อุปปัตติภพ

       ส่วนอุปปัตติภพโดยสังเขปก็ได้แก่ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดเพราะกรรมโดยเฉพาะ (ว่า) โดยประเภทมี ๙ อย่าง ดังพระบาลีว่า "ในภพ ๒ นั้น อุปปัตติภพเป็นไฉน กามภพรูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพจตุโวการภพ ปัญจโวการภพ นี่เรียกว่า อุปปัตติภพ"

-------------------

ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ  น. ๙๕๓


ในภพเหล่านั้น ภพที่นับว่ากาม  ชื่อว่ากามภพ (ความหมาย) ในรูปภพและอรูปภพ ก็นัยนี้ (คือว่า รูปภพ ก็แปลว่า ภพที่นับว่ารูป อรูปภพ แปลว่า ภพที่นับว่าอรูป)

       ภพของสัตว์ทั้งหลายผู้มีสัญญา ชื่อว่าสัญญาภพ นัยหนึ่ง สัญญามีอยู่ในภพนั้นเหตุนั้น ภพนั้นจึงชื่อว่าสัญญาภพ (แปลว่า ภพที่มีสัญญา) อสัญญาภพ พึงทราบโดยนัยตรงกันข้าม

       ธรรมชาติที่เป็นเนวสัญญานาสัญญา (มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่) เพราะไม่มีสัญญาหยาบและเพราะมีแต่สัญญาละเอียด มีอยู่ในภพนั้น เหตุนั้น ภพนั้นจึงชื่อว่า เนวสัญญานาสัญญาภพ

       ภพที่เต็มไปด้วยรูปขันธ์อย่างเดียว ชื่อว่าเอกโวการภพ นัยหนึ่ง โวการะ (คือขันธ์) ของภพนั้นมีอย่างเดียว เหตุนั้น ภพนั้น จึงชื่อว่าเอกโวการภพ (แปลว่า ภพมีขันธ์เดียว) (ความหมาย ในจตุโวการภพและปัญจโวการภพก็นัยนี้ (คือจตุโวการภพก็แปลว่า ภพมีขันธ์ ๔ ปัญจโวการภพ แปลว่า ภพมีขันธ์ ๕)

       ในภพเหล่านั้น กามภพ ได้แก่อุปาทินนขันธ์ (ขันธ์มีใจครอง) ๕ รูปภพก็อย่างนั้น อรูปภพได้แก่ อุปาทินนขันธ์ ๔ สัญญาภพได้แก่อุปาทินนขันธ์ ๕ อสัญญาภพ ได้แก่อุปาทินนขันธ์ ๑ เนวสัญญานาสัญญาภพ ได้แก่อุปาทินนขันธ์ ๔ ภพ ๓ มีเอกโวการภพเป็นต้น ก็ได้แก่ขันธ์  ขันธ์ ๔ และขันธ์ ๕ โดยเป็นอุปาทินนขันธ์

       วินิจฉัยโดยธรรมในบทนี้ พึงทราบโดยนัยดังกล่าวมาฉะนี้ประการ ๑


วินิจฉัยโดยสาตถะ

       [๖๔๘] ข้อว่า "โดยสาตถะ" มีวินิจฉัยว่า ก็แล อภิสังขารทั้งหลายมีปุญญาภิสังขารเป็นต้นนั่นแหละ แม้กล่าวมาแล้วในตอนแก้สังขารดังที่กล่าวในตอนแก้ภพ(นี้) เหมือนกันก็จริง แม้เมื่อเป็นเช่นนั้นอภิสังขาร ตอนก่อน ท่านกล่าวโดยเป็นอดีตกรรม เพราะเป็นปัจจัยแก่ปฏิสนธิในภพนี้ (แต่) อภิสังขาร ตอนนี้ กล่าวโดยเป็นปัจจุบันกรรมเพราะเป็นปัจจัยแก่ปฏิสนธิในกาลต่อไป เพราะฉะนั้น การกล่าว(ถึงอภิสังขาร) ซ้ำจึงยังมีประโยชน์แท้ หรือ (อีกตัวอย่างหนึ่ง) ในตอนก่อน เจตนา-

---------------------

น.  ๙๕๔ คัมภีร์วิสุทธิมรรค


เท่านั้นท่านกล่าวว่าเป็นสังขาร โดยนัยว่า "ในอภิสังขาร ๓ นั้น ปุญญาภิสังขารเป็นไฉน เจตนาเป็นกุศลกามาวจร(นี้เรียกว่าปุญญาภิสังขาร)"(1) ดังนี้เป็นต้น แต่ในตอนนี้ แม้ธรรมทั้งหลายที่สัมปยุตกับเจตนา ท่านก็กล่าวด้วยคำว่า "แม้กรรมที่เป็นภวคามีทั้งปวง (ก็ชื่อว่ากรรมภพ) "(2)" ดังนี้ อนึ่งที่ก่อนกรรมที่เป็นปัจจัยแก่วิญญาณเท่านั้น ท่านกล่าวว่าเป็นสังขาร มาที่นี้ แม้กรรมที่ยังสัตว์ให้เกิดในอสัญญาภพ ท่านก็กล่าวด้วย จะกล่าวมากไปทำไมมี ในบทว่า "อวิชซาปจฺจยา ภโว" นี้ ท่านกล่าวธรรมทั้งที่เป็นกุศลทั้งที่เป็นอกุศลมีปุญญาภิสังขาร์เป็นต้น แต่ในตอนนี้ ท่านกล่าวธรรมทั้งที่เป็นกุศลทั้งที่เป็นอกุศล ทั้งที่เป็นอัพยากฤต ก็เพราะสงเคราะห์เอาอุปปัตติภพเข้าด้วย เพราะฉะนั้น การกล่าวซ้ำนี้ จึงยังมีประโยชน์แท้

       วินิจฉัยโดยสาตถะในบทนี้ พึงทราบโดยนัยดังกล่าวมาฉะนี้


วินิจฉัยโดยแบ่งออกและรวมเข้า

       (๖๔๙) ข้อว่า "โดยเภทะและสังคหะ" คือโดยแบ่งออกและโดยย่อเข้าซึ่งภพอันมีเพราะปัจจัยคืออุปาทาน

โดยแบ่งออก

       ความว่า กรรมที่ยังสัตว์ให้เกิดในกามภพ ซึ่งมีเพราะปัจจัยคือกามุปาทานใด อันสัตว์ทำเข้า ธรรมคือกรรมนั้นชื่อว่ากรรมภพ ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นเพราะกรรมนั้นโดยเฉพาะ ชื่อว่า อุปปัตติภพ ในรูปภพและอรูปภพก็นัยนี้

       โดยนัยดังนี้ กามภพทั้งสัญญาภพและปัญจโวการภพที่อยู่ภายใน (คือรวมอยู่ในกามภพ) เป็น ๒ รูปภพ ทั้งสัญญาภพ อสัญญาภพ เอกโวการภพและปัญจโวการภพที่อยู่ภายใน เป็น ๒ อรูปภพทั้งสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพและจตุโวการภพที่อยู่ภายใน เป็น ๒ ด้งนี้ ภพจึงเป็น ๖ พร้อมทั้งภพที่อยู่ภายใน อันมีเพราะปัจจัยคือกามุปาทาน ก็แล ภพที่มีเพราะปัจจัยคือกามุปาทาน เป็น ๖ พร้อมทั้งภพที่อยู่ภายในฉันใด แม้ภพที่มีเพราะปัจจัย คืออุปาทานที่เหลือก็เป็นอย่างละ ๖ ฉันนั้นแล ด้วยประการดังนี้ โดยแบ่งออก ภพที่มีเพราะปัจจัยคืออุปาทานจึงเป็น ๒๔ พร้อมทั้งภพที่อยู่ภายใน

--------------------

(1) อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๒๒๖/๒๒๐ 

(2) อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๒๓๔/๒๒๑

--------------------

ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ  น. ๙๕๕ 


โดยรวมเข้า

       ส่วนว่าโดยรวมเข้า มีวินิจฉัยว่า รวมกามภพและอุปปัตติภพเข้าด้วยกันเสีย กามภพ ก็เป็น ๑ กับทั้งภพที่อยู่ภายใน รูปภพและอรูปภพก็รวมเข้าอย่างนั้น ดังนี้จึงเป็นภพ ๓ อันมีเพราะปัจจัยคืออุปาทาน แม้ภพอันมีเพราะปัจจัยคืออุปาทานที่เหลือก็เป็นอย่าง ๆ ฉันนั้นแล

       ด้วยประการดังนี้ โดยรวมเข้า ภพที่มีเพราะปัจจัย คือ อุปาทาน จึงเป็น ๑๒ พร้อมทั้งภพที่อยู่ภายใน

       อีกนัยหนึ่ง กรรมที่มีผลเป็นกามภพ จัดเป็นกรรมภพอันมีเพราะปัจจัยคืออุปาทานโดยไม่แปลกกัน (คือไม่แยกประเภทอุปาทาน) ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดเพราะกรรมนั้นโดยเฉพาะจัดเป็นอุปปัตติภพ ในรูปภพและอรูปภพก็นัยนี้ ด้วยประการนี้โดยรวมเข้าอีกปริยายหนึ่ง ภพอันมีเพราะปัจจัยคืออุปาทานจึงเป็น ๖ คือกามภพ ๒ รูปภพ ๒ อรูปภพ ๒ พร้อมทั้งภพที่อยู่ภายใน

       หรือว่าไม่แตะต้องการแยกเป็นกรรมภพและอุปปัตติภพเสีย ภพก็คงเป็น ๓ โดยกามภพ เป็นต้น พร้อมทั้งภพที่อยู่ภายใน

       อนึ่งเล่า ไม่แตะต้องการแยกเป็นภพ ๓ มีกามภพเป็นต้นเสีย ภพก็เป็น ๒ โดยเป็นกรรมภพและอุปปัตติภพ ไม่แตะต้องการแยกเป็นกรรมภพและอุปปัตติภพเสียอีกเล่า ภพก็คงเป็น ๑ เท่านั้นโดยเป็นภพ (เอกพจน์) ตามบทว่า อุปาทานปจุจยา ภโว แล

       วินิจฉัยโดยแยกออกและรวมเข้าซึ่งภพอันมีอุปาทานเป็นปัจจัยในบทนี้ พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ประการ ๑


วินิจฉัยโดยสิ่งไรเป็นของสิ่งไร

       (๖๕๐] ข้อว่า "ยํ ยสฺส ปจฺจโย เจว" ความว่า อนึ่ง ในบทว่า "อุปาทานปจฺจยา ภโว"  นี้ อุปาทาน อะไร เป็นปัจจัยแก่ภพอะไร บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยโดยประการที่สิ่งไรเป็นปัจจัยแก่สิ่งไรนั้นด้วย ถามว่า - ก็ในบทนี้ สิ่งไรเป็นปัจจัยแก่สิ่งไรเล่า ?ตอบว่า - ทุกสิ่งเป็นปัจจัยแก่ทุกสิ่งแหละ

------------------

น. ๙๕๖  คัมภีร์วิสุทธิมรรค


       จริงอยู่ ปุถุชนเปรียบเหมือนคนบ้า เขาหาวิจารว่า สิ่งนี้ควร สิ่งนั้นไม่ควรไม่ปรารถนาภพทุกภพด้วยอำนาจอุปาทานทุกข้อ แล้วก็ทำกรรมทุกอย่างทีเดียวเพราะฉะนั้น อาจารย์บางเหล่ากล่าวคำใดว่า "รูปภพ อรูปภพย่อมไม่มีเพราะสีลัพพตุปาทาน" ดังนี้ คำนั้นจึงไม่ควรถือเอา แต่ควรถือว่า "ภพทั้งปวงย่อมมีได้เพราะอุปาทานทั้งปวง" ข้อนี้มีอย่างไร :?


อุปาทานเป็นปัจจัยแก่กามภพ

       บุคคลบางคนในโลกนี้ คิดไปด้วยอำนาจการได้ยินสืบกันมาบ้าง ตามแบบอย่างที่ได้เห็นบ้างว่า "อันกามทั้งหลายนั้น ก็สมบูรณ์แต่ในตระกูลมหาศาลมีตระกูลขัตติยมหาศาลเป็นต้น ในมนุษยโลกและในกามาวจรเทวโลก  ชั้นเท่านั้น" ดังนี้แล้ว ถูกอสัปปุริสธรรมมีการฟังเรื่องอสัทธรรมเป็นต้น กล่อม (สงสัย) ใจเข้าสำคัญไปว่ากามทั้งหลายจะสำเร็จได้ด้วยการกระทำ (อย่าง) นี้ (คืออย่างที่ได้ยิน) เลยกระทำทุจริตมีกายทุจริตเป็นต้นไปตามอำนาจแห่งกามุปาทานเข้าก็ได้ เพื่อ (ให้ ได้กามทั้งหลายนั้นเพราะทุจริตเต็มเข้า เขาก็ไปเกิดในอบาย หรือมิฉะนั้น เมื่อปรารถนากามทั้งหลายที่ประสบเข้าหรือจะคุ้มครองกามทั้งหลายที่ได้มาก็ตาม ทำทุจริตมีกายทุจริตเป็นต้นเข้าด้วยอำนาจแห่งอุปาทาน (ก็ได้) เพราะทุจริตเต็มเข้า เขาก็ไปเกิดในอบายกรรมที่เป็นเหตุแห่งความอุบัติในอบายนั้นเป็นกรรมภพขันธ์ทั้งหลายที่เกิดเพราะกรรมนั้นก็เป็นอุปปัตติภพของบุคคลนั้น ส่วนสัญญาภพและปัญจโวการภพก็รวมอยู่ในนั้นนั่นเอง

       ฝ่ายบุคคลอีกคนหนึ่งเป็นผู้มีความรู้เพิ่มพูนขึ้นด้วยสัปปุริสธรรมทั้งหลายมีการได้ฟังสัทธรรมเป็นต้นแล้วสำคัญว่ากามทั้งหลายจะสำเร็จได้ด้วยการกระทำ(อย่างนี้) ก็กระทำสุจริตมีกายสุจริตเป็นต้น ด้วยอำนาจกามุปาทาน เพราะสุจริตเปี่ยมเข้า เขาก็ไปเกิดในหมู่เทพบ้าง ในหมู่มนุษย์บ้าง

       กรรมอันเป็นเหตุแห่งความอุบัติในหมู่เทพและมนุษย์นั้นเป็นกรรมภพ ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดเพราะกรรมนั้นเป็นอุปปัตติภพของบุคคลนั้น  ส่วนสัญญาภพและปัญจโวการภพก็รวมอยู่ในนั้นเหมือนกัน

------------------------

ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ   น. ๙๕๗


       กามุปาทานเป็นปัจจัยแก่กรรมภพอันมีแตกต่างกัน (หลายประเภท เช่น สุคติทุคติ) พร้อมทั้งภพที่อยู่ภายใน ดังนี้


กามุปาทานเป็นปัจจัยแก่รูปภพและอรูปภพ

       บุคคลอีกคนหนึ่งได้ฟังหรือคาดคะเนเอาก็ตามว่า กามทั้งหลายในรูปภพและอรูปภพสมบูรณ์กว่ากามในกามภพนั้น จึงทำรูปสมาบัติและอรูปสมาบัติให้เกิดขึ้นด้วยอำนาจกามุปาทานนั่นเอง แล้วก็ไปเกิดในโลกรูปพรหมและอรูปพรหมด้วยกำลังแห่งสมาบัติ

       กรรมอันเป็นเหตุแห่งความอุบัติในพรหมโลกนั้น เป็นกรรมภพ ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดเพราะกรรมนั้นเป็นอุปปัตติภพของบุคคลนั้น ส่วนสัญญาภพ อสัญญาภพเนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพและปัญจโวการภพ ก็รวมอยู่ในนั้นแหละ

       กามุปาทานเป็นปัจจัยแก่รูปภพและอรูปภพอันมีแตกต่างกัน (หลายประเภท) พร้อมทั้งภพที่อยู่ภายในก็ได้ดังนี้ ทิฏฐุปาทานเป็นปัจจัยแก่ภพทั้ง ๆ

       บุคคลอีกผู้หนึ่งเห็นไปว่า "อันอัตภาพนี้ เมื่อภพแห่งกามาวจรสมบัติ หรือรูปภพ อรูปภพอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตามขาดแล้วก็เป็นอันขาดสูญ" ดังนี้แล้วยึดถืออุจเฉททิฏฐิ แล้วก็ทำกรรมที่ไปกันได้กับทิฏฐินั้น

       กรรมนั้นเป็นกรรมภพ ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดเพราะกรรมนั้นก็เป็นอุปปัตติภพของบุคคลนั้น ส่วนภพทั้งหลายมีสัญญาภพเป็นต้นก็รวมอยู่ในนั้นแหละ

       ทิฏฐุปาทานเป็นปัจจัยแก่ภพทั้ง ๓ คือทั้งกามภพ รูปภพและอรูปภพอันมีแตกต่างกัน (หลายประเภท) พร้อมทั้งภพที่อยู่ภายในก็ได้ดังนี้


อัตตวาทุปาทานเป็นปัจจัยแก่ภพทั้งหลาย

       บุคคลอีกผู้หนึ่ง เห็นว่า "อันอัตภาพนี้ ย่อมจะมีความสุขปราศจากความเร่าร้อนอยู่ในภพแห่งกามาวจรสมบัติ หรือในรูปภพและอรูปภพแห่งใดแห่งหนึ่งก็ได้ดังนี้แล้วก็ทำกรรมที่ไปกันได้กับความเห็นนั้นด้วย (อำนาจ) อัตตวาทุปาทาน

-------------------

น. ๙๕๘ คัมภีร์วิสุทธิมรรค


       กรรมนั้นเป็นกรรมภพ ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดเพราะกรรมนั้นก็เป็นอุปปัตติภพ ของบุคคลนั้น ส่วนสัญญาภพเป็นต้นก็รวมอยู่ในนั้นแหละ

       อัตตวาทุปาทานเป็นปัจจัยแก่ภพทั้ง ๓ อันมีแตกต่างกัน (หลายประเภท) พร้อมทั้งที่อยู่ภายในดังนี้


สีลัพพตปาทานเป็นปัจจัยแก่ภพทั้ง ๓

       บุคคลผู้หนึ่งเห็นว่า "อันความสุขย่อมถึงซึ่งความเต็มเปี่ยมแก่บุคคลผู้ทำศีลพรตนี้ให้บริบูรณ์ ในภพแห่งกามาวจรสมบัติก็ตาม ในรูปภพและอรูปภพแห่งใดแห่งหนึ่งก็ตาม" ดังนี้แล้ว ก็ทำกรรมที่ไปกันได้กับความเห็นนั้นด้วยอำนาจสีลัพพอุปาทานกรรมนั้นเป็นกรรมภพ ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดเพราะกรรมนั้นก็เป็นอุปปัตติภพของบุคคลนั้น ส่วนสัญญาภพเป็นต้นก็รวมอยู่ในนั้นเหมือนกัน

       แม้สีลัพพตุปาทานก็เป็นปัจจัยแก่ภพทั้ง ๓ อันมีแตกต่างกัน (หลายประเภท) พร้อมทั้งภพที่อยู่ภายในได้ดังนี้แล

       วินิจฉัยโดยประการที่สิ่งไรเป็นปัจจัยแก่สิ่งไร ในบทนี้ พึงทราบดังกล่าวมาฉะนี้ หากมีคำถามว่า "ก็ในบทนี้ อุปาทานอะไร เป็นปัจจัยแก่ภพอะไร อย่างไร" ดังนี้ไซร้ คำแก้พึงมีว่า:


คาถาสังเขปปัจจยนัย

              บัณฑิตพึงทราบเถิดว่า อุปาทานเป็นอุปนิสสยปัจจัย

              แก่รูปภพและอรูปภพ อนึ่ง มันเป็นปัจจัยแก่กามภพ โดย

              ปัจจัยทั้งหลายมีสหชาตปัจจัยเป็นอาทิ


ขยายความ


       ขยายความว่า อุปาทานทั้ง ๔ อย่างนั้น เป็นปัจจัยประเภทเดียว โดยเป็นอุปนิสสยปัจจัยเท่านั้นแก่รูปภพและอรูปภพ คือแก่กรรมเฉพาะที่เป็นกุศลในกรรมภพอันนับเนื่องในกามภพและแก่อุปปัตติภพด้วย (ส่วน) ในกามภพมันเป็นปัจจัยโดย-

-----------------

ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ  น. ๙๕๙


สหชาตปัจจัยเป็นต้นซึ่งแยกออกเป็นสหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ สัมปยุตตะ อัตถิ อวิคตะและเหตุปัจจัยแก่อกุศลกรรมภพ อันสัมปยุตกับตน  แต่เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัยอย่างเดียว แก่กรรมภพที่เป็นวิปปยุต

       นี่เป็นกถาอย่างพิสดารในบทว่า "อุปาทานปจฺจยา ภโว"


ภพเป็นปัจจัยแก่ชาติ

       (๖๕๑) ในบททั้งหลายมีบทว่า "ภวปจฺจยา ชาติ" เป็นอาทิ การวินิจฉัยคำมีคำว่า ชาติ เป็นต้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในสัจจนิเทศเถิด ส่วนคำว่า ภโว ในบทนี้หมายเอากรรมภพอย่างเดียว เพราะกรรมภพนั้นเป็นปัจจัยแก่ชาติ อุปปัตติภพหาเป็นปัจจัยไม่ ก็แล  กรรมภพนั้นเป็นปัจจัย ๒ อย่าง โดยเป็นกัมมปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัยเท่านั้นแล

       หากมีคำถามว่า "ก็ข้อที่ว่า ภพเป็นปัจจัยแก่ชาตินั่น จะพึงทราบได้อย่างไร" ดังนี้ไซร้ คำตอบพึงมีว่า "พึงทราบได้โดยที่แม้เมื่อปัจจัยภายนอกมีเสมอกัน ก็ปรากฏความแปลกกัน มีความเป็นผู้ทรามและเป็นผู้ประณีตเป็นต้นได้ จริงอยู่ แม้ความเสมอกันแห่งปัจจัยภายนอกทั้งหลายมีสุกกโลหิต (เลือดขาว)  ของชนกชนนี และอาหารเป็นต้นมีอยู่ ความแปลกกันมีความเป็นผู้ทรามและเป็นผู้ประณีตเป็นต้นของสัตว์ทั้งหลาย แม้เป็นลูกแฝดก็เห็นได้อยู่ อันความแปลกกันแห่งสัตว์ทั้งหลายนั้นมิใช่ไม่มีเหตุ เพราะไม่มีไปทุกเมื่อและทุกคน มิใช่มีเหตุอื่นไปจากกรรมภพ เพราะไม่มีเหตุอย่างอื่นในสันดานเฉพาะตัวของสัตว์ทั้งหลายผู้เกิดมาเพราะกรรมภพนั้น เหตุฉะนั้นมันจึงมีกรรมภพเป็นเหตุแท้ เพราะกรรมเป็นเหตุแห่งความแปลกกันมีความเป็นผู้ทรามและเป็นผู้ประณีตเป็นต้น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า "กรรมย่อมจำแนกสัตว์ทั้งหลาย นี่คืออะไร คือย่อมจำแนกโดยความเป็นผู้ทรามและเป็นผู้ประณีต"(1) ดังนี้ เหตุนั้นข้อที่ว่า "ภพเป็นปัจจัยแก่ชาติ" นั่นจึงควรทราบได้ (โดยนัย) ดังกล่าวมาฉะนี้

----------------

(1) ดูเทียบ ม. อุ. (ไทย) ๑๔/๒๘๙/๓๔๙

---------------

น. ๙๖๐   คัมภีร์วิสุทธิมรรค


ชาติเป็นปัจจัยแก่ชรา มรณะ ฯลฯ

       ก็แล เหตุใด เมื่อชาติไม่มีอยู่ ขึ้นชื่อว่าชราและมรณะ หรือธรรมทั้งหลายมีโสกะเป็นตันก็ย่อมไม่มี แต่เมื่อชาติมีอยู่ ชรามรณะและธรรมทั้งหลายมีโสกะเป็นต้นที่เนื่องกับความแก่ ความตาย (ของตน) ก็ย่อมมีแก่คนเหล่านั้นผู้ถูกทุกขธรรมกล่าวคือชรามรณะต้องเอาบ้าง ที่ไม่เนื่อง (กับความแก่ความตายของตน) ก็ย่อมมีแก่คนเหล่านั้นผู้ถูกทุกขธรรมนั้น ๆ (มีญาติตายเป็นต้น) กระทบเอาบ้าง เพราะเหตุนั้นแม้ชาตินี่ก็พึงทราบว่า เป็นปัจจัยแก่ชรามรณะและแก่ธรรมทั้งหลายมีโสกะเป็นต้นด้วย อันชาตินั้นเป็นปัจจัยอย่างเดียวโดยเป็นปัจจัยยอด คืออุปนิสสยปัจจัยเท่านั้นแล 

       นี่เป็นกถาอย่างพิสดารในบททั้งหลายมีบทว่า "ภวปจฺจยา ชาติ" เป็นต้น

-------------///------------

[full-post]

คัมภีร์วิสุทธิมรรค,วิสุทธิมรรค,อุปปัตติภพ,ปฏิจจสมุปบาท,

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.