สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


สาระจากศีลสิกขาบทอันเป็นพุทธบัญญัติ

   ถามว่าก็ในเมื่อพระอรหันต์ท่านละกิเลสได้หมดสิ้นเชิงแล้ว ก็ย่อมเป็นผู้ไม่หลงลืมสติแน่นอน ก็แล้วทำไมพระอรหันต์ถึงมีการต้องอาบัติได้เล่า?

   ตอบว่า การต้องอาบัติอันเป็นศีลสิกขาบทบัญญัติ มีได้ด้วยเหตุ 2 ประการ คือ :-

   1. เพราะความไม่เอื้อเฟื้อพระวินัยบัญญัติ

   2. เพราะความรู้ไม่ทั่วถึงพุทธวิสัย

   ในบรรดาเหตุทั้งสองประการนั้น พระอรหันต์มีโอกาสต้องอาบัติได้เฉพาะเหตุประการหลังเท่านั้น คือ เพราะความไม่รู้ทั่วถึงพุทธวิสัย ส่วนเหตุประการแรกนั้น โอกาสเป็นไปไม่ได้เลย เหตุเพราะท่านละกิเลสได้หมดสิ้นเชิงแล้ว

   ถามว่า เมื่อต้องอาบัติด้วยเหตุต่างกัน โทษอาบัติจะต่างกันอย่างไร?

   ตอบว่า โทษ มี 2 ประการ คือ :-

   1. โลกวัชชะ เป็นโทษทางโลก องค์ธรรมเมื่อย่อลงแล้ว ก็คืออกุศลกรรมบถ 10 มีการฆ่าสัตว์เป็นต้น

   2. บัณณัตติวัชชะ เป็นโทษทางพระวินัยบัญญัติ องค์ธรรม เมื่อสงเคราะห์แล้วก็คือการกระทำที่ไม่เหมาะสมต่อความเป็นสมณเพศ มี สัญจริตสิกขาบท,วิกาลโภชนสิกขาบท,ปฐมปวารณาสิกขาบท,ทุติยปวารณาสิกขาบท เป็นต้น(รายละเอียดโปรดดูในแต่ละสิกขาบทเถิด)

   ในบรรดาโทษทั้งสองประการนั้น พระอรหันต์มีโอกาสต้องโทษได้ก็เฉพาะประการหลังเท่านั้น(คืออนุชนรุ่นหลังจะถือเอาเป็นเยื่องอย่าง)

   ส่วนโทษประการแรกนั้นโอกาสเป็นไปไม่ได้เลย เพราะท่านละกิเลสได้หมดสิ้นเชิงแล้ว ความว่าทั้งเหตุและโทษนั้น ปุถุชนมีโอกาสเป็นไปได้ครบทั้งสองประการ เพราะกิเลสยังไม่สิ้น และยังหนาแน่นอยู่ ส่วนพระอรหันต์นั้น ทั้งเหตุและโทษ โอกาสเป็นไปได้เป็นประการหลังอย่างเดียว เพราะท่านละกิเลสได้สิ้นแล้วนั่นเอง ส่วนพระอริยบุคคลเบื้องต่ำ กิเลสยังละไม่ได้หมดสิ้นก็จริง แต่ก็น้อยกว่าปุถุชน โอกาสที่จะต้องโทษด้วยปปัญจธรรม(ธรรมอันเป็นเหตุให้เนิ้นช้าในวัฏฏทุกข์) มีตัณหา มานะ ทิฏฐิ จึงมีน้อยกว่าปุถุชน คือเว้น(มิจฉา)ทิฏฐิในพระโสดาบันบุคคลกับพระสกทาคามีบุคคล และเว้น(อัสมิ)มานะในพระอนาคามีบุคคลที่เหลือ คือ ตัณหา ก็มีกำลังอ่อนกว่าปุถุชนมาก(คัมภีร์นิสสยอักษรธรรมล้านช้าง)


[full-post]

สิกขาบท,พุทธบัญญัติ,ศีล

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.