คนไหนเป็นเพื่อนแท้ (๑)
---------------------
คนมักแยกแยะไม่ออกว่า อย่างไรคือการจับผิด อย่างไรคือการชี้โทษ
เมื่อมีการยกข้อบกพร่องหรือการกระทำผิดพลาดของใครสักคนขึ้นมาว่ากล่าวกัน ก็มักเหมารวมกันไปหมดว่าเป็นการจับผิด
เมื่อมีการยกข้อบกพร่องหรือการกระทำผิดพลาดของใครสักคนขึ้นมาว่ากล่าวกัน เรามักจะได้ยินเสียงท้วงติงด้วยถ้อยคำทำนองนี้ :
................................................
จะมามัวจ้องจับผิดกันอยู่ทำไม
คนไม่ดีมักจะคอยมองหาแต่ความไม่ดีของคนอื่น
พระพุทธศาสนาสอนไม่ให้กล่าวร้ายคนอื่น แต่ให้พิจารณาข้อบกพร่องของตนเอง
ทำหน้าที่ของตนดีกว่าตำหนิผู้อื่น
อย่ามัวแต่มองหาความผิดของคนอื่น
เวลานี้มีต่อท้ายอีกประโยคหนึ่งว่า -
ทำให้เกิดความแตกแยก
................................................
ผมขออนุญาตอัญเชิญพระพุทธพจน์และคำอธิบายของอรรถกถาจารย์เกี่ยวกับเรื่องจับผิด-ชี้โทษนี้มาเสนอไว้ในที่นี้สักบทหนึ่ง เพื่อให้พิจารณากันว่าเรามองเรื่องนี้ถูกมุมหรือยัง
ขอญาติมิตรทั้งปวงโปรดใช้ขันติธรรมในการอ่านสักหน่อยนะครับ
เรื่องนี้จะมีคำบาลีด้วย ถ้าไม่ถนัดอ่านคำบาลีก็ข้ามไปอ่านเฉพาะคำไทยได้เลย
พระพุทธพจน์ในพระธรรมบท
................................................
นิธีนํว ปวตฺตารํ ยํ ปสฺเส วชฺชทสฺสินํ
นิคฺคยฺหวาทึ เมธาวึ ตาทิสํ ปณฺฑิตํ ภเช
ตาทิสํ ภชมานสฺส เสยฺโย โหติ น ปาปิโย.
พึงเห็นผู้มักชี้โทษเหมือนผู้บอกขุมทรัพย์
ท่านผู้กล่าวข่มขี่ มีปัญญา เป็นบัณฑิตเช่นนั้นพึงคบหาเถิด
เมื่อคบบัณฑิตเช่นนั้น ย่อมมีแต่คุณอันประเสริฐ
หามีโทษที่เลวทรามไม่
บัณฑิตวรรค ธรรมบท พระไตรปิฎกเล่ม ๒๕ ข้อ ๑๖
................................................
พระอรรถกถาจารย์นำพระพุทธพจน์นี้มาอธิบาย (ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๔ หน้า ๓-๕ ราธเถรวัตถุ) โดยเล่าเรื่องพราหมณ์คนหนึ่ง ชื่อราธะ เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาเมื่ออายุมากแล้ว พระสารีบุตรเป็นพระอุปัชฌาย์
พระสารีบุตรจะอบรมสั่งสอนดุด่าว่ากล่าวอะไร ท่านก็น้อมรับด้วยความเต็มใจ ไม่มีทิฐิมานะว่าตนมีวัยสูงกว่า
ในที่สุดท่านก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ เป็นที่มาแห่งพุทธภาษิตบทนี้
พระอรรถกถาจารย์ยกคำบางคำในพุทธภาษิตข้างต้นมาอธิบายขยายความไว้ ขอยกเฉพาะที่กล่าวถึงการจับผิดกับการชี้โทษมาเสนอไว้ในที่นี้
-------------
ผู้คอยตำหนิติติงคนอื่น ท่านเรียกเป็นศัพท์ว่า “วชฺชทสฺสี” (วชฺช + ทสฺสี)
“วชฺช” แปลว่า โทษ เช่นในคำว่า วัชพืช คือพืชที่เป็นโทษ
“ทสฺสี” แปลว่า ผู้แสดง คือผู้ชี้ให้ดู
วัชชทัสสีมี ๒ ประเภท
ประเภทหนึ่งเรียกว่า “รนฺธคเวสโก” (รนฺธ + คเวสโก)
“รนฺธ” แปลว่า โพรง, รอยแยก, รอยเปิด; รอยตำหนิ, ข้อบกพ่อง, จุดอ่อน (opening, cleft, open spot; flaw, defect, weak spot)
“คเวสโก” แปลว่า “ผู้แสวงหา”
“รนฺธคเวสโก” จึงแปลว่า ผู้แสวงหาจุดอ่อน, ผู้คอยจ้องจับผิด
หมายความว่า ความผิดหรือความเสียหายนั้นยังไม่เกิด ยังไม่มี ยังไม่ปรากฏ และจะมีหรือเปล่าก็ไม่ทราบ จึงต้องไปเที่ยวแสวงหา
คนอื่นเขาอยู่ของเขาดีๆ ไม่ได้ทำผิดคิดร้ายอะไร ก็ไปเที่ยวคอยจ้องมองหาข้อบกพร่องของเขา หรือไปเที่ยวขุดคุ้ยดูว่าเขาเคยทำผิดอะไรมาบ้าง ด้วยเจตนาจะใช้เป็นเหตุหาเรื่องทำให้เขาเสียหาย
ถอดออกมาเป็นความคิดก็ว่า เอ็งพลาดเมื่อไร ข้าฟันไม่เลี้ยง
อย่างนี้คือ “จับผิด”
อีกประเภทหนึ่ง ท่านเรียกว่า “นิคฺคยฺหวาที” (นิก-ไค-หะ-วา-ที) แปลว่า “ผู้มีปกติกล่าวข่ม”
พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ แปล “นิคฺคยฺหวาที” ว่า one who speaks rebukingly, censuring, reproving, resenting (ผู้กล่าวตำหนิ, ติเตียน, ว่ากล่าว, ไม่เห็นด้วย, ไม่ชอบ) ออกจากคำกริยาว่า “นิคฺคณฺหาติ” ซึ่งแปลว่า รั้งไว้, ห้ามปราม, ดุ, ว่ากล่าว, ตำหนิ
นิคฺคยฺหวาที-กล่าวข่ม นี่แหละคือผู้ชี้โทษ
“ชี้โทษ” หมายถึงข้อบกพร่องหรือความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว ไม่ต้องแสวงหา เพราะมีผู้ทำให้ปรากฏขึ้นแล้ว แต่ผู้ทำไม่รู้ตระหนักว่าการกระทำนั้นเป็นโทษ เป็นความเสียหาย จึงต้อง “ชี้” ให้ดู
“ชี้โทษ” นั้นบัณฑิตย่อมทำโดยแยบคาย ถ้าไม่เห็นประโยชน์เป็นอย่างอื่นก็มักแอบเตือนกันเงียบๆ เพื่อไม่ให้เสียหน้า มุ่งให้เจ้าตัวรู้และแก้ไขเป็นที่ตั้ง
แต่ “จับผิด” นั้นมีเจตนาจะให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง เพราะฉะนั้นจะไม่ทำเงียบๆ แต่จะต้องเปิดโปงให้คนทั่วไปรู้ด้วย
เหมือนเห็นคนลืมรูดซิป
“ชี้โทษ” คือหาทางเข้าไปกระซิบบอกไม่ให้เขาอับอายขายหน้า
“จับผิด” คือชี้ชวนกันให้ดูแล้วหัวเราะคิกคักหรือส่งเสียงเรียกบอกให้ใครๆ มารุมกันดู
(ยังมีต่อ)
-----------------------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๑๑ มีนาคม ๒๕๖๖
๑๑:๕๘
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ