ขอถวายกำลังใจแก่พระที่ยังเป็นปุถุชน (๒)

-----------------------------------------

ตอนที่แล้ว ผมถามว่าญาติมิตรคิดกันอย่างไร

ตอนนี้ผมจะบอกว่าผมคิดอย่างไร

ผมคิดอย่างนี้ -

๑ สิ่งที่เรียกว่า “พระพุทธศาสนา” นั้น พระพุทธเจ้าท่านทรงตั้งขึ้น มีกฎเกณฑ์กติกาที่เรียกว่า “พระธรรมวินัย” และพระธรรมวินัยนั้นยังมีตัวบทแบบฉบับให้ศึกษาเรียนรู้และปฏิบัติตามได้อย่างสมบูรณ์

๒ พระภิกษุสงฆ์ไม่ได้เป็นพระมาตั้งแต่เกิด แต่สมัครใจเข้ามาเป็น จะด้วยเหตุผลอะไรบ้างก็ตามทีเถิด แต่เรียกรวมๆ ว่า-สมัครใจเข้ามา

๓ หลักสากลของโลกก็คือ ผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของสังคมใด ต้องปฏิบัติตามกฎกติกาของสังคมนั้น 

ในกรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติตามได้ ก็มีสิทธิ์ที่จะสละสิทธิ์ นั่นคือออกไปจากสังคมนั้น 

จะไม่ปฏิบัติตามกฎกติกาของสังคมนั้น พร้อมไปกับอ้างสิทธิ์เป็นสมาชิกของสังคมนั้นไปด้วย ย่อมไม่ชอบธรรม

พระพุทธศาสนานั้นตัดสินกันด้วยพระธรรมวินัย

ไม่ว่าจะเป็นหลักธรรมคำสอน หลักการประพฤติปฏิบัติ รูปแบบการครองชีวิตของบรรพชิตและคฤหัสถ์ ล้วนต้องมีพระธรรมวินัยเป็นเกณฑ์ตัดสินทั้งสิ้น

หลักธรรมคำสอนที่ไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย จะเรียกว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือคำสอนในพระพุทธศาสนาไม่ได้

การประพฤติปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย จะเรียกว่าเป็นการปฏิบัติตามวิธีของพระพุทธศาสนาไม่ได้

บรรพชิตที่ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย จะเรียกว่าเป็นบรรพชิตหรือภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนาไม่ได้

และคฤหัสถ์ที่ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย จะเรียกว่าเป็นอุบาสกอุบาสิกาคือผู้นับถือพระพุทธศาสนาไม่ได้

รวมทั้งอะไรที่ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่สัตถุศาสน์ ไม่ใช่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า จะมาอ้างว่าเป็นพระธรรมวินัยก็ย่อมอ้างไม่ได้ด้วย

หมายความว่า ใครอยากจะสอนอะไรก็สอนไป อยากปฏิบัติอะไรก็ปฏิบัติไป ผู้ครองเพศสมณะอยากทำอะไรก็ทำไป ไม่อยากทำอะไรก็ไม่ต้องทำ 

อยากจะทำอย่างนี้ ก็ได้ ก็เอา เพราะทั้งหมดนี้เป็นเสรีภาพของมนุษย์อยู่แล้ว

แต่ทั้งหมดนั่นขอให้มีความซื่อตรง คือขอให้ประกาศแก่ชาวโลกไปตรงๆ ว่า ที่ข้าพเจ้าสอน ที่ข้าพเจ้าปฏิบัติ และสิ่งที่ข้าพเจ้าประพฤติอยู่นี้ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

ขอให้กล้าที่จะประกาศอย่างนี้ด้วย

.....................

ถ้าพระสงฆ์ทำอะไรๆ เหมือนชาวบ้านได้ทุกอย่าง และยังควรยอมรับได้ว่าแบบนั้นก็เป็นพระ

คนจะต้องบวชเป็นพระทำไม?

อยู่ครองเรือนจะไม่สะดวกสบายกว่าดอกหรือ?

ไม่บวชทำสิ่งใดได้ บวชแล้วก็ยังทำสิ่งนั้นได้

บวชแล้วทำสิ่งใดได้ ไม่บวชก็ทำสิ่งนั้นได้

แล้วจะต่างกันตรงไหน

การที่เข้ามาบวชนั่นเองคือการประกาศตัวยอมรับว่า (๑) จะต้องทำอะไรที่ชาวบ้านไม่มีโอกาสทำ และ (๒) จะต้องไม่ทำอะไรอย่างที่ชาวบ้านทำ

อะไรที่ต้องทำและอะไรที่ต้องไม่ทำนี้ ไม่ใช่แต่ละคนคิดขึ้นเองบัญญัติขึ้นเองตามความพอใจ

แต่เป็นกฎกติกาที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้บัญญัติไว้ คือที่เรียกว่า พระธรรมวินัย

.....................

คนที่เจริญแล้วเมื่อเจอนักบวช เขาจะถามกันว่า “ท่านบวชตามใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน ท่านชอบใจธรรมะของใคร” (กํสิ  ตฺวํ  อาวุโส  อุทฺทิสฺส  ปพฺพชิโต  โก  วา  เต  สตฺถา  กสฺส  วา  ตฺวํ  ธมฺมํ  โรเจสิ  ฯ - สัญชยวัตถุ ธัมมปทัฏฐกถา ภาค ๑ หน้า ๘๓)

เป็นการแสดงถึงวัฒนธรรมของอารยชนว่า เข้าไปบวชในศาสนาไหนก็เพราะชอบใจธรรมะของศาสนานั้น ยินดีเต็มใจที่จะปฏิบัติตามธรรมวินัยของศาสนานั้น

รู้ตัวว่าทำตามไม่ได้ ก็อย่าเข้าไป

เข้าไปแล้วรู้ตัวว่าทำตามต่อไปไม่ไหว ก็ออกมา

เป็นหลักการที่ซื่อตรงที่สุด

การที่เข้าไปบวชแล้วประกาศท่าทีว่า อะไรทำตามได้ ข้าพเจ้าก็จะทำ อะไรทำตามไม่ได้ ข้าพเจ้าก็จะไม่ทำ เพราะข้าพเจ้าเป็นปุถุชน - จึงไม่ใช่ท่าทีของผู้เจริญแล้ว แต่เป็นท่าทีของคนพาล

เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานได้ ๗ วัน ภิกษุรูปหนึ่งประกาศท่าทีว่า -

......................................................

.. สุมุตฺตา  มยํ  เตน  มหาสมเณน  อุปทฺทูตา  จ  โหม  อิทํ  เต  กปฺปติ  อิทํ  เต  น  กปฺปตีติ,  อิทานิ  ปน  มยํ  ยํ  อิจฺฉิสฺสาม  ตํ  กริสฺสาม  ยํ  น  อิจฺฉิสฺสาม  ตํ  น  กริสฺสามาติ  ฯ

(มหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค 

พระไตรปิฎกเล่ม ๑๐ ข้อ ๑๕๕)

พระไตรปิฎกฉบับหลวงแปลไว้ว่า -

พวกเราพ้นดีแล้ว ด้วยว่าพระมหาสมณะนั้นเบียดเบียนพวกเราอยู่ว่า สิ่งนี้ควรแก่เธอ สิ่งนี้ไม่ควรแก่เธอ ก็บัดนี้พวกเราปรารถนาสิ่งใด ก็จักกระทำสิ่งนั้น ไม่ปรารถนาสิ่งใด ก็จักไม่กระทำสิ่งนั้น.

......................................................

ถอดความให้ถึงอรรถถึงรสของภาษาตามสำนวนทองย้อยว่า - 

......................................................

พวกเราเป็นอิสระแล้ว ไม่มีพระพุทธเจ้ามาคอยชี้นิ้วสั่งนั่นนี่โน่นอีกต่อไปแล้ว ต่อไปนี้ใครอยากกิน กิน อยากเที่ยว เที่ยว อยากเล่น เล่น ใครไม่อยากทำงานก็ไม่ต้องทำ ฟรีสไตล์ไชโย!

......................................................

ในมหาปรินิพพานเช่นเดียวกันที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า -

......................................................

โย  โว  อานนฺท  มยา  

ธมฺโม  จ  วินโย  จ  เทสิโต  ปญฺญตฺโต

โส  โว  มมจฺจเยน  สตฺถา. 

ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยอันใด

ที่เราแสดงแล้วบัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย

ธรรมและวินัยอันนั้นจะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย

เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว

(มหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๑๐ ข้อ ๑๔๑)

......................................................

เป็นอันยืนยันว่า พระธรรมวินัยเป็นพระศาสดาของชาวพุทธ

และพระธรรมวินัยนั่นเองคือตัวพระพุทธศาสนา

ถ้าไม่เอาพระธรรมวินัย 

แล้วจะเอาอะไรเป็นพระพุทธศาสนา?

-----------------------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๒๔ มีนาคม ๒๕๖๖

๑๗:๑๗

........................ 

[full-post]

พระที่ยังเป็นปุถุชน

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.