สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ


      ประมวลประเภทตัณหาโลภะ ตัณหา อุปาทาน(กามุปาทาน) ว่า โดยสภาวะเป็นสิ่งเดียวกัน คือ โลภเจตสิก แต่อาการต่างกันเปรียบได้ดังนี้ โลภะเปรียบเหมือนงูขณะอยู่ในรูโพรง ตัณหาเปรียบเหมือนงูขณะออกแสวงหาเยื่อ อุปาทานเปรียบเหมื่อนงูขณะคาบเยื่อแน่น(นิสสยอักษรธรรมล้านช้าง)

   ในประไตรปิฎกจำแนกตัณหาย่อยออกเป็นประเภทต่างๆดังนี้

   เมื่อจำแนกโดยอาศัยอารมณ์ มีได้ 6 ประเภท คือ

       1. รูปตัณหา  

       2. สัททตัณหา  

       3. คัณธตัณหา 

       4. รสตัณหา  

       5. โผฎฐัพพตัณกา  

       6. ธรรมตัณหา

   เมื่อจำแนกโดยอาศัยอาการที่เป็นไป มีได้ 3 ประเภท คือ

       1. กามตัณหา  

       2. ภวตัณหา  

       3. วิภวตัณหา 

   เมื่อจำแนกโดยอาศัยภพ มีได้ 3 ประเภท คือ

       1. กามตัณหา 2. รูปตัณหา 3. อรูปตัณหา

   ในวิภังคปกรณ์ ขุททกวัตถุวิภังค์ ยังแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ 

       1. รูปตัณหา 

       2. อรูปตัณหา 

       3. นิโรธตัณหา 

       และแบ่งได้เป็น 6.ประเภท เรียกว่า ตัณหากาย 6 ซึ่งตรงกับตัณหา 6 นั่นเอง

   เมื่อจำแนกโดยอาศัยโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น ก็มีได้ 108 ประเภท เรียกว่า ตัณหาวิจริต 108 มี 2 นัย คือ

       ก. อาศัยเบญจขันธ์ทั้งภายในภายนอกได้ตัณหาวิจริตฝ่ายละ 18 ดังนี้ คือ

              ก. 1 ตัณหาวิจริต 18 อันอาศัยเบญจขันธ์ภายใน=เมื่อมีความถืิอเอาว่า " เรามี " จึงมีความยึดถือว่า เราเป็นอย่างนี้ เราเป็นอย่างนั้น เราเป็นอย่างอื่น เราไม่เป็นอยู่ เป็นต้น

              ก. 2 ตัณหาวิจริต 18 อันอาศัยเบญจขันธ์ภายนอก=เมื่อมีความถือเอาว่า " เรามีเบญจขันธ์นี้ " จึงมีความยึดถือเอาว่า เราเป็นอย่างนี้ด้วยเบ็ญจขันธ์นี้ เราเป็นอย่างนั้นด้วยเบ็ญจขันธ์นี้ เราเป็นอย่างอี่นด้วยเบ็ญจขันธ์นี้ เป็นต้น 

       ตัณหาวิจริต 18 ทั้งสองฝ่ายนี้ รวมเป็น 36×กาล3 (ปัจจุบัน อดีตอนาคต)=108

       ข. อาศัยอารมณ์ 6 ทั้งภายในภายนอก=6×2=12×ตัณหา3 (กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา)=36×กาล3(ปัจจุบัน อดีต อนาคต)=108 ตัณหา มีเวทนาเป็นเหตุ เกิดเพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย(วิ) คือถ้าไม่มีเวทนา ตัณหาก็ไม่มี ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า เวทนาเป็นเหตุใกล้ของตัณหา

    ตัณหามูลธรรม 9 (วิ)นอกจากนั้นตัณหายังเป็นมูลเหตุให้เกิดธรรม 9 ประการตามติดมาได้อีกดังนี้:-

       1. เพราะอาศัยตัณหา จึงเกิดการแสวงหา

       2. เพราะอาศัยการแสวงหา จึงเกิดการได้มา

       3. เพราะอาศัยการได้มา จึงเกิดการวินิจฉัย(การตัดสินใจ)ด้วยตัณหาวิจริต 1 08 หรือด้วยทิฎฐิ 62

       4. เพราะอาศัยการวินิจฉัย จึงเกิดฉันทราคะ คือ  ความยินดีชอบใจ

       5. เพราะอาศัยฉันทราคะ จึงเกิดความยึดถือ

       6. เพราะอาศัยความยึด

ถือจึงความหวงแหนด้วยกำลังของตัณหาและทิฎฐิ

       7. เพราะอาศัยความหวงแหน จึงเกิดความตระหนี่(ความไม่อดทน เพื่อให้เป็นของสาธารณะแก่ชนเหล่าอื่น)

       8. เพราะอาศัยความตระหนี่ จึงเกิดการรักษา

       9. เพราะอาศัยการรักษา จึงเกิดอกุศลกรรมหลายประการ เช่น การจับท่อนไม้ การจับศาสตรา การทะเลาะ การเเก่งแย่ง  การวิวาท การขึ้นมึงขึ้นกู การพูดส่อเสียด การพูดเท็จ(วิภังคปกรณ์ ขุททกวัตถุวิภังค์ และ สัมโมหวิโนทนี) ส่วนในนิสสยะอักษรธรรมล้านช้างยังกล่าวถึงการคอบงำของตัณหา โดยอาศัยขันธ์และสภาพอารมณ์ที่สัตว์เข้าถึงในภพถัดไป เช่นจากภพที่สัตว์เกิดเป็นผู้ดีรักความสะอาดสวยงาม ครั้นพอปฏิสนธิเป็นหนอนในกองอุจจาระ ขันธ์และสภาพอารมณ์ที่ได้ทันที่เป็นหนอนก็จะสำคัญว่าเป็นตน ตัณหาก็จะคอบงำขันธ์และสภาพอารมณ์นั้นทันที่ในฐานะรักตนเอง จับตั้งแต่วิถีจิตแรกที่เกิดเป็นหนอน เรียกว่า ' โลภะชวนนิกันติวิถี เพราะเหตุนี้เอง ตัณหาวิจริต 108 จึง คำนวนได้ 2 นัย คือ 

จากเบ็ญจขันธ์ และอารมณ์ 6


full-post]

ประมวลประเภทตัณหาโลภะ ตัณหา อุปาทาน

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.