ก็คือ ไทยธรรม น่ะสิ.”

   แต่ปรวาที่ไม่ยอมรับ โต้ว่า

   “ไทยธรรม (เช่น จีวร) มีผลน่าปรารถนา.........มีสุขเป็นวิบาก หรือ ?"

   เมื่อสกวาทีปฏิเสธว่า “ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น” เพราะมองในแง่ว่า ไทยธรรมที่ให้ผลไม่น่าปรารถนา ก็มี เช่น ยาที่มีความขมฺ ปรวาที่ถือเอาคำตอบปฏิเสธของสกว่าที่กล่าวนิคคหะว่า

   “ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ทาน คือ ไทยธรรม."

(มหามงกุฎฯ๘๑/๑๑๔๓-๑๑๔๔/๕๕-๕๖.) 

   คำโต้ตอบในตอนที่ ๕ นี้ดูแสดงว่า สกวาที่ถือว่าทานคือไทยธรรม ส่วนปรวาที่ถือว่าทานคือ เจตสิกธรรม (คือ จาคเจตนาและวรตี) อรรถกถาจึงเตือนว่า 

   “การชำระพระสูตร (ที่สกวาทียกข้างต้น) ย่อมถูกต้องทั้งในวาทะของปรวาที และทั้งในวาทะของสกวาที แต่ย่อมไม่ถูกโดยเนื้อความอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่าง เดียว” และ

   “สำหรับเรื่องนี้ ท่านกล่าวไว้เพื่อจะปลดเปลื้องความปะปนกันแห่งทานทั้ง ๒ เท่านั้น” (มหามกุฏฯ เล่ม ๘๐ หน้า ๕๙)


[full-post]

ทานกถา,ทานเป็นเจตสิกธรรมเท่านั้น,วัตถุไม่ใช่ทาน

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.