ธรรมะที่คล้ายกันระหว่างอัตตานุทิฏฐิ(สักกายทิฏฐิ)กับอัสมิมานะต่างกันเช่นไร?

   อัตตานุทิฏฐิ เป็นความเห็นผิด อันเป็นเหตุให้สำคัญผิดว่า ขันธ์ 5 มีรูปขันธ์เป็นต้น เป็นตัวตน เกิดในโลภสัมปยุตตจิต มีอัตตวิปปัลลาสเป็นประธาน ละได้เป็นสมุจเฉทด้วยโสดาปัตติมรรค

   อัสมิมานะ เป็นความลำพองใจ อันเป็นเหตุให้ถือตัวว่า ขันธ์ 5 มีรูปขันธ์เป็นต้น เป็นตัวตน เกิดในโลภวิปปยุตตจิต มี สุภวิปปัลลาสเป็นประธาน ละได้เป็นสมุจเฉทด้วยอนาคามีมรรค

   ที่เหมือนกันระหว่างอัตตานุทิฏฐิกับอัสมิมานะ ก็คือ ต่างก็เกิดจากสภาพความเป็นกลุ่มก้อน(ฆนะ)

   อัตตานุทิฏฐิ เกิดจาก

" สมูหฆนะ " คือ สภาพความเป็นกลุ่มก้อน ที่รูปแต่ละรูป นามแต่ละนาม ไม่ได้เกิดตามลำพัง เมื่อแยกกระจายออกด้วยวิเสสลักษณะ อัตตานุทิฏฐิก็เกิดขึ้นไม่ได้ เปรียบเหมือนบ้าน เมื่อแยกออกเป็นแต่ละส่วน ความสำคัญว่าเป็นบ้านก็หมดไป

   อัสมิมานะ เกิดจาก " อารัมมณฆนะ " คือ สภาพความเป็นกลุ่มก้อน ที่นามขันธ์ 4 มี เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์, สังขารขันธ์, วิญญาณขันธ์ มี อารมณ์ร่วมกัน เป็นอารมณ์เดียวกัน เมื่อแยกกระจายออกด้วยวิเสสลักษณะ อัสมิมานะก็เกิดขึ้นไม่ได้ เปรียบเหมือนดอกไม้ เมื่อแยกออกเป็นส่วนๆ เช่นกลีบดอก, เกสร เป็นต้น ความสำคัญว่าเป็นดอกไม้ก็หมดไป(คัมภีร์นิสสยะ อักษรปัลลวะ อักษรสิงหล อักษรเทวนาคี อักษรขอม อักษรมอญ อักษรพม่า อักษรธรรมล้านช้าง อักษรธรรมล้านนา และอักษรโรมัน)


------------------


สาระจากศีลสิกขาบทอันเป็นพุทธบัญญัติ

   ถามว่าก็ในเมื่อพระอรหันต์ท่านละกิเลสได้หมดสิ้นเชิงแล้ว ก็ย่อมเป็นผู้ไม่หลงลืมสติแน่นอน ก็แล้วทำไมพระอรหันต์ถึงมีการต้องอาบัติได้เล่า?

   ตอบว่า การต้องอาบัติอันเป็นศีลสิกขาบทบัญญัติ มีได้ด้วยเหตุ 2 ประการ คือ :-

   1. เพราะความไม่เอื้อเฟื้อพระวินัยบัญญัติ

   2. เพราะความรู้ไม่ทั่วถึงพุทธวิสัย

   ในบรรดาเหตุทั้งสองประการนั้น พระอรหันต์มีโอกาสต้องอาบัติได้เฉพาะเหตุประการหลังเท่านั้น คือ เพราะความไม่รู้ทั่วถึงพุทธวิสัย ส่วนเหตุประการแรกนั้น โอกาสเป็นไปไม่ได้เลย เหตุเพราะท่านละกิเลสได้หมดสิ้นเชิงแล้ว

   ถามว่า เมื่อต้องอาบัติด้วยเหตุต่างกัน โทษอาบัติจะต่างกันอย่างไร?

   ตอบว่า โทษ มี 2 ประการ คือ :-

   1.โลกวัชชะ เป็นโทษทางโลก องค์ธรรมเมื่อย่อลงแล้ว ก็คืออกุศลกรรมบถ 10 มีการฆ่าสัตว์เป็นต้น

   2.บัณณัตติวัชชะ เป็นโทษทางพระวินัยบัญญัติ องค์ธรรม ก็คือการกระทำที่ไม่เหมาะสมต่อความเป็นสมณเพศ มี สัญจริตสิกขาบท,วิกาลโภชนสิกขาบท,ปฐมปวารณาสิกขาบท,ทุติยปวารณาสิกขาบท เป็นต้น(รายละเอียดโปรดดูในแต่ละสิกขาบทเถิด)

   ในบรรดาโทษทั้งสองประการนั้น พระอรหันต์มีโอกาสต้องโทษได้ก็เฉพาะประการหลังเท่านั้น(คืออนุชนรุ่นหลังจะถือเอาเป็นเยื่องอย่าง)

   ส่วนโทษประการแรกนั้นโอกาสเป็นไปไม่ได้เลย เพราะท่านละกิเลสได้หมดสิ้นเชิงแล้ว ความว่าทั้งเหตุและโทษนั้น ปุถุชนมีโอกาสเป็นไปได้ครบทั้งสองประการ เพราะกิเลสยังไม่สิ้น และยังหนาแน่นอยู่ ส่วนพระอรหันต์นั้น ทั้งเหตุและโทษ โอกาสเป็นไปได้เป็นประการหลังอย่างเดียว เพราะท่านละกิเลสได้สิ้นแล้วนั่นเอง ส่วนพระอริยบุคคลเบื้องต่ำ กิเลสยังละไม่ได้หมดสิ้นก็จริง แต่ก็น้อยกว่าปุถุชน โอกาสที่จะต้องโทษด้วยปปัญจธรรม(ธรรมอันเป็นเหตุให้เนิ้นช้าในวัฏฏทุกข์) มีตัณหา มานะ ทิฏฐิ จึงมีน้อยกว่าปุถุชน คือเว้น(มิจฉา)ทิฏฐิในพระโสดาบันบุคคลกับพระสกทาคามีบุคคล และเว้น(อัสมิ)มานะในพระอนาคามีบุคคลที่เหลือ คือ ตัณหา ก็มีกำลังอ่อนกว่าปุถุชนมาก(คัมภีร์นิสสยอักษรธรรมล้านช้าง)


[full-post]

ธรรมะที่คล้ายกันระหว่างอัตตานุทิฏฐิ กับอัสมิมานะ

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.