คนไหนเป็นเพื่อนแท้ (๒)

.....................................

(อ่านตอนที่ ๑ ที่ลิงก์ด้านล่าง)

.....................................

ท่านประมวลลักษณะและความมุ่งหมายแห่งการชี้โทษไว้ดังนี้ -

๑ ต้องการยกคนที่ตนชี้โทษนั้นให้ก้าวขึ้นมาจากความเสื่อมเสียด้วยความปรารถนาดี แต่มิใช่ด้วยวิธีช่วยปกปิดความผิดหรือคอยออกรับแก้ตัวให้ (อุลฺลุมฺปนวเสน  สภาวสณฺฐิโต ผู้ดำรงอยู่แล้วตามสภาพ ด้วยสามารถแห่งการอุ้มชู)

๒ หาจุดอ่อนที่จะทำให้เสื่อมเสียเพื่อจะได้ช่วยป้องกันแก้ไข (ตํ  ตํ  วชฺชํ  โอโลกเนน ด้วยการแลดูโทษนั้นๆ)

๓ ต้องการให้รู้สิ่งที่ยังไม่รู้ (อญฺญาตญฺญาปนตฺถาย เพื่อต้องการจะให้รู้สิ่งที่ยังไม่รู้)

๔ อะไรที่รู้แล้วก็จะได้ปฏิบัติตามได้ถูกต้อง เช่นควรเว้นก็เว้นถูก ควรประพฤติก็ประพฤติถูก (ญาตํ  อนุคฺคณฺหนตฺถาย เพื่อต้องการจะได้ถือตามเอาสิ่งที่รู้แล้ว)

๕ เพื่อพัฒนาผู้นั้นให้เจริญด้วยคุณความดียิ่งๆ ขึ้น (สีลาทีนมสฺส  วุฑฺฒิกามตาย เพราะความเป็นผู้ปรารถนาความเจริญแห่งคุณมีศีลเป็นต้นแก่ผู้นั้น)

คนที่มีสติ เมื่อมีผู้ตักเตือนชี้โทษ ท่านว่าไม่ควรโกรธขุ่นเคืองขัดใจ (หน็อยแน่ มาว่าเราได้!) แต่ควรจะดีใจที่มีผู้คอยชี้บอกข้อบกพร่อง แทนที่จะโกรธ ควรจะขอบคุณเขาด้วยซ้ำไป 

ตัวอย่างคำพูดของผู้ถูกเตือนที่แสดงถึงการสำนึกถึงบุญคุณของผู้เตือน 

................................................

การที่ท่านทักท้วงตักเตือนตำหนิข้าพเจ้านั้นแม้ท่านจะมิได้เป็นครูบาอาจารย์ของข้าพเจ้าโดยตรง แต่ท่านก็ได้ทำหน้าที่เสมือนเป็นครูบาอาจารย์ของข้าพเจ้าด้วย นับว่าเป็นพระคุณอย่างใหญ่หลวง วันข้างหน้าถ้าท่านเห็นข้าพเจ้าทำอะไรที่ไม่ถูกไม่ควรเช่นนี้อีก ขอได้โปรดทักท้วงตักเตือนข้าพเจ้าอีกด้วยเถิด

................................................

ขอทำความเข้าใจถึงคำว่า “ผู้กล่าวข่ม” อีกเล็กน้อย

คำว่า “ข่ม” นั้น มิใช่หมายถึงการดูถูก การพูดกดให้เลว หรือการข่มเหงรังแก การข่มขู่เพื่อเรียกร้องผลประโยชน์ หรือการกดไว้ใต้อำนาจเพื่อสำแดงความยิ่งใหญ่ของผู้ข่ม ตลอดจนคิดทำลายให้ย่อยยับ 

ไม่ใช่ข่มแบบนี้

แต่หมายถึง-เมื่อเห็นใครกระทำการอันใดที่จะก่อให้เกิดโทษเกิดความเสียหาย หรือกระทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง ก็ทักท้วง ยับยั้งรั้งเหนี่ยวไว้ ปรามไว้ หรือควบคุมไว้มิให้กระทำเช่นนั้นอีกต่อไป พร้อมกันนั้นก็หาทางทำให้รู้สึกสำนึกผิด กลับตัวกลับใจมาดำเนินในทางที่ถูกที่ควร

พระอรรถกถาจารย์ยกตัวอย่างภิกษุที่เป็นครูบาอาจารย์หรือผู้ทำหน้าที่ปกครองอบรมสั่งสอน เห็นศิษย์หรือผู้อยู่ในปกครองทำผิดก็ไม่กล้า “ข่ม” ทั้งนี้เพราะตนได้รับการอุปถัมภ์บำรุงจากศิษย์ผู้นั้นอยู่เสมอ 

ท่านยกตัวอย่างการอุปถัมภ์บำรุงในสมัยโบราณ เช่น “ให้น้ำบ้วนปากเป็นต้นแก่เรา” 

ของจริงสมัยนี้อาจอุปถัมภ์กันด้วยการช่วยออกทุนสร้างโบสถ์วิหารเป็นสิบล้านร้อยล้าน หรือส่งเสบียงส่งส่วยให้เป็นประจำ นิมนต์แต่ละทีถวายหนักๆ

ถ้าไป “ข่ม” ศิษย์หรือผู้อยู่ในปกครองประเภทนี้เข้า ตัวก็จะเสียผลประโยชน์ 

ความคิดของอาจารย์ผู้ปกครองสมัยโน้นกับสมัยนี้ไม่ค่อยต่างกันเท่าไรเลย

ท่านว่าอาจารย์หรือผู้ปกครองชนิดนี้ไม่ใช่ “นิคฺคยฺหวาที” - ผู้กล่าวข่ม ตามพระพุทธภาษิตนั้น หากแต่เป็น “ผู้เรี่ยรายหยากเยื่อลงในศาสนานี้”

คำเปรียบนี้ต้องรู้ระบบในพระศาสนาจึงจะมองเห็นภาพ

ระบบก็คือ ในพระศาสนาจะมีสมาชิก ๒ ประเภทใหญ่ๆ คือ บรรพชิต ๑ คฤหัสถ์ ๑ 

ถ้าแจกลูกออกไปก็คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา อย่างที่เราทราบๆ กัน

สมาชิกประเภทคฤหัสถ์นั้นเป็นพื้นฐานของสังคมอยู่แล้ว การเป็นสมาชิกไม่มีเงื่อนไขมาก เพียงใจศรัทธาเลื่อมใสก็เป็นได้ทันที หรือส่วนมากเกิดมาก็เป็นได้เลย อย่างที่เราพูดล้อกันว่า “เป็นพุทธตามทะเบียนบ้าน”

ส่วนสมาชิกประเภทบรรพชิตก็มาจากสมาชิกประเภทคฤหัสถ์นั่นเอง แต่การเข้าเป็นสมาชิกมีเงื่อนไขมาก มีหลักเกณฑ์และวิธีการที่สลับซับซ้อน ทั้งคุณสมบัติก่อนเข้าเป็นสมาชิก การปฏิบัติตนในระหว่างที่เป็นสมาชิกอยู่ ไปจนถึงเงื่อนไขการพ้นจากสมาชิกภาพ

สมาชิกประเภทบรรพชิตท่านนิยมแบ่ง “เกรด” เป็น ๓ ระดับ คือ :

๑ นวกะ = สมาชิกใหม่ อายุการเป็นสมาชิกไม่เกิน ๕ ปี

๒ มัชฌิมะ = สมาชิกระดับกลาง เป็นสมาชิกเกิน ๕ ปี แต่ยังไม่ถึง ๑๐ ปี

๓ เถระ = สมาชิกชั้นผู้ใหญ่ เป็นสมาชิกเกิน ๑๐ ปีไปแล้ว

สมาชิกแต่ละระดับมีสิทธิและหน้าที่อะไรอย่างไรบ้าง มีกำหนดไว้โดยละเอียดในหลักพระธรรมวินัย

พระเถระ หรือสมาชิกชั้นผู้ใหญ่นั้นเมื่อมีคุณสมบัติอื่นอีกตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในพระธรรมวินัยประกอบกับหลักเกณฑ์ที่สังคมสงฆ์กำหนด ก็จะมีสิทธิ์รับสมาชิกใหม่ต่อไปได้อีก

ก็คือที่เรารู้จักกันในนาม “พระอุปัชฌาย์” นั่นแล

พระภิกษุในกลุ่ม “เถระ” นั้น นอกจากทำหน้าที่เป็นพระอุปัชฌาย์แล้ว ยังมีบางรูปทำหน้าที่เป็น “อาจารย์” ด้วย กล่าวคือพระคู่สวดในพิธีอุปสมบท เป็น “พระกรรมวาจาจารย์” รูปหนึ่ง เป็น “พระอนุสาวนาจารย์” รูปหนึ่ง โบราณถือกันว่ามีหน้าที่ช่วยเหลือพระอุปัชฌาย์ในการอบรมสั่งสอนพระนวกะที่ตนมีส่วนร่วมรับเข้าเป็นสมาชิก 

นอกจากนี้พระที่ทำหน้าที่สั่งสอนพระธรรมวินัยเรียกว่า “พระอุเทศาจารย์” ตลอดจนพระที่คอยอบรมแนะนำให้ความรู้ทั่วๆ ไป ก็เรียกรวมๆ กันว่า “พระอาจารย์”

ในภาษาไทยจึงมีคำที่นิยมพูดควบกันไปว่า “อุปัชฌาย์อาจารย์”

หน้าที่หลักของพระอุปัชฌาย์อาจารย์ก็คือ แนะนำ สั่งสอน ฝึกหัด อบรมสมาชิกใหม่ให้รู้หลักพระธรรมวินัย ให้รู้การอันควรเว้นและการอันควรประพฤติ เฉพาะเรื่องที่สำคัญมากระดับคอขาดบาดตาย ๘ เรื่อง ท่านนิยมแนะนำสั่งสอนกันในทันทีที่เสร็จพิธีรับเข้าเป็นสมาชิกนั่นเลย ที่รู้จักกันในคำว่า “บอกอนุศาสน์” ซึ่งจะเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่แนบอยู่กับพิธีอุปสมบท

เรื่องสำคัญ ๘ เรื่องที่อยู่ในคำบอกอนุศาสน์ ก็คือ เสพเมถุน ลักของเขา ฆ่ามนุษย์ อวดอุตริมนุสธรรม (ซึ่งก็คือปาราชิก ๔ นั่นเอง) ๔ เรื่องนี้เรียกว่า “อกรณียกิจ” ห้ามทำเด็ดขาด ส่วนอีก ๔ เรื่อง คือ เที่ยวบิณฑบาต นุ่งห่มผ้าบังสุกุล อยู่โคนไม้ ฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า เรียกว่า “นิสัย” เป็นการบอกวิธีเปลี่ยนวิถีชีวิตจากคฤหัสถ์มาสู่วิถีแห่งบรรพชิตว่าต้องทำอย่างไรจึงจะดำรงชีพอยู่ได้ นับเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรู้ทันที

เรื่องอื่นๆ นอกจากนี้ก็เป็นหน้าที่ของพระอุปัชฌาย์อาจารย์ที่จะต้องอบรมสั่งสอนกันเรื่อยไป

(ยังมีต่อ)

-------------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๑๒ มีนาคม ๒๕๖๖

๑๐:๕๙

[full-post]

คนไหนเป็นเพื่อนแท้ (๒)

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.