ถามว่า พระอรหันต์มีทุกข์หรือไม่?
คำถามนี้ ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า "อรหันต์" ก่อน
- ถ้าจะชี้ลงไปว่าส่วนใดในร่างกายเป็นพระอรหันต์ ก็คงตอบไม่ได้ ดุจการชี้ลงไปในส่วนต่าง ๆ ของร่างยกาย ไม่มีคำว่า "นาคเสน" เลย (มิลินทปัญหา)
- รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ใช่พระอรหันต์, ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง.... ก็ไม่ใช่พระอรหันต์....ไม่มีอรหันต์ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ... ไม่มีอรหันต์ใน ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง...ฯ
- เพราะฉะนั้น คำว่า "อรหันต์" จึงเป็นสมมติบัญญัติพิเศษ ที่อาศัยการประชุมกันของขันธ์ ๕ และการได้บรรลุคุณวิเศษ คืออรหัตตมรรค-อรหัตตผล ชื่อว่า "อรหันต์" จึงเป็นเนมิตตกนาม ซึ่งเกิดขึ้นด้วยอำนาจของคุณวิเศษที่ท่านได้บรรลุ
ยถา ขนฺเธสุ สนฺเตสุ โหติ สตฺโตติ สมฺมติ
กิเลเสหารกตฺตาย ตถารหาติ วิชฺชติ.
เพราะอาศัยการคุมเข้าของขันธ์ทั้ง ๕ จึงมีสมมติบัญญัติว่า "สัตว์" ฉันใด
เพราะข้อที่บุคคลเป็นผู้ไกลจากกิเลสทั้งหลาย จึงมีสมมติบัญญัติว่า "อรหันต์" ฉันนั้น ฯ
(นิติเมธี : ประพันธ์)
- คำว่า "อรหันต์" เป็นคุณนาม (เนมิตตกนาม) ที่เกิดเพราะการได้บรรลุอรหัตตมรรค อรหัตตผล แห่งบุคคลบัญญัติ ซึ่งใช้สื่อสารกันเพื่อให้เกิดการเข้าใจไม่สับสน
เพราะฉะนั้น เมื่อจะตอบโดยบัญญัติโวหารบุคคล ก็จะได้ความว่า...
พระอรหันต์ (ที่เป็นสมมติบัญญัติบุคคล) ที่ท่านยังไม่ปรินิพพาน ท่านก็ยังมีทุกข์บางอย่าง (อันเป็นผลพวงแต่ขันธ์ซึ่งอดีตกรรมซัดมา) และไม่มีทุกข์บางอย่าง
ทุกข์มีมากมายหลายอย่าง ซึ่งแบ่งเป็นพวกใหญ่ๆ ได้ ๓ พวก คือ
๑. กายิกทุกข์ ได้แก่ทุกข์ที่เป็นไปทางกาย อาศัยกายทวารเกิดขึ้น เช่น เจ็บ ปวด เมื่อย... ทุกข์ชนิดนี้จัดเป็นผลของอกุศลกรรมที่เคยทำไว้ในชาติก่อนๆ (คืออาศัยรูป ได้แก่กายปสาท ซึ่งเป็นกัมมชรูปที่เป็นผลมาแต่อดีตกุศลกรรม ประจวบเข้ากับปโยคะในปัจจุบัน คือการกระทบกับโผฏฐัพพารมณ์ เกิดผัสสะพร้อมกับทุกขสหคตกายวิญญาณจิตขึ้น, และทุกขสหคตกายวิญญาณจิตก็เป็นผลที่อดีตอกุศลกรรมซัดมา) ทุกข์อย่างนี้ยังมีอยู่กับพระอรหันต์
(ข้อสังเกต : แม้เป็นทุกข์ที่อาศัยกายทวารเกิด แต่สิ่งที่รับรู้ความทุกข์นั้น เป็นเรื่องของจิตและเวทนาเจตสิก)
๒. เจตสิกทุกข์ ได้แก่ทุกข์ทางใจ อันได้แก่โทมนัสเวทนาที่เกิดพร้อมกับโทสมูลจิต ทุกข์ชนิดนี้ท่านละได้หมดแล้วตั้งแต่ได้บรรลุพระอนาคามิมรรค
๓. สังขารทุกข์ ทุกข์ของสังขาร สังขารในที่นี้ได้แก่สังขารธรรมคือรูปนาม ขันธ์ ๕ ความที่ขันธ์ ๕ ไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วทนอยู่ไม่ได้ต้องดับไปนั่นแหละเป็นทุกข์ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสถามภิกษุปัญจวัคคีย์ และพระองค์ตรัสสรูปว่า "รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เที่ยง สิ่งที่ไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์..." ตราบใดที่นามและรูปยังเป็นไปอยู่ ทุกข์ชนิดนี้ก็มีอยู่ร่ำไป ฯ
เพราะฉะนั้นพระอรหันต์ที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านก็ยังมีสังขารทุกข์ เพราะท่านยังมีนามรูป รวมความว่าพระอรหันต์ที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านมีทุกข์ที่อาศัยกายทวารเป็นไป คือทุกขสหคตกายวิญญาณจิต ท่านไม่มีทุกข์ (ทุกขเวทนาหรือโทมนัสเวทนา) อันเกิดแต่โทสมูลจิต เพราะท่านละได้แล้ว ต่อเมื่อท่านดับขันธปรินิพพาน ทุกข์ทั้งหลายก็เป็นอันดับหมดไม่มีเหลือ.
----------------
คำว่า "อรหันต์" เป็นสมมติบัญญัติ คือ ปุคคลบัญญัติ ใช้ร้องเรียกผู้ที่บรรลุอรหัตตมรรค อรหัตตผล
เมื่อว่าโดยธรรมาธิษฐานแล้ว มีเพียงขันธ์ อายตนะ ธาตุ...เท่านั้น หามีสัตว์บุคคลไม่, แต่เพราะอาศัยปุคคลบัญญัติ ซึ่งเนื่องด้วยขันธ์นั่นเอง จึงมีเสียงร้องเรียก คน-สัตว์...และอาศัยคุณธรรมที่ได้บรรลุ จึงมีเสียงร้องเรียกว่า "อรหันตบุคคล" ซึ่งโดยปรมัตถ์แล้ว ขันธ์ ๕ ไม่ใช่อรหันต์, อรหันต์ ก็ไม่มีในขันธ์ ๕ ... สมมติบัญญัติ ใช้สื่อสารร้องเรียกกันเท่านั้น ...
ขันธ์ ๕ นั่นเอง เป็นตัวทุกข์ (สังขารทุกข์) ที่รู้ว่าขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ก็เพราะมีอนิจจลักษณะปรากฏให้เห็นในปัญญาของบัณฑิตทั้งหลาย... ถ้าไม่มีขันธ์ ๕ (หมายเอานิพพาน) ก็ไม่มีทุกข์, ทุกข์ไม่มีที่เกิด...
เพราะฉะนั้น ที่กล่าวว่า "พระอรหันต์ก็ยังเป็นทุกข์" นั้น โดยแท้จริงก็คือ ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ หาใช่พระอรหันต์ไม่...
---------///---------
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ