วิธีสวดมนต์แบบรู้เรื่อง

---------------------

“สวดมนต์” ที่เรารู้จักและทำกันอยู่ก็คือ สวดคำบาลีตามที่ท่านเรียบเรียงไว้ หรือที่ยกมาจากคัมภีร์ เช่นยกมาจากพระไตรปิฎกเป็นต้น

เมื่อเป็นคำบาลี ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ไม่รู้เรื่อง คือสวดเองก็ไม่รู้ว่าคำหรือข้อความที่สวดนั้นแปลว่าอะไร ฟังพระสวดก็ไม่รู้ว่าพระท่านสวดว่าอะไร

ปัญหานี้ทำให้เกิด-สวดมนต์แปล

สวดเอง ก็สวดแบบมีคำแปลด้วย

ฟังพระสวด ก็เรียกร้องให้พระสวดแปลหรือสวดเป็นภาษาไทยด้วย

โปรดเข้าใจว่า สวดมนต์แปลก็คือการพูดซ้ำสองครั้ง 

ครั้งที่หนึ่งพูดเป็นภาษาบาลี 

ครั้งที่สองพูดเป็นภาษาไทย

ถ้าเทียบเป็นภาษาอังกฤษจะเห็นชัด

good morning แปลว่า สวัสดีตอนเช้า

เวลาเราพูดจริงๆ เราพูดว่า good morning

“สวัสดีตอนเช้า” ไม่ต้องพูด

สวดมนต์แปลก็เท่ากับพูดว่า “good morning สวัสดีตอนเช้า” นั่นเอง

แม้สวดแปลนั่นเองก็ยังน่าสงสัยว่ารู้เรื่องจริงหรือเปล่า รู้เรื่องแค่ไหน 

อย่างคำว่า “วิชชาจะระณะสัมปันโน” ซึ่งเป็นพระพุทธคุณบทหนึ่ง หนังสือสวดมนต์แปลก็มักจะแปลคำนี้ว่า “เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ” 

ผมเคยลองถามผู้นิยมสวดมนต์แปลว่า “วิชชาและจรณะ” ในคำแปลนั้นคืออะไร 

ส่วนมากท่านก็ตอบว่า “ไม่ทราบ”

นี่เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า แม้จะสวดแปลแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้เรื่องอยู่นั่นเอง

ประเด็นนี้มีผู้แก้ต่างให้ว่า แม้จะไม่รู้เรื่องบ้างก็เป็นเพียงบางคำ คำที่รู้เรื่องก็มี เพราะฉะนั้น สวดแปลก็ย่อมจะดีกว่าสวดเฉพาะบาลีอย่างเดียว เพราะถึงอย่างไรๆ ก็ยังรู้เรื่องบ้าง

อันที่จริง ถ้าอยากรู้เรื่องในบทสวดมนต์ วิธีที่ควรทำก็คือหาเวลาศึกษาหาความรู้ 

รู้เสียครั้งเดียวก็รู้เรื่องตลอดไป โดยไม่ต้องสวดคำแปล

แต่ก็มีปัญหาอีก คือคนส่วนมากไม่มีอุตสาหะที่จะเรียนรู้ อ้างเหตุขัดข้องสารพัด จะเอาเป็นเอาตายรู้เรื่องให้ได้เฉพาะในเวลาสวดนั่นเท่านั้น

ผมมีความคิดที่อยากจะเสนอแนะอีกวิธีหนึ่งเพื่อสนองความอยากรู้เรื่องในบทสวดมนต์และอยากรู้ในเวลาที่กำลังสวดนั่นด้วย 

วิธีสวดมนต์แบบรู้เรื่อง ที่ผมคิดได้ ทำดังนี้ครับ - 

พอถึงเวลาสวดมนต์ ก็เปลี่ยนจากกางหนังสือสวด มาเป็นกางหนังสือศึกษาความหมายของบทสวดแทน 

สวดบทไหนบ้าง ก็ยกข้อความในบทนั้นนั่นแหละขึ้นมาศึกษากัน 

เช่น-เริ่มตั้งแต่ นะโม ตัสสะ ไปเลย 

นะโม แปลว่าอะไร หมายความว่าอย่างไร 

ตัสสะ แปลว่าอะไร หมายความว่าอย่างไร 

อิติปิ  โส  ภะคะวา แปลว่าอะไร หมายความว่าอย่างไร 

ฯลฯ

วิธีศึกษาก็คือ ถามกัน ตอบกัน อธิบายให้กันฟัง

ใครที่นั่งสวดมนต์อยู่ด้วยกันตรงนั้นรู้อะไรอย่างไร ก็แถลงความรู้ความเข้าใจสู่กันฟัง อธิบายสู่กันฟัง หรือเชิญผู้รู้มาตอบมาอธิบายให้ฟัง 

ผู้รู้ที่เหมาะที่สุดก็คือพระ

ถ้าสวดที่วัด ก็พระในวัดนั่นแหละ ไปนิมนต์ท่านมาให้อธิบายความหมายในบทสวดนั้นให้ผู้สวดมนต์ฟัง 

ถ้าพระท่านไม่รู้ ก็เท่ากับเป็นการเตือนท่านว่า ท่านจะอยู่นิ่งเฉยไม่ได้แล้ว ท่านมีหน้าที่จะต้องศึกษาเรียนรู้พระธรรมวินัยเพื่อเอาไปแนะนำสั่งสอนญาติโยม

เมื่อศึกษาอธิบายบทไหนจนรู้ความหมายเข้าใจกระจ่างแจ้งจบแล้ว ก็พร้อมใจกันสวดบทนั้นพร้อมๆ กันอีกเที่ยวหนึ่ง สวดคำบาลีโดยไม่ต้องแปล เป็นวิธีการแบบเดียวกับที่พระอรหันต์ท่านทำสังคายนานั่นเลย

สวดคนเดียว ก็ศึกษาค้นคว้าไปคนเดียว

สวดเป็นหมู่คณะ ก็ช่วยกันศึกษา

มีเวลาสวดมนต์เท่าไร ก็ศึกษากันไปเท่านั้น 

หมดเวลาก็เลิก เท่ากับสวดมนต์เสร็จแล้ว

จะต่อด้วยปฏิบัติธรรมอีกสักครู่หนึ่งก็ยิ่งประเสริฐ

ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ทุกวันทุกเวลาที่เป็นเวลาสวดมนต์ มีค่ามีความหมายเท่ากับได้สวดมนต์แล้วทุกประการ 

เป็นการสวดมนต์ตามความหมายที่แท้จริงของการสวดมนต์ คือการทบทวนความรู้ในพระธรรมวินัยคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง 

และเป็นการสวดที่รู้เรื่องกระจ่างแจ้งดีกว่ากางหนังสืออ่าน หรือแม้ท่องได้จำได้ แต่ไม่เข้าใจความหมายเป็นไหนๆ 

เป็นการแก้ปัญหาที่โอดโอยกันว่า สวดมนต์แต่คำบาลีไม่รู้เรื่อง ต้องแปลด้วย (ซึ่งแปลแล้วก็ยังไม่รู้เรื่องอยู่นั่นเอง) 

ปัญหาที่ว่านี้จะหมดไปโดยเด็ดขาด

และเมื่อศึกษาด้วยวิธีนี้ไปจนจบทุกบทที่สวดแล้ว ต่อไปพอยกบทนั้นๆ ขึ้นมาสวด ก็จะรู้เรื่องกระจ่างทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาสวดแปลคือพูดซ้ำสองครั้งอีกต่อไป

....................

น่าเสียดายที่-แนวความคิดเช่นนี้ไม่มีนักสวดมนต์คนไหนเห็นด้วย 

ทุกคนค้านโดยอ้างว่า ทำแบบนั้น นั่นมันไม่ใช่สวดมนต์ 

สวดมนต์จะต้องนั่งประนมมือ 

เปล่งวาจาออกเสียงตั้งแต่คำว่า นะโม ตัสสะ เรื่อยไป 

ต้องว่าเป็นภาษาบาลี (โดยวิธีกางหนังสืออ่าน! อิอิ)

แล้วก็ต้องว่าคำแปลตามที่ท่านแปลไว้ ตามที่พิมพ์ไว้ในหนังสือสวดมนต์ ต้องว่าไปตามนั้นจึงจะเป็นการสวดมนต์ 

จะมาเที่ยวนั่งถามนั่งตอบนั่งอธิบายอะไรกันนั่น ไม่ใช่สวดมนต์

....................

นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เรายึดติดรูปแบบชนิดที่ไม่ลืมหูลืมตา เข้าขั้นสีลัพพตปรามาส 

จนกระทั่งลืมไปว่า การสวดมนต์คืออะไร ความมุ่งหมายที่แท้จริงหรือแก่นแท้ของการสวดมนต์คืออะไร 

พูดอย่างตรงไปตรงมาก็คือ เรื่องสวดมนต์นั้นทุกวันนี้เราเห็นว่าเปลือกสำคัญกว่าแก่นไปแล้ว ทั้งๆ ที่เราก็เรียกร้องหาแก่น คือสวดแล้วอยากรู้เรื่องด้วย 

แต่พอเสนอวิธีที่จะทำให้รู้เรื่องและเข้าใจได้ดีที่สุด ก็ไม่มีใครอยากทำ บอกว่าทำแบบนั้นก็เหมือนกับนั่งเรียนธรรมะนะซี ไม่ใช่สวดมนต์สักหน่อย - เอากะท่านสิ

ทั้งๆ ที่ต้นกำเนิดของการสวดมนต์ก็คือการเรียนธรรมะนั่นเอง 

อุปมาเหมือนคนที่วางของแท้แล้วหันไปคว้าของเทียมมายึดไว้ 

ยึดไว้นานเข้าก็เลยเชื่อว่านั่นเป็นของแท้ 

พอมีใครมาชี้ให้ดูของแท้ ก็บอกว่าของแท้นั่นเป็นของเทียม 

เพราะฉะนั้น ถ้าอยากสวดมนต์รู้เรื่อง เราก็สวดด้วยวิธี-พูดซ้ำสองครั้งกันต่อไป 

และหวังว่า วิธีพูดซ้ำสองครั้งคงจะช่วยให้เรารู้เรื่องกระจ่างแจ้งเข้าสักวันหนึ่ง

อนุโมทนา-อาเมน 

แปลว่าสวัสดีเถิด

-------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๓๑ มีนาคม ๒๕๖๖

๑๐:๓๙ 

[full-post]

วิธีสวดมนต์แบบรู้เรื่อง

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.