Sompob Sanguanpanich 

#หยั่งลงสู่พระอภิธรรม ครั้งที่ ๒๖

อสังขาริกและสสังขาริก
***
       องค์ประกอบอย่างหนึ่งที่เป็นเหตุให้กุศลจิตมีผลมาก นอกจากความมีปัญญาประกอบแล้ว ยังต้องมาพิจารณาถึงความเป็นจิตที่จำต้องถูกความกระตุ้นให้มีความกล้าแข็งเกิดอุตสาหะในการทำบุญหรือไม่อีกด้วย.
       ความกล้าแข็งนี้ เรียกว่า สังขาร หมายถึง ความที่จิตกล้าแข็งอันเป็นผลมาจากความพยายามที่เกิดขึ้นก่อนอกุศลหรือกุศลจิต  ที่ปรุงแต่งให้เกิดเข้มแข็งในขณะที่มีการทำอกุศลหรือกุศลกรรมโดยตรง.  
ความพยายามเครื่องปรุงแต่งจิต ว่าโดยสภาวธรรมแล้ว หากเป็นฝ่ายกุศล ได้แก่ สัมมาวายามะ ความพยายามโดยชอบนั่นเอง ส่วนอกุศลนั้นก็เป็นไปโดยตรงข้ามกับกุศล ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะฝ่ายกุศลเป็นนิทัสสนะ.
       นอกจากเป็นความกล้าแข็งแห่งจิตนั้น ยังรวมถึงการปรุงแต่งคือความพยายามนั้นโดยตรง, กิเลสมีมัจฉริยะเป็นต้น และแม้แต่ปัจจัยด้านบวกมีอากาศและอาหารเป็นต้นที่เหมาะสม ซึ่งคัมภีร์อภิธัมมัตถวิกาสินี ฏีกาอภิธัมมาวตาร ประมวลสังขารนี้ไว้ ๕ นัย โดยจะนำเนื้อหาโดยสรุป มาแสดงได้ดังนี้ 
***
       ๑. สังขาร คือ การตกแต่งพิเศษคือความเข้มแข้งในจิตอันได้รับจากปุพพปโยคะ 
กุศลจิตบางประเภทจำต้องมีแรงกระตุ้นก่อน ก็แรงกระตุ้นนี้เรียกว่า ปุพพปโยคะ = ความพยายามที่เป็นไปก่อนหน้า ซึ่งมีทั้งเป็นของตนหรือของผู้อื่น.
       กรณีเป็นแรงกระตุ้นที่เกิดจากตนเองนั้น คือ ความพยายามไม่ว่าจะทางกาย วาจา หรือใจก็ตาม ที่ช่วยทำกิเลสให้สงบลงและทำให้จิตเกิดอุตสาหะขึ้น ในเวลาที่ทำบุญมีให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนาเป็นต้นแล้วจิตอ่อนแอด้วยอำนาจของกิเลสมีตระหนี่และถดถอยท้อแท้เป็นต้น
       กรณีแรงกระตุ้นนั้นเกิดจากคำแนะนำของผู้อื่น คือ ในคราวที่ไม่เกิดอุตสาหะจะทำบุญ จะมีคำแนะนำตักเตือนของบัณฑิตผู้ใคร่ครวญประโยชน์โดยนัยว่า ท่านสัตบุรุษ ธรรมดาว่า บัณฑิตจะนิยมการทำบุญกันอยู่เสมอ, นี้ถือเป็นแนวทางที่บัณฑิตพากันประพฤติปฏิบัติกันอยู่เป็นนิจ, แม้เราก็ควรประพฤติปฏิบัติแนวทางนี้. ด้วยเหตุนี้ ท่านทั้งหลายจงให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนากันเถิด, ข้อนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อสุขแก่ท่าน"
       ประโยคนี้ถือเป็นกรณีศึกษาให้เราท่านจดจำไว้เพื่อแนะนำให้ผู้อื่นเกิดอุตสาหะในการทำบุญ.
ก็ความอุตสาหะนั้น ทั้งที่เป็นความพยายามของตนและการแนะนำตักเตือนของผู้อื่นนี่เอง ซึ่งเป็นไปก่อนหน้ากุศลจิตนั้น เรียกว่า สังขาร เพราะเป็นสภาวะที่ตกแต่งจิตหรือเป็นเครื่องตกแต่งจิต . 
อย่างไรก็ตาม แม้ว่า สังขาร เมื่อว่าโดยตรง ได้แก่ สภาวะที่ตกแต่งจิตทั้งสองอย่างดังกล่าวมานั้น  ไม่ได้มีในขณะที่ทำบุญแต่อย่างใด เพราะเกิดขึ้นก่อนหน้าและดับไปแล้ว เหลือเพียงแต่ความเข้มแข็งอาจหาญ ซึ่งเป็นความตกแต่งเสร็จสิ้นแล้ว ดังนั้น คำว่า สังขาร จึงหมายถึงความเข้มแข็งแห่งจิตที่เป็นผลของสังขารนั้น. ก็การใช้ชื่อว่า สังขาร อีกเช่นนั้นแหละ พึงทราบว่า เป็นการกล่าวชื่อของเหตุแต่หมายถึงผล ถือเป็นการเรียกโดยอ้อม เป็นสำนวนในการใช้ภาษาบาลีที่เรียกว่า อุปจาระ โดยประเภทการณูปจารโวหาร  "การพูดโดยยกเหตุขึ้นสู่ความหมายว่าผล" ดังที่ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์ฏีกาอภิธัมมาวตารว่า
        คำว่า สังขาร คือ บุพพปโยคะ ทั้งของตนหรือของผู้อื่น เพราะมีคำอธิบายว่า เป็นสภาวะที่ตกแต่ง คือ จัดแจงซึ่งจิต ก็หรือว่า  จิต ย่อมถูกปรุงแต่ง คือ จัดแจง ด้วยสภาวะนี้ โดยการตกแต่งพิเศษกล่าวคือภาวะที่กล้าแข็ง ชื่อว่า สังขาร .
        อย่างแรก เกิดขึ้นในจิตสันดานอันเป็นไปก่อนหน้า, อย่างหลัง เกิดในจิตสันดานของผู้อื่น เพราะเหตุนั้น จึงเรียกความพิเศษแห่งจิต ซึ่งความพยายามทั้งสองอย่างนั้นให้เกิดขึ้นว่า สังขาร โดยอุปจาระ.
 มีคำกล่าวของอาจารย์ทั้งหลายว่า 
        ความพิเศษซึ่งเกิดขึ้นในจิตอันเกิดแต่บุพพปโยคะ ที่บัณฑิตผู้รู้สภาวะแห่งสังขาร ประกาศว่า สังขาร. 
ด้วยความหมายที่ ๑ นี้ จิตที่เป็นอสังขาริก ก็เพราะไม่เป็นไปพร้อมกับสังขารคือความเข้มแข็งแห่งจิตที่เกิดจากแรงกระตุ้นก่อนหน้า, ส่วนสสังขาริก คือ จิตที่เป็นไปกับความเข้มแข็งที่เป็นความปรุงแต่งพิเศษจากแรงกระตุ้นก่อนหน้า ดังมีรูปวิเคราะห์ว่า
        นาสฺส สงฺขาโร อตฺถีติ อสงฺขารํ, อสงฺขารเมว อสงฺขาริกํฯ 
       สังขาร ย่อมไม่มีแก่จิตนั้น เหตุนั้น จิตนั้น ชื่อว่า อสังขาร, อสังขารนั่นเอง ชื่อว่า อสังขาริก.
(นปุพพปทพหุพพีหิสมาส และ ลง อิก ปัจจัยในสกัตถตัทธิต)
       สห สงฺขาเรน ปวตฺตมานํ สสงฺขารํ, ตเทว สสงฺขาริกํฯ
       จิตอันเป็นไปกับด้วยสังขาร ชื่อว่า สสังขาร, สสังขารนั่นเอง ชื่อว่า สสังขาริก. 
 (สหนิปาตปุพพปทกัมมธารยสมาส. ส่วน สห มีอรรถ สหิตะ คือ เป็นไปร่วมกัน, ลง อิก ปัจจัยในสกัตถตัทธิตเช่นกัน)
***
 ๒. สังขาร คือ บุพพปโยค
 ในกรณีนี้ ถือเอาปุพปโยคนั้นโดยตรงว่า เป็นสังขาร เพราะเป็นสภาพตกแต่งจิตให้มีความเข้มแข็ง. การที่กำหนดเอาว่าปุพพปโยคนี้เป็นสังขาร เพราะเล็งไปที่ สห ศัพท์ อันประกอบอยู่กับ สงฺขาริก ว่ามีอรรถวิชฺชมาน (มีสิ่งนี้) ดังนั้น จึงต้องคำความเข้าใจ สห ศัพท์เพิ่มเล็กน้อย
        ในวิเคราะห์แรก สห มีอรรถ สหิตะ คือ เกิดร่วมกัน กรณีนี้ สสังขาริก จะถือว่า มีสังขารกล่าวคือบุพพปโยคนั้นเกิดร่วมไม่ได้ เพราะสังขารคือปุพพปโยคนั้นเกิดขึ้นในกระแสจิตก่อนหน้าซึ่งได้ดับไปแล้วแต่ส่งผลคือความกล้าแข็งให้แก่จิตดวงหลัง ก็ความกล้าแข็งของจิตดวงหลังที่รับเอาแรงกระตุ้นนั้นเกิดขึ้นทำบุญกุศลอยู่ ก็ชื่อว่า สังชาร โดยอุปจาระ.  จิตที่เป็นไปร่วมกับความกล้าแข็งที่ชื่อว่า สังขาร นี้ จึงชื่อว่า สสังขาริก เพราะเล็งเอาการเป็นไปร่วมกันกับสังขาร.
        โดยนัยนี้ สห มีอรรถ วิชชมานะ คือ มีอยู่ แสดงเพียงความหมายเพียงว่า มีสังขารเท่านั้น ไม่คำนึงว่า เป็นไปร่วมกันกับจิตในขณะนั้นหรือไม่ เพราะเล็งเอาว่า จิตมีบุพพปโยค แม้จะเป็นของผู้อื่น ก็ตาม ก็ชื่อว่า สสังขาริก มีสังขาร ถ้าไม่มีก็ชื่อว่า ชื่อว่า อสังขาริก ไม่มีสังขาร ข้อนี้ท่านแสดงไว้ในฏีกานั้นว่า
 "ท่านอาจารย์พุทธทัตตเถระ กล่าวว่า สสงฺขาริกํ อสงฺขาริกํ นี้ไว้ โดยเล็งเอาเพียงความมีและไม่มีแห่งสังขารอย่างเดียว, มิใช่เพราะไม่มีสภาพคือความเป็นไปร่วมกันของสังขารนั้น ดังนั้น จิตอันเกิดขึ้นด้วยอำนาจปุพพปโยค จึงชื่อว่า สสังขาริก (สสงฺขาริกํ) โดยมีความหมายว่า จิตนี้มีสังขาร เหตุที่สังขารแม้เป็นไปในความสืบต่อที่ต่างกันของจิตนี้มีอยู่ (ที่เป็นดังนี้) เพราะการแสดงความหมายว่า วิชฺชมาน (มีอยู่) ของ สห ศัพท์ เช่นในคำว่า สโลมโก สัตว์ที่มีขน, สปกฺขโก สัตว์ที่มีปีก เป็นต้น. ส่วนจิตที่เป็นตรงข้ามกับสสังชาริก ชื่อว่า อสังขาริก ก็โดยเนื่องด้วยความหมายที่กล่าวแล้วนั่นแหละ เพราะไม่มีสังขารนั้น." . 
       สรุปว่า โดยนัยนี้ สังขาร หมายถึง บุพปโยคโดยตรง, 
       จิตที่ไม่มีสังขาร ชื่อว่า อสังขาริก,  ที่มีสังขาร ชื่อว่า สสังขาริก.
       มีวิเคราะห์และการประกอบรูปศัพท์เช่นเดียวกับนัยที่ ๑.
***
๓. สังขาร คือ ภาวะที่กล้าแข็งโดยตรง (ไม่ใช่การถือเอาโดยความเป็นผลของสังขาร)
ในความหมายนี้ สังขาร คือ ความเข้มแข็งในการทำกุศลที่เกิดจากบุพพปโยคภายนอกจิตนี้. ก็การที่เรียกภาวะกล้าแข็งนี้ว่า สังขาร เพราะการตกแต่ง หรือ เป็นเหตุ หรือเป็นธรรมชาติตกแต่งให้จิตปราศจากสภาพท้อแท้ สมดังที่ท่านแสดงไว้ในฏีกานั้นว่า
การตกแต่ง หรือ จิต อันภาวะกล้าแข็งนี้ ซึ่งเกิดจากบุพพปโยค(ภายนอก) ที่จรมา ตกแต่ง จัดแจง โดยเป็นการนำออกซึ่งสภาพที่ท้อแท้แห่งจิต, ก็หรือว่า เป็นธรรมชาติตกแต่ง ซึ่งจิตนั้น โดยเนื่องด้วยสภาพดังกล่าวมานั้นนั่นแหละ เพราะเหตุนั้น การตกแต่งหรือสภาวะที่ตกแต่ง หรือ สภาวะที่เป็นเครื่องตกแต่งจิต ชื่อว่า สังขาร เพราะเหตุนั้น ภาวะที่กล้าแข็ง อันบุพพปโยคให้เกิดขึ้น จึงเรียกว่า สังขาร โดยตรงทีเดียว. 
เมื่อเป็นเช่นนี้ จิตที่ไม่มีความกล้าแข็งที่เกิดจากภายนอกจรมา แต่กล้าแข็งเองโดยสภาพ  จึงชื่อว่า อสังขาริก. ส่วนจิตที่เป็นสสังขาริก เพราะเป็นไปร่วมกับความกล้าแข็งดังกล่าว.
***
๔. สังขาร คือ กิเลส กล่าวคือ ความตระหนี่เป็นต้นที่ทำให้จิตปนเปื้อนด้วยอกุศล.
โดยนัยนี้ สังขาร ไม่ใช่บุพพปโยค และภาวะกล้าแข็งแห่งจิต ตาม ๓ นัยแรก แต่กลับหมายถึง กิเลสชนิดที่ทำให้จิตมัวหมองปนเปื้อนด้วยอกุศลที่ฉุดให้จิตร่วงลงจากความใคร่จะทำกุศลมีคำจำกัดความว่า
มจฺเฉรมลาทีหิ สงฺขรียตีติ สงฺขาโร, จิตฺตสฺส สํสีทนสภาโว.
       จิต ย่อมถูกกิเลสทั้งหลายมีมลทินคือความตระหนี่เป็นต้นปรุงแต่ง เหตุนั้น กิเลสเหล่านี้ชื่อว่า สังขาร, ความหมายคือ สภาพท้อแท้ไม่คิดลุกขึ้นเอาแต่ทรุดลงแห่งจิต.
โส ยสฺส นตฺถีติ อสงฺขาริกํ, อิตรํ สสงฺขาริกํ.
จิตที่ไม่มีกิเลสมลทินเหล่านั้น ชื่อว่า อสังขาริก, ส่วนจิตที่ยังมีกิเลสมนทินเหล่านั้น ชื่อว่า สสังขาริก .
***
 ๕. สังขาร คือ ปัจจัยเสริมที่มีกำลัง เช่น อากาศและอาหารที่ประณีตเป็นต้น
 แม้นัยนี้ ก็ต่างจาก ๔ นัยข้างต้น กล่าวคือ สังขาร ยังหมายถึงปัจจัยบวกต่างๆ ที่ช่วยเสริมให้จิตนั้นมีความอาจหาญแกล้วกล้าในการทำกุศลเพิ่มขึ้น เพราะเป็นสภาพที่ช่วยให้จิตได้รับการปรุงแต่งให้มีความกล้าแข็ง มีคำจำกัดความว่า
  สงฺขโรติ จิตฺตํ ติกฺขภาเวน, สงฺขรียติ วา ตํ เอเตนาติ สงฺขาโร.
 ธรรมชาติที่ตกแต่งซึ่งจิต โดยให้เป็นภาวะแกล้วกล้า, ก็หรือว่า จิตนั้น อันธรรมชาตินี้ย่อมตกแต่ง เพราะเหตุนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า สังขาร แปลว่า ธรรมชาติที่ตกแต่งหรือช่วยแต่งให้จิตแกล้วกล้า.
        สำหรับจิตที่มีสังขารชนิดนี้เจริญมากแล้ว ไม่ต้องหาปัจจัยเสริมด้านอื่นอีก ชื่อว่า อสังขาริก. ส่วนจิตที่ยังต้องการปัจจัยอีก คือ ภายในจิตยังมีปัจจัยชนิดนี้ทรามกำลังอยู่ จึงต้องหาปัจจยเหล่านี้เพิ่มพูนให้มากขึ้น ได้ชื่อว่า สสังขาริก. ดังคำกล่าวในคัมภีร์ฏีกานั้นว่า
        เพราะในกรณีนี้ อ-อักษร มีความเป็นไปในความหมายว่า วุฑฺฒ เจริญ ดังนั้น จิตนี้ ชื่อว่า อสังขาริก เพราะวิเคราะห์ว่า สังขารอันถึงความเจริญ มีอยู่ แก่จิตนี้, หมายความว่า เป็นจิตมีปัจจัยที่มีกำลัง.
 แต่ก็เพราะไม่ได้ถูก อ-อักษร ซึ่งแสดงความหมายว่าวุฑฺฒ เจริญ นั้นกำกับไว้โดยเฉพาะ ดังนั้น จิตที่เป็นสสังขาริก คือ จิตที่ยังต้องการปัจจัย ซึ่งก็หมายถึงจิตที่มีปัจจัยนั้นทรามกำลัง. 
***

สรุป ๕ ความหมายของอสังขาริกและสสังขาริก ที่ในมาฏีกาอภิธัมมาวตาร
๑. อสังขาริก คือ จิตที่ไม่เป็นไปร่วมกับสังขารคือภาวะที่ถูกปรุงแต่งให้มีความกล้าแข็งจากบุพพปโยคะ. สสังขาริก มีภาวะเช่นนั้น
๒. อสังขาริก คือ จิตที่ไม่มีบุพพปโยคะ ไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือคำแนะนำจากผู้อื่น. สสังขาริก เป็นจิตที่มีบุพพปโยคะนั้น.
๓. อสังขาริก คือ จิตที่ไม่จำต้องอาศัยความกล้าแข็งภายนอก เพราะมีความกล้าแข็งเป็นสภาพอยู่แล้ว. สสังขาริก เป็นจิตที่ยังต้องอาศัยความกล้าแข็งภายนอกอันเกิดจากบุพปโยค.
๔. อสังขาริก คือ จิตที่ไม่มีกิเลสมลทินมีความตระหนี่เป็นต้น. สสังขาริก คือ จิตที่ยังถูกกิเลสเหล่านั้น ฉุดรั้งให้ท้อถอยไม่พยายามทำกุศล.
๕. อสังขาริก คือ จิตที่มีปัจจัยต่างๆ คือ อาหารและอากาศประณีตอย่างดีเป็นต้น เจริญสมบูรณ์มีกำลังมากพอ. สสังขาริกคือ จิตที่มีปัจจัยเหล่านั้นไม่มากยังต้องเสริมให้ปัจจัยเหล่านี้มีกำลัง.
***
หยั่งลงสู่พระอภิธรรม ครั้งที่ ๒๖
อสังขาริกและสสังขาริก
มีเพียงเท่านี้
---------------------
ขอออนุโมทนา
สมภพ สงวนพานิช
๒/๔/๖๖
[full-post]

อสังขาริกและสสังขาริก

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.