ความเหมือนกัน และความแตกต่างกันแห่งอัตถิปัจจัยกับอวิคตปัจจัยเป็นไฉน ?
ปัจจัยทั้ง 2 อย่างนี้ แม้ว่าจะไม่มีความแตกต่างกันแห่งองค์ธรรมทั้งที่เป็นตัวปัจจัยและตัวผลธรรมก็ตาม ถึงกระนั้น บัณฑืตพึงเห็นความต่างกัน แห่งความเป็นปัจจัย อย่างนี้เถิดว่า ความเป็นอุปการะ ด้วยเหตุสักแต่ว่าตนมีอยู่ ก็ค้ำจุนปัจจยุปบันนธรรมไว้ได้ ปัจจัยนั้น ชื่อว่า ความเป็นอัตถิปัจจัย ส่วนความเป็น ปัจจัยอุปการะด้วยเหตุสักแต่ว่า ตนยังไม่ดับไปเท่านั้น ก็ค้ำจุนปัจจยุปบันนธรรมไว้ได้ ปัจจัยนั้น ชื่อว่า อวิคตปัจจัย
บัณฑิต พึงอาศัยศรัทธาในพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า " ก็ พระผู้มีพระภาค เพราะทรงทราบความสามารถในความเป็นปัจจัยที่แตกต่างกัน แห่งธรรมทั้งหลาย โดยอาการทั้งปวงแล้ว จึงทรงแสดงปัจจัย 24 อย่างไว้ " ดังนี้แล้ว พึงทำสุตมยปัญญาให้เกิดขึ้น อย่างนี้ว่า " ธรรมที่เป็นปัจจัยทั้งสองเหล่านี้ มีอาการที่เป็นปัจจัยต่างกัน อย่างนี้ และมีปัจจยุปบันนธรรมเหมือนกันอย่างนี้ แล้วก็พึงปฏิบัติเพื่อสร้างจินตามยญาณ และภาวนามยญาณ เพื่อการหยั่งรู้อาการที่เป็นปัจจัยอันแตกต่างกัน แห่งธรรมที่เป็นปัจจัยเหล่านี้ให้ยิ่งๆขึ้นไปเถิด
พึงเห็นว่า การที่พระพุทธองค์ทรงแสดงองค์แห่งปัจจัยธรรมที่ไม่แตกต่างกัน ในอันอุปการะต่อปัจจยุปบันนธรรมที่ไม่แตกต่างกัน ไว้โดยเป็นปัจจัยชื่อหนึ่ง แล้ว ก็ยังทรงแสดงไว้โดยเป็นปัจจัยอีกชื่อหนึ่งอีก ก็โดยเกี่ยวกับอัธยาศัยแห่งบุคคลที่แตกต่างกัน ที่จะทรงแนะนำได้โดยประการนั้นๆ ดุจ แม้ทรงตรัส อเหตุกทุกกะ(ธรรมหมวด 2 ที่ไม่มีเหตุ) แล้ว ก็ยังทรงตรัส เหตุวิปปยุตตทุกกะ (ธรรมหมวด 2 ที่พรากจากเหตุ) อีกนั่นแหละ(สาระความเหมือนและความแตกต่างกัน แห่งอัตถิปัจจัย กับ อวิคตปัจจัยจากคัมภีร์นิสสยะ อักษรปัลลวะ อักษรสิงหล อักษรขอม อักษรธรรมล้านช้าง อักษรธรรมล้านนา อักษรโรมัน)
---------------------
ทําบุญเพื่อพบพระพุทธศาสนา
ถาม ทำบุญอย่างไรจึงจะพบพระพุทธศาสนาตลอดไป
ตอบ เรื่องของพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องของศีล สมาธิ และปัญญา โดยเฉพาะ โดยปกตินั้นแม้ไม่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ศีลและสมาธิก็มีผู้บอกสอนและปฏิบัติกันอยู่ แต่เรื่องของปัญญา โดยเฉพาะวิปัสสนาปัญญานั้นมีอยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ไม่มีในศาสนาอื่น เพราะฉะนั้นจะกล่าวว่าศาสนาพุทธเป็นเรื่องของปัญญาโดยตรงก็คงไม่ผิด เพราะฉะนั้นถ้าปรารถนาที่จะพบพระพุทธศาสนาตลอดไปจนกว่าจะนิพพานแล้ว ท่านก็จะต้องประกอบกุศลที่เนื่องด้วยปัญญา แรกทีเดียวตัวท่านจะต้องเป็นผู้มีความเห็นตรง คือไม่เห็นผิดว่าบาปบุญไม่มีเป็นต้นเสียก่อน ยอมรับว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วเสียก่อนแล้ว จะทำบุญครั้งใดก็ทำด้วยความเชื่อในกรรมในผลของกรรมเป็นที่ตั้ง ประการสำคัญก็คือ ไม่ละเว้นการเจริญวิปัสสนา แม้ว่าไม่อาจจะบรรลุธรรมได้ในชาติเดียว สองชาติ ก็เป็นปัจจัยให้เราได้เป็นผู้มีความเห็นถูกตรง และเป็นปัจจัยได้เจริญวิปัสสนาต่อๆ ไปในภายหน้า จนกว่าจะบรรลุธรรม
จริงอยู่การให้ทานก็ดี การรักษาศีลก็ดี ล้วนเป็นปัจจัยให้บรรลุธรรมได้ก็จริง แต่ถ้าผู้นั้นเพียงให้ทานรักษาศีล แต่ไม่เจริญวิปัสสนาแล้ว ก็ไม่บรรลุธรรม ศาสนาของ พระพุทธเจ้านั้นมีวิมุตติความหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง เป็นผล เป็นอานิสงส์ ถ้าไม่เจริญวิปัสสนาให้ถึงที่สุดแล้ว วิมุตติความหลุดพ้นก็มีไม่ได้ และศีล สมาธิ ปัญญาที่ให้ถึงวิมุตตินั้นก็ต้องเป็นอริยสัจ อริยสมาธิ อริยปัญญา ที่เกิดพร้อมกันในอริยมรรคมีองค์ ๘ เท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าท่านต้องการพบพระพุทธศาสนาทุกชาติตลอดไป ท่านก็ต้อง เจริญศีล สมาธิ ปัญญา จนกว่าจะเข้าถึงอริยศีล อริยสมาธิ อริยปัญญา
[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ