เวทนาเป็นปัจจัยแก่ตัณหา

       [๖๔๔] ในบทว่า "เวทนาปจฺจยา ตณฺหา"

              ตัณหา ๖ โดยแยกเป็นรูปตัณหาเป็นต้น ทรงแสดงใน

              บทนี้ ในตัณหาเหล่านั้น ตัณหาข้อหนึ่งๆ ทราบกันว่า

              เป็นอย่างละ ๆ ตามอาการที่เป็นไป

--------------------

ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ  น. ๙๔๕


ขยายความ

       จริงอยู่ ในบทนี้ ในวิภังค์ท่านแสดงตัณหา ๖ โดยให้ชื่อตามอารมณ์ว่า รูปตัณหาสัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฎฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา"(1) ดุจบุตรที่ถูกแสดงโดยให้ชื่อตามบิดาว่า เศรษฐีบุตร พราหมณบุตร เป็นต้นฉะนั้น อนึ่ง ในตัณหาเหล่านั้นตัณหาข้อหนึ่งๆ ทราบกันว่าเป็นอย่างละ ๓ ตามอาการที่เป็นไป ดังนี้คือ กามตัณหา ภวตัณหา และ วิภวตัณหา

       ก็รูปตัณหานั่นแล เมื่อใด (มัน) ยินดีรูปารมณ์ที่มาปรากฏแก่จักษ ด้วยอำนาจความพอใจทางกามเป็นไป เมื่อนั้น (มัน) ก็ได้ชื่อว่าเป็นกามตัณหา เมื่อใดมันเป็นไปกับสัสสตทิฏฐิ อันเป็นไปโดยเห็นว่า อารมณ์อันนั้นแหละเป็นของเที่ยงยั่งยืน เมื่อนั้นมันก็ได้ชื่อว่าเป็น ภวตัณหา ด้วยว่า ราคะที่สหรคตกับสัสสตทิฏฐิ ท่านเรียกว่าภวตัณหา ส่วนว่าเมื่อใด มันเป็นไปกับอุจเฉททิฏฐิอันเป็นไปโดยเห็นว่า อารมณ์อันนั้นแหละจะขาดสูญไป เมื่อนั้น มันก็ได้ชื่อว่าเป็นวิภวตัณหา ด้วยว่า ราคะที่สหรคดกับอุจเฉททิฏฐิ ท่านเรียกว่าวิภวตัณหา แม้ในตัณหาที่เหลือมีสัททตัณหาเป็นตันก็นัยนี้เพราะเหตุนั้น มันจึงเป็น ตัณหา ๑๘ อันเป็นไปในรูปารมณ์เป็นต้นที่เป็นภายใน ๑๘ ที่เป็นภายนอก ๑๘ เพราะฉะนั้น จึงเป็น ตัณหา ๓๖ โดยประการดังนี้ มันเป็นอดีต ๓๖ เป็นอนาคต ๓๖ และเป็นปัจจุบัน ๓๖ ดังนั้นมันจึงเป็น ตัณหา ๑๐๘ ตัณหาเหล่านั้นบัณฑิตพึ่งทราบว่า เมื่อย่อมันข้าอีก มันก็คงเป็นตัณหา ๖ ด้วยอำนาจแห่งอารมณ์มีรูปเป็นต้นหรือเป็นตัณหา ๓ โดยเป็นประเภทกามตัณหาเป็นอาทิเท่านั้นเอง

       ก็เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายนี้พอใจเวทนาอันเกิดขึ้นด้วยอำนาจอารมณ์มีรูปเป็นต้นจึงทำสักการะ (รางวัล ใหญ่แก่จิตรกร (ช่างเขียน) คนธรรพ์ (นักดนตรีและขับร้อง)คันธิก (ช่างปรุงเครื่องหอม) สูท (พ่อครัว) ตันตวาย (ช่างทอผ้า) และรสายนวิธายกแพทย์ (แพทย์ผู้แต่งยาตามตำรับรสายนเวท ) เป็นอาทิ ซึ่งเป็นผู้ให้อารมณ์มีรูปเป็นต้นก็ด้วยความรักในเวทนา ดุจบิดาพอใจบุตร (ของตน) แล้วทำสักการะใหญ่แก่แม่นมก็ด้วยความรักในบุตรฉะนั้น เหตุฉะนั้น ตัณหาทั้งปวงนั่น  บัณฑิตพึงทราบเถิดว่าเป็นตัณหา มีเพราะปัจจัยคือเวทนา

----------------------

(1) อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๒๓๒/๒๒๑

-----------------

น. ๙๔๖  คัมภีร์วิสุทธิมรรค


              ก็เพราะสุขเวทนาที่เป็นวิบากอย่างเดียวเท่านั้น ท่าน

              ประสงค์เอาในบทนี้ เหตุนั้น สุขเวทนานั้น จึงเป็นปัจจัย

              แก่ตัณหาประการเดียวเหมือนกัน

       คำว่า (เป็นปัจจัย) ประการเดียว คือเป็นปัจจัยโดยเป็นอุปนิสสยปัจจัยเท่านั้นหรือ เพราะว่า

              ผู้มีทุกข์ย่อมปรารถนาความสุข ผู้มีสุขเล่า ก็ปรารถนา 

              ความสุขยิ่งขึ้นไป ส่วนอุเบกขาเวทนา เพราะเป็นเวทนา-

              ละเอียด ท่านก็กล่าวว่าเป็นสุขเหมือนกัน เหตุนั้น เวทนา-

              จึงเป็นปัจจัยแก่ตัณหาได้ทั้ง ๓ แต่เพราะว่าตั๋ณหาซึ่งพระ

              มหาฤษีเจ้าตรัสไว้ในบทว่า เวทนาปจุจยา ตณหา นั้น

              แม้มีเวทนาเป็นปัจจัย (แต่) เว้นอนุสัยเสีย มันก็ไม่มี 

              เพราะฉะนั้น มันจึงไม่มีแก่พราหมณ์ (คือ สมณะ) ผู้อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว

       นี่เป็นกถาอย่างพิสดารในบทว่า เวทนาปจุจยา ตณหา ตัณหาเป็นปัจจัยแก่อุปาทาน

       [๖๔๕] ในบทว่า "ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ" อุปาทานมี ๔ บัณฑิตพึงอธิบายอุปาทาน ๔ นั้น โดยอรรถวิภาค (จำแนกความ) โดยสังเขป และโดยพิสดารแห่งธรรมและโดยลำดับ

       นี่เป็นอธิบายในอุปาทานนั้น คือ ในคาถานี้ ชั้นแรก ว่าด้วยอุปาทานมี ๔ นี้ คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน"(1) (ต่อไป) นี้เป็นอรรถวิภาคแห่งอุปาทานเหล่านั้น


อรรถแห่งกามุปาทาน

       (อรรถว่า) บุคคลย่อมถือมั่นซึ่งกามที่ได้แก่วัตถุ เหตุนั้นจึงชื่อว่า กามุปาทาน (แปลว่า ความถือมั่นกามแห่งบุคคล) ดังนี้บ้าง

---------------------

(1) ดูเทียบ อภิ. สงฺ. (ไทย) ๓๔/๑๒๑๙/๓๐๘

--------------------

ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ น. ๙๔๗


(อรรถว่า) กาม (คือกิเลส) ด้วย กาม (คือกิเลส) นั้นเป็นธรรมชาติผู้ถือมั่นด้วยเหตุนั้น จึงชื่อว่า กามุปาทาน (แปลว่า กามผู้ถือมั่น) ดังนี้บ้าง


อรรถแห่งอุปาทานศัพท์

       คำว่า อุปาทาน แปลว่า ถือมั่น (คือยึดไว้ เพราะ อุปศัพท์ในที่นี้มี ทัฬหศัพท์ (มั่น แข่งขัน รุนแรงยิ่งนัก) เป็นอรรถ ดัง อุปศัพท์ในคำว่าอุปายาส (ลำบากใจยิ่งนัก คือคับแค้น) และ คำว่าอุปกัฏฐะ (ชักมาใกล้นัก คือจวนเจียน) เป็นต้น


อรรถแห่งทิฏฐุปาทาน

       นัยเดียวกัน (คือ อุปาทานศัพท์มีอรรถว่า ถือมั่น ยึดไว้ เช่นเดียวกัน) คือ (อรรถว่า) ทิฏฐิด้วย ทิฏฐินั้นเป็นธรรมชาติถือมั่นด้วย เหตุนั้นจึงชื่อว่า ทิฏฐุปาทาน (แปลว่าทิฏฐิอันยึดไว้) อีกอรรถหนึ่งว่า ทิฏฐิย่อมถือมั่นทิฏฐิ เหตุนั้น จึงชื่อว่า ทิฏฐุปาทาน (แปลว่า) ทิฏฐิยึดทิฏฐิ ด้วยว่า อุตตรทิฏฐิ (ความเห็นชั้นหลังมา) ย่อมยึดปุริมทิฏฐิ(ความเห็นที่มีมาก่อน) ในความเห็นผิดทั้งหลาย มีเห็นว่า อัตตาเที่ยง และโลกเที่ยงเป็นต้น(1)


อรรถแห่งสีลัพพตุปาทาน

       นัยเดียวกัน คือ (อรรถว่า) บุคคลย่อมถือมั่นศีลพรต เหตุนั้น จึงชื่อว่า สีลัพพตุปาทาน (แปลว่า ความถือมั่นศีลพรตแห่งบุคคล) ดังนี้บ้าง (อรรถว่า) ศีลพรตด้วย ศีลพรตนั้นเป็นธรรมชาติถือมั่นด้วย เหตุนั้น จึงชื่อว่า สีลัพพตปาทาน (แปลว่า ศีลพรตอันถือมั่น) ดังนี้บ้าง ด้วยว่า ศีลพรตต่างๆ มีโคศีลและโคพรตเป็นต้น เป็นอุปาทานอยู่ในตัวมันเอง เพราะยึดมั่นว่า ความบริสุทธิ์จักมีด้วยศีลพรตอย่างนั้น


อรรถแห่งอัตตวาทุปาทาน

       นัยเดียวกัน บุคคลทั้งหลาย ย่อมกล่าวเพราะสิ่งนั้น (เป็นเหตุ) เหตุนั้นสิ่งนั้นจึงชื่อว่า วาทะ (แปลว่า สิ่งเป็นเหตุกล่าว)

       สัตว์ทั้งหลายย่อมถือมั่นแม้เพราะสิ่งนั้น (เป็นเหตุ) เหตุนั้นสิ่งนั้นจึงชื่อว่าอุปาทาน (แปลว่า สิ่งเป็นเหตุถือมั่น)

-------------------

(1) ดูเทียบ ที. สี. (ไทย) ๙/ ๓๑-๓๔/๑๑-๑๕

-------------------

น. ๙๔๘ คัมภีร์วิสุทธิมรรค


       ถามว่า - บุคคลทั้งหลาย ย่อมกล่าวก็ดี ย่อมถือมั่นก็ดี ซึ่งอะไร ?

       ตอบว่า- ซึ่งอัตตา สิ่งเป็นเหตุกล่าวเป็นเหตุถือมั่นซึ่งอัตตาชื่อว่า อัตตวาทุปาทาน

       อีกอรรถหนึ่ง บุคคลทั้งหลาย ย่อมถือมั่นเอาเพียงคำว่าอัตตาเท่านั้นเองว่าเป็นอัตตา เพราะสิ่งนั้น (เป็นเหตุ) เหตุนั้น สิ่งนั้นจึงชื่อว่า อัตตวาทุปาทาน (แปลว่า สิ่งเป็นเหตุถือมั่นเพียงคำว่าอัตตา)

       นี่เป็นอรรถวิภาคแห่งอุปาทานเหล่านั้น เป็นอันดับแรก


โดยสังเขปและโดยพิสดาร

       ส่วนในข้อสังเขปและพิสดารแห่งธรรม (นั้น) โดยสังเขป อันดับแรก ตัณหาทัฬหัตตะ (ความแน่นเหนียวแห่งตัณหา) เรียกว่า กามุปาทาน เพราะมาในพระบาลีว่า "ในอุปาทาน ๔ นั้น กามุปาทานเป็นไฉน ? กามฉันทะ (ความพอใจด้วยอำนาจกิเลสกาม) ในกาม (คุณ) ทั้งหลาย อันใด กามราคะ (ความกำหนัดด้วยอำนาจกิเลสกาม)ในกาม (คุณ) ทั้งหลาย อันใด กามนันทิ (ความยินดีด้วยอำนาจกิเลสกาม) ในกาม(คุณ) ทั้งหลาย อันใด กามตัณหา (ความอยากด้วยอำนาจกิเลสกาม) ในกาม (คุณ)ทั้งหลาย อันใด กามเสนหะ (ความรักด้วยอำนาจกิเลสกาม) ในกาม (คุณ) ทั้งหลายอันใด กามปริฬาหะ (ความรุ่มร้อนด้วยอำนาจกิเลสกาม) ในกาม (คุณ) ทั้งหลายอันใด กามมุจฉา (ความสยบอยู่ด้วยอำนาจกิเลสกาม) ในกาม (คุณ) ทั้งหลาย อันใด กามัชโฌสานะ (ความพอใจอยู่ด้วยอำนาจกิเลสกาม) ในกาม (คุณ) ทั้งหลาย อันใดอันนี้เรียกว่า กามุปาทาน"

       อุตตรตัณหา (ตัณหาที่เกิดที่หลังต่อๆ มา) อันเกิดเป็นโทษหนาแน่นขึ้น เพราะมีปุริมตัณหา (ตัณหาที่เกิดก่อน ๆ เป็นอุปนิสสยปัจจัยนั่นเอง ชื่อว่าตัณหาทัฬหัตตะแต่อาจารย์บางเหล่ากล่าวว่า "ความปรารถนาอารมณ์ที่ยังไม่มาถึงเป็นตัณหาอุปมาดังการยื้อมือของโจร (ควานหาสิ่งของ) ในที่มืดฉะนั้น ความยึดเอาอารมณ์ที่มาถึงเข้าไว้เป็นอุปาทาน อุปมาดังการคว้าเอาสิ่งของ (ที่ควานเจอเข้า) ของโจรนั่นแหละอันธรรม (ทั้งสอง) นั้นเป็นปฏิปักษ์ต่ออัปปีจฉตาและสันตุฏฐิตา (คนละอย่าง) อนึ่ง เป็นมูลแห่งปริเยสนทุกข์ (ทุกข์เพราะการแสวงหา) และอารักขทุกข์ (ทุกข์เพราะการรักษา )" (คนละอย่างเหมือนกัน)

----------------------------

ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ  น. ๙๔๙


       ส่วนอุปาทาน ๓ ที่เหลือ โดยสังเขปก็เป็นเพียงทิฏฐิ (อย่างหนึ่งๆ) เท่านั้น

       ส่วนว่าโดยพิสดาร ความหนาแน่นเหนียวแห่งตัณหาในอารมณ์ทั้งหลายมีรูป เป็นต้นอันมีประเภทตั้ง ๑๐๘ ที่กล่าวมาก่อน (นั่น) เป็นกามุปาทาน มิจฉาทิฏฐิวัตถุ ๑๐ เป็นทิฏฐุปาทาน ดังพระบาลีว่า "ในอุปาทานเหล่านั้น ทิฏฐุปาทานเป็นอย่างไร ?ความเห็น ฯลฯ ความถือวิปลาส เช่นนี้ว่า "การให้ (เป็นทาน) ไม่มี (ผลวิบาก) การ(ให้เป็นการ) บูชาไม่มี (ผลวิบาก) ฯลฯ สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบปฏิบัติชอบผู้ซึ่งทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้และโลกอื่นด้วยอภิญญาเองแล้ว (ประกาศ ให้รู้ทั่วกันไม่มีในโลก" ดั่งนี้อันใด อันนี้เรียกว่าทิฏฐุปาทาน"(1)

       ส่วนความยึดมั่นว่า "ความบริสุทธิ์มีได้ด้วยศีลและพรตทั้งหลายเป็นสีลัพพตุปาทาน ดังพระบาลีว่า "ในอุปาทานเหล่านั้น สีลัพพตปาทานเป็นอย่างไร ? ความเห็น ฯลฯ ความถือวิปลาส เช่นนี้ว่า "ความบริสุทธิ์มีได้ด้วยศีล ความบริสุทธิ์มีได้ด้วยพรตความบริสุทธิ์มีได้ด้วยศีลและพรต" ดังนี้อันใด อันนี้เรียกว่าสีลัพพดุปาทาน (2)"

       สักกายทิฏฐิมีวัตถุ ๒๐ เป็นอัตตวาทุปาทาน ดังพระบาลีว่า "ในอุปาทานเหล่านั้น อัตตวาทุปาทานเป็นอย่างไร ? ปุถุชนผู้มิได้สดับในโลกนี้ ฯลฯ มิได้รับแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตน ฯลฯ ความเห็น ฯลฯ ความถือ วิปลาสเช่นนี้อันใด อันนี้เรียกว่า อัดตวาทุปาทาน"(3)

       นี้เป็นความสังเขปและความพิสดารแห่งธรรมในอุปาทานนั้น


โดยลำดับ

       ส่วนในข้อว่า "โดยลำดับ" นั้น มีพรรณนาว่า ลำดับมี ๓ อย่าง คือ ลำดับความเกิดขึ้น ๑ ลำดับการละ ๑ ลำดับการแสดง ๑

       ในลำดับ ๓ อย่างนั้น เพราะไม่มีว่า "ความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้มีก่อนเพื่อน ในสงสารอันไม่มีใครรู้เบื้องต้นเบื้องปลาย" ดังนี้ ลำดับความเกิดขึ้นแห่งกิเลสทั้งหลาย ท่านจึงไม่กล่าวไว้โดยตรง แต่โดยอ้อมพึงกล่าวว่า อัตตวาทุปาทานเกิดก่อนเพื่อน ต่อนั้น

--------------------

(1) อภิ.สงฺ. (ไทย) ๓๔/๑๒๒๑/๓๐๘ 

(2) อภิ.สง. (ไทย) ๓๔/๑๒๒/๓๐๘

(3) อภิ.สง. (ไทย) ๓๔/๑๒๒๓/๓๐๙

-----------------

น. ๙๕๐ คัมภีร์วิสุทธิมรรค


ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตปาทานและกามุปาทานจึงเกิด (โดยลำดับ) โดยอธิบายดังนี้คือโดยมาก ในภพอันหนึ่ง (อัตตวาทุปาทานคือความถือมั่นว่าเที่ยงหรือว่าขาดสูญ)อันมีความถืออัตตาเป็นเบื้องหน้า (เกิดขึ้นก่อน) ข้อนั้น สีลัพพตุปาทานอันมีความบริสุทธิ์แห่งอัตตาเป็นข้อมุ่งหมาย (จึงเกิดขึ้น) แก่บุคคลผู้ถือว่าอัตตานี้เที่ยง (แล้ว)กามุปาทาน (จึงเกิดขึ้น) แก่บุคคลผู้ถือว่าอัตตานี้ขาดสูญ ไม่แยแสต่อปรโลก นี้เป็นลำดับความเกิดขึ้นแห่งอุปาทาน ๔ นั้น ในภพอันหนึ่ง

       ส่วนลำดับการละ พึงทราบว่า ในอุปาทาน ๔ นั้น อุปาทาน ๓ มีทิฏฐุปาทานเป็นตันละได้ก่อน เพราะอุปาทาน ๓ นั้น เป็นโทษที่โสดาปัตติมรรคพึงกำจัด กามุปาทานละได้ภายหลัง เพราะกามูปาทานเป็นโทษที่อรหัตตมรรคพึงกำจัด นี่เป็นลำดับการละแห่งอุปาทานทั้งหลายนั้น

       ส่วนลำดับการแสดง พึงทราบว่า ในอุปาทาน ๔ นั้น กามุปาทานแสดงก่อน เพราะเป็นโทษมีวิสัยใหญ่และเพราะเป็นโทษปรากฏ (เห็นชัด) ด้วย จริงอยู่ กามุปาทานนั้นนับเป็นโทษมีวิสัยใหญ่ เพราะสัมปโยคกับจิตทั้ง ๘ ดวง อุปาทานนอกนี้ นับเป็นโทษมีวิสัยน้อย เพราะสัมปโยคกับจิต (เพียง) ๔ ดวง อนึ่ง กามุปาทานนับว่าเป็นโทษปรากฏแก่หมู่สัตว์ เพราะความที่หมู่สัตว์เป็นผู้ยินดีในอาลัยโดยมาก อุปาทานนอกนี้ไม่ปรากฏ ผู้มีกามุปาทานย่อมเป็นผู้มากไปด้วยการทำมงคลมีโกตุหลมงคล(การทำมงคลที่ให้เป็นการครึกครื้น) เป็นต้น เพื่อ (ให้) ได้ (วัตถุ) กามทั้งหลายโดยง่ายความเป็นผู้มากด้วยการทำมงคลมีโกตุหลมงคลเป็นต้น ของบุคคลผู้มีกามุปาทานนั้นเป็นสัสสตทิฏฐิ เพราะฉะนั้น ทิฏฐุปาทานจึงแสดงในลำดับ กามุปาทานนั้น ทิฏฐุปาทานนั้นเมื่อแตกออก ก็เป็นสองอย่างโดยเป็นสีลัพพตปาทาน และอัตตวาทุปาทาน

       ในสองอย่างนั้น สีลัพพตุปาทานแสดงก่อน เหตุว่าเป็นโทษหยาบ เพราะแม้เห็นกิริยาโคหรือกิริยาสุนัขก็ตาม ที่คนมีสีลัพพตปาทาน อัตตวาทุปาทานแสดงไว้สุดท้าย เพราะเป็นโทษละเอียด นี้เป็นลำดับการแสดงแห่งอุปาทาน ๔ นั้น


คาถาสังเขปปัจจยนัย

       ก็ในอุปาทานทั้งหลายนี้ ตัณหาเป็นปัจจัยอย่างเดียว

       แก่อุปาทานข้อหน้าเพื่อน มันเป็นปัจจัย ๗ อย่างบ้าง ๘

       อย่างบ้างก็มี แก่อุปาทาน ๓ ที่เหลือ

-----------------------

ปริจเฉทที่ ๑๗ ปัญญาภูมินิเทศ  น. ๙๕๑


ขยายความ

       ก็แล ในอุปาทานทั้งหลายนี้ คือในอุปาทาน ๔ ที่แสดงมาดังนี้ กามตัณหาเป็นปัจจัยอย่างเดียว โดยเป็นอุปนิสสยปัจจัยเท่านั้น แก่อุปาทานข้อหน้าเพื่อน คือกามุปาทาน เพราะเกิดขึ้นในอารมณ์ทั้งหลายที่ตัณหายินดีโดยเฉพาะ แต่มันเป็นปัจจัย ๗ อย่าง คือ สหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ สัมปยุตตะ อัตถิ อวิคตะ และเหตุปัจจัย เป็นปัจจัย ๘ อย่าง กับทั้งอุปนิสสยปัจจัยบ้างก็มี แก่อุปาทาน ๓ ที่เหลือ แต่ว่า เมื่อใดมันเป็นปัจจัยโดยเป็นอุปนิสสยปัจจัย เมื่อนั้นมันก็เป็นอสหชาตะ (คือไม่เป็นสหชาต) ด้วยแล

       นี่เป็นกถาอย่างพิสดารในบทว่า ตณุหาปจุจยา อุปาทานํ อุปาทานเป็นปัจจัยแก่ภพ

       [๖๕๖] ในบทว่า "อุปาทานปจฺจยา ภโว"

              พึงทราบวินิจฉัยโดยอรรถ คือความแห่งคำ , โดยธรรม

              (คือความหมายของธรรม) , โดยสาตถะ (คือข้อที่ยังมี

              ประโยชน์ที่จะกล่าวซ้ำ) , โดยเภทะ (คือแบ่งออก) และ

              โดยสังคหะ (คือรวมเข้า) , โดยสิ่งไรเป็นปัจจัยแก่สิ่งไร ๑


วินิจฉัยโดยอรรถ

       วินิจฉัยโดยอรรถในบทนั้นว่า ธรรมใดย่อมเป็นเหตุนั้น ธรรมนั้น จึงชื่อว่า ภพ (แปลว่าธรรมที่เป็นขึ้น) ภพนั้นมี ๒ ประเภท คือ กรรมภพ ๑ อุปปัตติภพ ๑ ดังพระบาลีว่า "ภพมีโดยส่วน ๒ คือกรรมภพ ๑ อุปปัตติภพ ๑"(1) ดังนี้

       ในภพ ๒ นั้น ภพคือกรรม ชื่อว่า กรรมภพ นัยเดียวกัน ภพคือความเข้าถึง ชื่อว่า อุปปัตติภพ ก็แล ในกรรมและอุปปัตตินี้ อุปปัตติจัดเป็นภพ เพราะเป็น (คือเกิด)

--------------------

(1) อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๒๓๔/๒๒๑

--------------------

น. ๙๕๒ คัมภีร์วิสุทธิมรรค


ขึ้น ส่วนกรรมพึงทราบว่าจัดเป็นภพโดยผลโวหาร (คือกล่าวเล็งถึงผล) เพราะกรรมนั้นเป็นเหตุแห่งภพ ดังความเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ตรัสว่าเป็นสุข" เพราะเป็นเหตุแห่งความสุขฉะนั้น

       วินิจฉัยโดยอรรถในบทนี้ พึงทราบโดยประการที่กล่าวมาฉะนี้ เป็นอันดับแรก


วินิจฉัยโดยธรรม

กรรมภพ

       [๖๕๗] ส่วนวินิจฉัยโดยธรรม พึงทราบว่า อันดับแรก กรรมภพโดยสังเขป ก็ได้แก่ เจตนาและธรรมทั้งหลายที่นับเป็นกรรมมีอภิชฌาเป็นต้น อันสัมปยุตกับเจตนานั่นเอง ดังพระบาลีว่า "ในภพ ๒ นั้น กรรมภพเป็นไฉน ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขารอเนญชาภิสังขาร เป็นปริตตภูมิ (คือภูมิกาม) ก็ดี เป็นมหาภูมิ (คือ ภูมิมหัคคตะ) ก็ดี นี้เรียกว่า กรรมภพ อนึ่ง กรรมที่เป็นภวคามี (ยังสัตว์ให้ไปสู่ภพ) ทั้งปวง ก็เรียกกรรมภพ"(2)

       ก็แล ในกรรมภพนี้ เจตนา ๑๓ ดวง ชื่อว่าปุญญาภิสังขาร เจตนา ๑๒ ดวง ชื่อว่า อปุญญาภิสังขาร เจตนา ๔ ดวง ชื่อว่าอเนญซาภิสังขาร โดยประการดังนี้ ความที่เจตนาเหล่านั้นแหละมีวิบากน้อยและมาก เป็นอันกล่าวด้วยคำว่า "เป็นปริตตภูมิก็ดีเป็นมหาภูมิก็ดี" นั่น ส่วนธรรมทั้งหลายมีอภิชฌาเป็นต้นที่สัมปยุตกับเจตนา เป็นอันกล่าวด้วยคำว่า "อนึ่ง กรรมที่เป็นภวคามีทั้งปวง" นี่

------------------

(1) ดูเทียบ ขุ. ธ. (ไทย) ๒๕/๑๙๔/๙๓

(2) อภิ.วิ. (ไทย) ๓๕/๒๓๔/๒๒๑

-------------///--------------

[full-post]

คัมภีร์วิสุทธิมรรค,วิสุทธิมรรค,ปฏิจจสมุปบาท,เวทนาตัณหา

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.