สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
กัปประเภทต่างๆ
คำศัพท์ว่า " กัป " ในทางพุทธศาสนามักใช้ในความหมายว่า " ยุคสมัย " เช่น สุญญกัป ก็คือ ยุคสมัยที่ว่างเว้นจากพระพุทธเจ้า เป็นต้น และใช้ในความหมายว่า " การกำหนดรอบ " เช่น อายุกัป คือ การกำหนดรอบอายุ เป็นต้น
ก. กัปที่เป็นยุกสมัย จึงมี 2 ประเภทดังนี้ :-
1. สูญญกัป คือ ยุกสมัยที่ว่างเว้น จากพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระเจ้าจักนพรรดิ อย่างใดอย่างหนึ่ง
2. อสูญญกัป คือ ยุกสมัยที่ไม่ว่างเว้นจากเว้นจากบุคคลในข้อหนึ่ง โดยเฉพาะพระพุทธเจ้า จึงมี 5 ยุกสมัย(กัป) ดังนี้
1) สารกัป คือ ยุกสมัยที่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้โปรดสัพพสัตว์ ที่เป็นยุกสมัยแห่งการถือเอาแก่นสาระเป็นสำคัญ จึงมีได้เพียงองค์เดียว
2) มัณฑกัป คือ ยุกสมัยที่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้โปรดสัพพสัตว์ ที่เป็นยุกสมัยแห่งความหรูหรา จึงมีได้ 2 องค์
3) วรกัป เป็นยุกสมัยที่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้โปรดสัพพสัตว์ ที่เป็นยุกสมัยที่งดงาม จึงมีได้ 3 องค์
4) สารมัณฑกัป เป็นยุกสมัยที่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้โปรดสัพพสัตว์ ที่เป็นยุกสมัยถือเอาแก่นสาระสำคัญและความหรูหรา จึงมีได้ 4 องค์
5) ภัททกัป เป็นยุกสมัยที่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้โปรดสัพพสัตว์ ที่เป็นยุกสมัยเจริญเฟื่องฟู จึงมีได้ 5 องค์
ข. กัปที่เป็นการกำหนดรอบ จึงมี 4 ประเภท ดังนี้ คือ :-
1) อายุกัป เป็นการกำหนดรอบอายุขึ้นลง จากต้นกัปมีอายุหนี่งอสงไขยลดลงเหลือเพียง มีอายุ 10 ปี ด้วยกำลังการคอบงำของอกุศลกรรมบถ และจากมีอายุเป็น 10 ปี เพิ่มขึ้นเป็นอสงไขย ด้วยกำลังการคอบงำของกุศลกรรมบถ โดยรอบอายุขึ้นลงนี้ 100 ปี ขึ้นลง 1 ปี
2) อันตรกัป เป็นการกำหนดรอบตำแหน่งตอนที่รอบอายุขึ้นลง ด้วยกำลังการคอบงำของมิคสัญญี กล่าว คือ :-
2.1 ถ้าโลภจัด ก็จะเกิดการขาดแคลนอาหารพากันอดตาย เรียกรอบกำหนดตำแหน่งตอนนี้ว่า ทุพภิกขันตรกัป
2.2 ถ้าโกรธจัด ก็จะเกิดการฆ่าฟันกันตาย เรียกรอบกำหนดตำแหน่งตอนนี้ว่า สัตถันตรกัป
2.3 ถ้าหลงจัด ก็จะเกิดโรคร้ายแรงพากันล้มตาย เรียกรอบกำหนดตำแหน่งตอนนี้ว่า โรคันตรกัป
พวกคนพาลไม่ได้สติ ไม่รู้จักหลบหลีกหนีสถานการณ์มิคสัญญีไปซ่อนตัวในสถานที่ปลอดภัยพร้อมกับนำเครื่องอุปโภคเครื่องบริโภคไปประทังชีวิตด้วย เหมือนพวกบัณฑิต ก็ต้องตายด้วยมิคสัญญีอันเป็นผลหนักหน่วงแห่งอกุศลกรรมบถ พอพ้นจากวาระมิคสัญญีซึ่งเป็นไป 7 วัน พวกที่เหลือรอดก็ออกจากที่หลบซ่อน ต่างสลดใจเห็นโทษอกุศลกรรมบถอันเป็นสาเหตุแห่งมิคสัญญี พากันได้สำนึกเริ่มประพฤติปฏิบัติกุศลกรรมบถกัน จากอายุกัปที่ตกต่ำสุด อายุกัปก็เริ่มเจริญขึ้นใหม่
3) อสงไขยกัป เป็นรอบกำหนดการพินาศ และก่อตัวเกิดขึ้นใหม่แห่งโลกและจักรวาฬ ด้วยกำลังการคอบงำแห่งอกุศลมูล 3 คือ :-
3.1 ถ้าโลภมูลหนาแน่น โลกและจักรวาฬก็จะถูกทำลายด้วยน้ำ ตั้งแต่อบายภูมิ 4 ขึ้นไปจนถึงทุติยฌานภูมิ 3
3.2 ถ้าโทสมูลหนาแน่น โลกและจักรวาฬก็จะถูกทำลายด้วยไฟ ตั้งแต่อบายภูมิ 4 ขึ้นไปจนถึงปฐมฌานภูมิ 3
3.3 ถ้าโมหมูลหนาแน่น โลกและจักรวาฬ ก็จะถูกทำลายด้วยลม ตั้งแต่อบายภูมิ 4 ขึ้นไปจนถึงตติยฌานภูมื 3
โดยรอบกำหนดการพินาศและก่อตัวเกิดขึ้นใหม่ แห่งโลกและจักรวาฬ มี 4 ระยะ แต่ละระยะกำหนดเป็นรอบ แต่ละรอบนับเป็นหนุึ่งอสงไขย ดังนี้ คือ :-
ก. ระยะกำหนดรอบเริ่มพินาศ คือ เริ่มเสื่อมอยู่เรียกว่า สังวัฏฏกัป
ข. ระยะกำหนดรอบพินาศที่ยังไม่สิ้นสุด คือ ความเสื่อมยังดำเนินไปอยู่ เรียกว่า สังวัฏฏฐายีกัป
ค. ระยะกำหนดรอบ เริ่มเจริญอยู่ เรียกว่า วิวัฏฏกัป
ง. ระยะกำหนดรอบ ความเจริญยังดำเนินไปอยู่ เรียกว่า วิวัฏฏฐายีกัป
ดังนั้นเมื่อ กล่าวระยะกำหนดรอบทั้ง 4 เกี่ยวข้องกับ น้ำ ไฟ ลม ที่ทำให้โลกและจักรวาฬแปรเปลี่ยนเป็นไปก็จะได้ ขอบเขตกิจหน้าที่ของน้ำ ไฟ ลม ที่ปรากฏใน ระยะรอบกำหนดทั้ง 4 (สังวัฏฏกัป,สังวัฏฏฐายีกัป ,วิวัฏฏกัป,วิวัฏฏฐายีกัป)แต่เนื่องจากระยะขอบเขตกิจทำในรอบกำหนดทั้ง 4 ดังนั้นกาลอสังไขยกัปจึงเท่ากัน เช่นเมื่อกล่าวถึงการทำลายด้วยไฟ ก็จะเกิดอสงไขยกัปที่บ่งบอกระยะกิจในอสงไขยกัปที่บ่งบอกรอบกำหนด ความว่าเพราะเนื่องกัน คำว่าอสงไขยกัปจึงหมายถึงนัยทั้งสองในคราวเดียวกันได้นั่นเอง หรือแม้แต่บ่งบอกเฉพาะกาลเวลาโดยตรง ซึ่งพระพุทธองค์ก็ทรงแสดงด้วยอุปมาเพื่อให้ผู้ถามและผู้ฟังทราบเป็นนัยะตามที่ทรงอุปมา
เพื่อให้เพื่อนสหธรรมิกทราบระยะขอบเขตกิจแห่งไฟ น้ำ ลม ในรอบกำหนดทั้งสี่ ซึ่งต่างก็เป็นไปในกาลอสงไขยกัปเดียวกันดังนี้ คือ :-
ก. เมื่อคราวที่โลกและจักรวาฬถูกทำลายด้วยไฟบรรดาอสงไขยทั้ง 4 นั้น
ระยะกาลเริ่มตั้งแต่มหาเมฆที่ทำกัปให้พินาศ จนถึงเปลวไฟขาดหายไป นี่เป็นกาลอสงไขยที่หนึ่ง ที่เป็นไปในรอบกำหนดเริ่มเข้าเขคความเสื่อมอยู่ จึงเรียกว่า สังวัฎฏะ
ระยะกาลนับต่อจากเปลวไฟที่ทำกัปให้พินาศ ขาดหายไป จนถึงควันมหาเมฆปกคลุมทั่วแสนโกฏิจักรวาฬเต็มที่ ที่เป็นไปในรอบกำหนดเขตความเสื่อมยังดำเนินเป็นไปอยู่ นี่เป็นกาลอสงไขยที่ สอง จึงเรียกว่า สังวัฏฏฐายี
ระยะกาล เริ่มตั้งแต่มหาเมฆเป็นปกติเต็มที่ไม่มีฝุ่นควันธุลี จนถึงการปรากฏพระอาทิตย์และพระจันทร์ขึ้น นี่เป็นกาลอสงไขยที่สาม ที่เป็นไปในรอบกำหนดเริ่มเข้าเขตความเจริญอยู่ จึงเรียกว่า วิวัฏฏะ
ระยะกาลนับต่อจากการปรากฏพระอาทิตย์และพระจันทร์ขึ้น จนถึงมหาเมฆทำกัปให้พินาศใหม่อีก นี่เป็นกาลอสงไขยที่ 4 ที่เป็นไปในรอบกำหนดเข้าเขตความเจริญดำเนินเป็นไปอยู่ จึงเรียกว่า วิวัฏฏฐายี
ข. เมื่อคราวที่โลกและจักรวาฬถูกทำลายด้วยน้ำ
ระยะกาลเริ่มตั้งแต่มหาเมฆที่ทำให้ฝนน้ำกรดเกิดขึ้นตกปอยๆค่อยๆกัดกร่อนทำกัปให้พินาศ จนถึงน้ำฝนกรดที่นองอยู่แห้งหายไป นี่เป็นอสงไขยที่ 1 ระยะกาลนับต่อจากน้ำฝนกรดที่นองอยู่แห้งหายไป จนถึงมหาเมฆฝนกรดตกลงเต็มที่ นี่เป็นอสงไขยที่ 2 ระยะกาลเริ่มตั้งแต่มหาเมฆปรกติตก จนถึงพระอาทิตย์และพระจันทร์ปรากฏขึ้น นี่เป็นอสงไขยที่ 3 ระยะกาลนับต่อจากพระอาทิตย์และพระจันทร์ปรากฏขึ้น จนถึงมหาเมฆทำกัปให้พินาศ นี่เป็นอสงไขยที่ 4
ค. เมื่อคราวที่โลกและจักรวาฬถูกทำลายด้วยลม
ระยะกาลเริ่มตั้งแต่มหาเมฆทำลมให้เกิดแรงปะทะรุนแรงเป็นลมกรดทำกัปให้พินาศ จนถึงการปะทะกันรุนแรงแห่งสัพพสิ่งสิ้นสุดลง นี่เป็นกาลอสงไขยที่ 1 ระยะกาลนับต่อจากการปะทะกันรุนแรงแห่งสัพพสิ่ง(ลมกรด)สิ้นสุดลง จนถึงมหาเมฆเป็นปรกติเต็มที่ นี่เป็นกาลอสงไขยที่ 2 ระยะกาลที่มหาเมฆเริ่มเป็นปรกติเต็มที่แล้ว จนถึงการปรากฏขึ้นแห่งพระอาทิตย์และพระจันทร์ นี่เป็นกาลอสงไขยที่ 3 ระยะกาลนับต่อจากการปรากฏขึ้นแห่งพระอาทิตย์และพระจันทร์จนถึงมหาเมฆเริ่มก่อตัวทำลายกัปอีก นี่เป็นกาลอสงไขยที่ 4
4. มหากัป เป็นวงรอบกำหนดการที่โลกและจักรวาฬถูกทำลายและก่อตัวขึ้นใหม่ ซึ่งต่างกับอสงไขยกัปที่รอบกำหนดยังเป็นช่วงเป็นตอนอยู่ มี ช่วงตอน สังวัฏฏกัป สังวัฏฏฐายีกัป วิวัฏฏกัป และ วิวัฏฏฐายีกัป
การนำรอบกำหนดต่างที่เป็นช่วงตอนมารวมให้เป็นวงรอบ(วัฏฏ) มี 2 นัย คือ
1) นัยที่อาศัยอสงไขยก้ป ดังนั้นนัยที่ 1 นี้ 1 มหากัป จึง มี 4 อสงไขย แต่ยังมีรอบกำหนดที่เป็นรอบเรียงลำดับตามการเกิดขึ้น ซึ่งใหญ่รอบอสงไขย ดังนั้น วงรอบกำหนดของมหากัปที่ประกอบด้วย 4 อสงไขย จึงเป็นวงรอบเล็ก ส่วนวงรอบที่อาศัยรอบเรียงลำดับตามการเกิดขึ้น จึงเป็นมหากัปรอบใหญ่
2) นัยอาศัยรอบเรียงลำดับตามการเกิดขึ้น มีรายละเอียดตามตารางที่แนบมา
--------///---------
[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ