ตั้งข้อสังเกตคำถาม และตอบคำถามเกี่ยวกับสติปัฏฐาน ได้ดังนี้
๑) ถาม : มีอะไรที่เป็นระหว่างกลาง ของอภิชฌาและโทมนัสไหม? (อภิชฌาและโทมนัส มีอะไรที่เป็นระหว่างกลางไหม?) ตัวที่จะนำอภิชฌาและโทมนัสออกซึ่งระหว่างกลางนั้น คืออะไร?
ตอบ - สติ และสัมปชัญญะ และปีติ หรือโสมนัสเวทนา ซึ่งประกอบในมหากุศลจิตในขณะที่เจริญสติปัฏฐานนั้น (กุศลจิตตุปบาทที่มีสติและสัมปชัญญะ คือปัญญา เป็นประธาน) เป็นธรรมที่อยู่ในระหว่างกลางตรงนั้น (คืออยู่ระหว่างความยินดีด้วยอำนาจอภิชฌา และยินร้ายด้วยอำนาจโทมนัส) // เพราะขณะนั้น บุคคลใช้มหากุศลจิต ซึ่งมีสติและสัมปชัญญะเป็นตัวนำในการเพ่งอารมณ์ ๔ อย่างนั้น ...ฯ
สติ และปัญญา จึงเป็นตัวนำอภิชฌา และโทมนัส ออกได้แล้ว คือ ตราบใดที่จิตยังเป็นกุศล มีสติ สัมปชัญญะอยู่ ตราบนั้น ความยินดี ยินร้ายก็ไม่มีโอกาสเกิดได้อยู่แล้ว (สติ เตสํ นิวารณํ - สติ เป็นเครื่องกันกระแสตัณหา, ปญฺญาเยเต ปิถิยฺยเร - ปัญญา เป็นเครื่องตัดกระแสเหล่านั้น)
อีกประการหนึ่ง ธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อโทมนัส ถ้ากล่าวตามองค์ฌานแล้ว ก็ได้แก่ ปีติ หรือ โสมนัส และอุเบกขาเวทนา (กุศลจิต ก็มีเวทนา ๒ คือ โสมนัส และอุเบกขาเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งประกอบอยู่แล้ว)
๒) ถาม : ระดับของศัพท์ สติ, สัมปชาโน จะมีรายละเอียดในการอธิบายอย่างไร? (คือ น่าจะมีความแตกต่างกัน เช่นเหมือนสุญญตาวิมุตติ) เพราะไม่ใช้ศัพท์ตัวเดียวกัน น่าจะมีรายละเอียด ความหมายที่แตกต่างกันของศัพท์...?
ตอบ : - สติ เป็นสภาพธรรมที่เมื่อเกิดขึ้น ย่อมกั้นกระแสตัณหา ดังพระดำรัสว่า "สติ เตสํ นิวารณํ" (อชิตปัญหา)
- สัมปชาโน คือ ปัญญา ทำหน้าที่ตัด คือสละ ละ ไม่ใส่ใจ ไม่เยื่อใย ต่อกระแสตัณหาคืออภิชฌานั้น อีกต่อไป... (ปญฺญาเยเต ปิถิยฺยเร)
(สุญญตาวิมุตติ เป็นคำอุปมาเทียบเคียงถ้อยคำเท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นคำถาม)
๓) ถาม : ระหว่างสังขารจิต กับสังขารขันธ์ อะไร? คือตัวที่จะช่วยให้เราจำแนกได้ว่า หลัก ๆ ในการแยก เมื่อปฏิบัติไปนั้น เราหลงไปอยู่ (ติดอยู่) ในอะไรกันแน่ระหว่างสังขารจิต กับสังขารขันธ์
ตอบ : คำว่า "สังขารจิต" คำแปลก ๆ ถ้ากล่าวกลับกันเป็น "จิตตสังขาร" ก็จะได้คำตอบเป็นอีกอย่างหนึ่ง คือ
- จิตตสังขาร หมายถึง ธรรมเครื่องปรุงแต่งจิต ในที่นี้ เวทนา สัญญา หรือเจตสิก ๕๐ ดวง (เว้น วิตก วิจาร เพราะวิตก,วิจาร เป็นธรรมปรุงแต่งวจีสังขาร)
- ถ้าในกล่าวเชิงปฏิจจสมุปบาท "จิตตสังขาร" ได้แก่ เจตตนา ๒๙ (ในอกุศลจิต ๑๒, โลกียกุศลจิต ๑๗) ที่ปรุงแต่งให้มโนกรรมสำเร็จลง
* ถ้ามุ่งว่าเป็น "สังขารจิต" ก็ได้แก่จิตทั้งหมด คือ จิตทั้งหมดนั่นแหละ เป็นสังขารธรรม (นิพพาน เป็นวิสังขารธรรม)
แต่จิตที่จะเป็นอารมณ์สำหรับการปฏิบัติวิปัสสนานั้น ก็มุ่งหมายเอาเฉพาะโลกียจิตเท่านั้น เพราะเป็นเตภูมิกธรรม คือธรรมที่วนเวียนอยู่ในภูมิทั้ง ๓ อยู่ (ไม่เอาโลกุตตรจิต เพราะไม่วนเวียนอยู่ในวัฏฏะ)
ส่วนคำว่า "สังขารขันธ์" นั้น มุ่งหมายเอา "เจตสิก ๕๐" (เว้น เวทนา สัญญา)
ผู้ปฏิบัติ กำหนดสภาพธรรมที่เป็นอารมณ์ (อารัมมณะ) โดยความเป็นรูป-นาม, และกำหนดธรรมซึ่งเป็นผู้รู้อารมณ์ (อารัมมณิกะ) คือจิต-เจตสิก โดยความเป็นนาม มีสติ สัมปชัญญะ มีปีติ กำจัดอภิชฌา และโทมนัสอยู่... เข้าสู่โหมดของการเห็นรูป-นามชัดแจ้ง รู้ปัจจัยของรูปนาม เห็นไตรลักษณ์...(โดยสัมมกลาปเป็นต้น) เห็นความเกิด-ดับของรูปนาม ผ่านวิปัสสนูกิเลสได้...เห็นความดับไปของรูปนามโดยส่วนเดียว (ภังคญาณ) ชื่อว่าอยู่ในโหมดของ "ปหาณปริญญา"...ต่อแต่นั้นไป...จนถึงอนุโลมญาณ จิตก็จะสละละสังขารธรรมรูปนามซึ่งเป็นไตรลักษณ์นั้นแล้วยึดเอาสภาพธรรมที่ไม่ใช่รูปนาม เป็นวิสังขารธรรม คือ นิพพาน เป็นอารมณ์ (โคตรภูญาณ) และตามด้วย มรรคญาณ ผลญาณ...เป็นลำดับไป...ฯ
"โคตรภูญาณ มรรคญาณ ผลญาณ" นั่นแหละ ละสังขารธรรม ยึดเอาธรรมที่ไม่ใช่สังขาร คือนิพพาน เป็นอารมณ์....
----------//--------
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ