กระสวนประโยคบาลี “พระทำแบบนี้ก็เหมือนชาวบ้าน” (๑)
...............................................
บอกกล่าว:
เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก-
การเห็นพระใช้ชื่อเหมือนชาวบ้าน
...............................................
คำว่า “กระสวน” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๔ บอกความหมายไว้ว่า
...............................................
กระสวน : (คำนาม) แบบ เช่น อย่าคบพวกหญิงพาลสันดานชั่ว ที่แต่งตัวไว้จริตผิดกระสวน. (สุภาษิตสุนทรภู่); แบบตัวอย่างสําหรับสร้างหรือทําของจริง เช่น กระสวนเรือน กระสวนเสื้อ.
...............................................
“กระสวนประโยค” หมายถึง แบบการเขียนข้อความ หลักการง่ายๆ ก็คือ “ถ้าขึ้นต้นด้วยคำนี้ ต้องมีคำนั้นมารับ”
ตัวอย่างกระสวนประโยคภาษาไทย เช่น -
(๑) ถ้าขึ้นต้นว่า “ตามที่ ...” ต้องลงท้ายด้วยคำว่า “นั้น” เช่น -
“ตามที่วัดมหาธาตุจังหวัดราชบุรี ประกาศรับสมัครเยาวชนชายเพื่อบรรพชาเป็นสามเณรในช่วงเวลาโรงเรียนปิดเทอมภาคฤดูร้อน นั้น”
ถ้าขึ้นต้น “ตามที่” แต่ไม่ลงท้ายด้วย “นั้น” ถือว่าใช้ภาษาผิดกระสวนประโยค
(๒) ถ้าใช้คำว่า “ดังนั้น” ต้องเชื่อมความด้วยคำว่า “จึง” เช่น -
“ตามที่ ... นั้น ได้มีผู้มาสมัครขอบรรพชาจำนวน ๓๐ คน และได้ทำพิธีบรรพชาเป็นสามเณรเรียบร้อยแล้ว สามเณรทั้งหมดจะอยู่พำนักศึกษาและปฏิบัติธรรมที่วัดมหาธาตุเป็นเวลา ๓๐ วัน ดังนั้น วัดมหาธาตุจึงขอแจ้งให้ญาติโยมพุทธบริษัทได้ทราบเพื่ออนุโมทนาโดยทั่วกัน”
ใช้คำว่า “ดังนั้น” แต่ไม่เชื่อมความด้วยคำว่า “จึง” ข้อความจะเชื่อมกันไม่สนิท
ในภาษาอังกฤษ ตัวอย่างกระสวนประโยคที่เข้าใจกันทั่วไปก็อย่างเช่น ถ้าใช้คำว่า not only ต้องมีคำว่า but also มารับ อย่างนี้เป็นต้น
ภาษาบาลีก็มีกระสวนประโยคเช่นกัน ที่นักเรียนบาลีรู้กันทั่วไปก็อย่างเช่น -
ถ้ามี “ยถา” (ฉันใด) จะต้องมี “เอวํ” (ฉันนั้น) มารับ
ถ้ามี “ยทา” (เมื่อใด) จะต้องมี “ตทา” (เมื่อนั้น) มารับ
ถ้ามี “ยาวตา” (เพียงใด) จะต้องมี “ตาวตา” (เพียงนั้น) มารับ
กระสวนหรือกฎข้อนี้นักเรียนบาลีรู้จักกันดีในนาม “ประโยค ย-ต” (ประ-โยค ยะ-ตะ) คือถ้ามีประโยค ย (ยะ) ต้องมีประโยค ต (ตะ) รับ ถ้าในประโยคไม่ได้เขียนไว้ ก็ต้อง “โยค” คือเติมเข้ามา จะมีแต่ประโยค ย ลอยๆ ไม่ได้ กฎข้อนี้รู้จักกันในอีกนามหนึ่งว่า “ประโยคแบบ”
กระสวนข้อนี้ นักเขียนภาษาไทยที่เคร่งครัดก็นิยมใช้ด้วย เช่น ถ้าใช้คำว่า “เพียงใด” จะต้องมีคำว่า “เพียงนั้น” มารับ ถ้าใช้คำว่า “เมื่อใด” จะต้องมีคำว่า “เมื่อนั้น” มารับ จะไม่ใช้ เพียงใด เมื่อใด ลอยอยู่เฉยๆ และถ้าไม่ประสงค์จะมีคำว่า เพียงนั้น เมื่อนั้น มารับ ก็จะเลี่ยงไปใช้คำว่า “เพียงไร” “เมื่อไร” ซึ่งเป็นคำที่ไม่ต้องมี “-นั้น” มารับ
กระสวนประโยคคือระเบียบที่ทำให้ภาษาเรียบร้อยและงดงาม ตัวอย่างหนังสือภาษาไทยที่ใช้ภาษาได้งดงามอย่างยิ่งที่ขอแนะนำให้อ่านคือ “กามนิต” (อ่านว่า กา-มะ-นิด ไม่ใช่ กาม-นิด)
“กามนิต” เป็นหนังสือแปลจากภาษาอังกฤษ โดย “เสฐียรโกเศศ” (พระยาอนุมานราชธน) แปลจากภาษาอังกฤษสู่ภาษาไทย “นาคะประทีป” (พระสารประเสริฐ) ขัดเกลาภาษาไทยให้เป็นภาษาไทยที่งดงามไพเราะอย่างหาที่ติมิได้
อยากรู้ว่าภาษาไทยที่ดีคืออย่างไร - อ่าน “กามนิต”
...............................................
กามนิต
https://www.srisangworn.go.th/.../kam.../kamanita-index.html
...............................................
ย้อนกลับไปที่กระสวนประโยคบาลีตามที่ตั้งใจจะนำเสนอ นั่นคือกระสวนประโยคที่มีความหมายว่า “พระทำแบบนี้ก็เหมือนชาวบ้าน”
สำนวนบาลีที่มีความหมายว่า “พระทำแบบนี้ก็เหมือนชาวบ้าน” กระสวนประโยคจะเหมือนกันทุกแห่ง คือ -
“ยเถว มยํ … เอวเมวิเม ...”
เขียนแบบคำอ่านว่า ยะเถวะ มะยัง … เอวะเมวิเม ...
จุดประที่ละไว้ คือข้อความที่แสดงพฤติกรรมนั้นๆ
“ยเถว มยํ” แปลว่า “พวกเราฉันใด”
ต่อจากนั้นจะเป็นคำบรรยายพฤติกรรมว่าทำอะไร แล้วมีคำรับว่า
“เอวเมวิเม” แปลว่า “พระสมณะเหล่านี้ก็ฉันนั้น”
แปลเป็นคำไทยชัดๆ ว่า “พระทำแบบนี้ก็เหมือนชาวบ้าน”
ในพระไตรปิฎก มีกระสวนประโยคบาลี “ยเถว มยํ … เอวเมวิเม ...” หลายแห่ง ตอนต่อไปจะยกมาเล่าสู่กันฟังครับ
-----------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๑๐ เมษายน ๒๕๖๖
๑๑:๐๗
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ