สมเกียรติ พลเดชอุดมคุณ
คัมภีร์ที่แสดงปฏิปทาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาาย
ในส่วนอดีตที่ล่วงมาแล้ว 25 พระองค์ มีกล่าวไว้ในขุททกนิกาย คัมภีร์พุทธวงศ์ โดยเน้นพุทธประวัติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้ง 25 พระองค์เป็นหลัก รจนาโดยพระพุทธทัตตเถระ
ในส่วนปัจจุบัน(องค์ปัจจุบัน) มีกล่าวไว้ในคัมภีร์ สัมภารวิบาก(คัมภีร์ผลการสะสมบารมีเพื่อสัมมาสัมโพธิญาณ) โดยเน้นเฉพาะพุทธประวัติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันเป็นหลัก (ซึ่งในคัมภีร์พุทธวงศ์ถือว่าทรงล่วงไปแล้ว)ไม่ปรากฏผู้รจนา สันนิษฐานว่ารจนาขึ้นระหว่าง พ.ศ.1850-1888 ยุคสมัยภาษาบาลีอักษรขอมเจริญรุ่งเรือง มีเนื้อหาจารบนใบลาน 14 ผูก เพราะมีการเผยแพร่เฉพาะแถบย่านประเทศไทย ในยุคใกล้ๆกันก็มีการปริวรรตเป็นภาษาบาลีอักษรมอญ, ภาษาบาลีอักษรล้านนา, ภาษาบาลีอักษรล้านช้างอีกด้วย
ในส่วนอนาคตที่ยังไม่ถึง มีกล่าวไว้ในคัมภีร์อนาคตวงศ์ โดยเน้นพุทธประวัติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคต 10 พระองค์ มี พระศรีอริยเมตไตรยสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น รจนาโดยพระกัสสปเถระ ชาวอินเดียใต้ ราว พ.ศ.1703-1773 ต้นฉบับรจนาเป็นคาถา(ร้อยกรอง)ตลอดทั้งคัมภีร์ มี 142 คาถา ส่วนฉบับที่พบในไทยรจนาเป็นร้อยแก้ว ช่วงก่อนสมัยสุโขทัย เพราะคัมภีร์ไตรภูมิพระร่วงได้กล่าวอ้างอิงในการรจนาคัมภีร์ไตรภูมิพระร่วง ฉบับนี้ไม่มีระบุผู้รจนาเช่นเดียวกับคัมภีร์สัมภารวิบาก
จากคัมภีร์ทั้ง 3 นี้ ผู้ศึกษาจะทราบสาระทุกแง่มุม มีการนับกัปประเภทต่างๆ, ความต่างกันระหว่างนิทาน(เรื่องราว)กับกัปเมื่อใช้เกี่ยวข้องกับกาล, เหตุผลทำไมใครๆไม่อาจทำอันตรายปัจจัย 4,พระชนมายุ, มหาปุริสลักษณะ 32 ประการ, อนุพยัญชนะ 80 ประการ และ พุทธรัศมีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายได้ เป็นต้น
------------------
ต้นไม้และพืชมีชีวิตจริงหรือ?
ถาม เพราะอะไรคนในสมัยโน้นจึงเข้าใจว่าต้นไม้และพืชมีชีวิต จนเป็นเหตุให้ พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติการเข้าพรรษาแก่ภิกษุสงฆ์ในระหว่างฤดูฝน อยากทราบว่าต้นไม้ และพืชมีชีวิตจริงหรือ
ตอบ ความจริงเรื่องของความเข้าใจว่า ต้นไม้มีชีวิตนั้น มิได้มีแต่ในสมัยโน้น แม้ในสมัยนี้ก็ยังมีคนเข้าใจเช่นนั้นอยู่มิใช่น้อย ที่จริงแล้วสิ่งใดมีชีวิตสิ่งนั้นจะต้องมีรูปชีวิต และนามชีวิตเป็นผู้รักษาชีวิตไว้ สิ่งที่เกิดแต่กรรม คือคน สัตว์ ตลอดจนเทวดาและพรหมเท่านั้นที่มีชีวิตรักษาอยู่ ถ้าเกิดในภูมิที่มีขันธ์ห้าก็มีทั้งรูปชีวิตและนามชีวิต รูปชีวิต นั้น รักษารูปที่เกิดแต่กรรม คือรูปที่กรรมสร้างขึ้น นามชีวิตก็รักษาเฉพาะนาม คือจิตและเจตสิกที่เรารวมเรียกกันว่าใจนั่นเอง คนเรานั้นมีทั้งรูป ทั้งนามพร้อม ครบขันธ์ห้า จึงมี ชีวิตทั้คืองสองอย่างรักษาไว้ แม้สัตว์และเทวดาพรหมที่มีขันธ์ห้าก็เช่นเดียวกันกับมนุษย์ ส่วนพรหมที่มีแต่รูปที่เรียกว่าอสัญญสัตตพรหมก็มีเพียงรูปชีวิตรักษาอยู่ พรหมที่มีแต่นาม ที่เรียกว่าอรูปพรหม คือพรหมที่ไม่มีรูป ก็มีเฉพาะแต่นามชีวิตรักษาอยู่เท่านั้น สรุปแล้วขึ้นชื่อว่าสัตว์มีชีวิตจะต้องมีรูปชีวิตและนามชีวิตรักษาอยู่จึงจะดำรงชีวิตอยู่ได้ ส่วนต้นไม้นั้นมิได้เกิดจากกรรม คือกรรมมิได้ทำให้ต้นไม้เกิด ต้นไม้ทำบุญทำบาปไม่ได้ บุญบาปจึงมิได้ทำให้ต้นไม้เกิด แต่ต้นไม้เกิดจากอุตุ คือความเย็น ความร้อน ที่เหมาะสม เมื่อเกิดขึ้น คืองอกขึ้นแล้วก็อาศัยอุตุนั้นแหละช่วยให้เจริญเติบโตขึ้น ปุ๋ยและ น้ำเป็นปัจจัยช่วยให้ต้นไม้เติบโตเร็วขึ้น แต่ทั้งในปุ๋ยและน้ำนั้นก็มีเตโชธาตุ คือความเย็น ความร้อน รวมอยู่ด้วย ในอรรถกถาเหตุสูตร สํ. ขันธวารวรรค กล่าวว่า ที่คนทั้งหลาย สำคัญว่าพืชมีชีวิตนั้น เป็นเพราะเขาเห็นว่า พืชนั้นงอกงามเจริญเติบโตได้ งอกขึ้นเองได้ เป็นต้น หรือถ้าปลูกอยู่ในร่มเงาของบ้านหรือต้นไม้ใหญ่ มันจะทอดกิ่งออกไปรับแสงอาทิตย์ ซึ่งแสดงว่ามันต้องอาศัยอุตุนั่นเอง ไม่ใช่เพราะมันมีชีวิตหรอก ขอให้นึกถึงพระพุทธพจน์ ที่ว่า สัตว์ทั้งหลายมีกรรมนำเกิด ส่วนพืชและต้นไม้นั้นหามีกรรมนำเกิดไม่ จึงไม่ใช่ สิ่งมีชีวิต
----------------
ผู้ได้ฌาน ตายด้วยฌานหรือ?
ถาม ผู้ปฏิบัติสมาธิจนเข้าถึงฌานได้นั้น เมื่อเวลาถึงแก่กรรมลง จิตของเขาจะต้องอยู่ในฌานหรือเปล่า จึงจะได้เข้าถึงพรหมโลก ตามกำลังฌานที่ได้
ตอบ ผู้ที่ได้ฌานนั้นเวลาตาย จิตที่ทำหน้าที่เคลื่อนจากภพที่เรียกว่าจุติจิต จะมีอารมณ์เดียวกับจิตที่ทำหน้าที่นำเกิดที่เรียกว่า ปฏิสนธิจิต คือปฏิสนธิจิตมีอารมณ์อะไร จุติจิตก็มีอารมณ์อย่างนั้น ทั้งเป็นจิตประเภทเดียวกันด้วย พูดอย่างธรรมดาสามัญว่า เขาเกิดเป็นใคร ด้วยจิตประเภทใด มีอารมณ์อะไร เวลาตายเขาก็จะต้องตายด้วยจิตประเภทเดียวกันนั้น มีอารมณ์อย่างนั้น เพราะถ้าเกิดด้วยจิตประเภทหนึ่ง ตายด้วยจิตอีกประเภท หนึ่ง เขาก็ไม่ใช่คนเดิมแล้ว เป็นคนละคนกับคนที่เกิด ด้วยเหตุนี้แหละ สัตว์ทุกชนิด ไม่ ว่ามนุษย์ เทวดา พรหม หรือแม้แต่พระพุทธเจ้า เกิดด้วยจิตประเภทใด มีอารมณ์ใด เวลา ตายก็ต้องตายด้วยจิตประเภทนั้น มีอารมณ์อย่างนั้น เปลี่ยนไม่ได้ แต่ในขณะมีชีวิตอยู่นั้น จิตจะเป็นอะไร ประเภทไหน มีอารมณ์อะไรก็ได้ แล้วแต่เหตุปัจจัย รวมความว่า ผู้ที่ได้ ฌานนั้น เวลาจะตายแม้เข้าฌานอยู่ก็ต้องออกจากฌานเสียก่อน แล้วจึงจะจุติ ทั้งนี้เพราะจิต แต่ละประเภททำหน้าที่ต่างกันและไม่ก้าวก่ายกัน ฌานจิตนั้นทำกิจได้กิจเดียว คือ ชวนะกิจ นี่หมายถึงฌานจิตของมนุษย์ที่ได้ฌาน ไม่ได้หมายถึงฌานจิตของพวกพรหม.ฌานจิตของมนุษย์ที่ได้ฌานนั้นเป็นกุศลและกิริยาเท่านั้น และทำชวนะกิจกิจเดียว ไม่ทำ หน้าที่จุติกิจ ส่วนผู้ที่เป็นพรหมนั้นเกิดด้วยผลของฌานที่เรียกว่า ฌานวิบากจิตๆ นี้ทำ หน้าที่ปฏิสนธิกิจ ภวังค์กิจ และจุติกิจ รวม ๓ กิจ แต่ถ้าเป็นฌานกุศลจิต และฌานกิริยา จิตของพวกพรหมแล้วก็จะทำเพียงชวนะกิจกิจเดียวเท่านั้น ขอสรุปอีกทีว่า วิบากจิตที่ทำ หน้าที่ปฏิสนธิให้แก่สัตว์ใด ก็ทำหน้าที่ภวังค์และจุติให้แก่สัตว์นั้นด้วย ไม่ว่าสัตว์นั้นจะ เกิดอยู่ในภพภูมิใดก็ตาม เพราะฉะนั้นผู้ที่เข้าฌานอยู่ก็ต้องออกจากฌานเสียก่อนจึงจะจุติ คือตายได้
-----------------

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ