กระสวนประโยคบาลี “พระทำแบบนี้ก็เหมือนชาวบ้าน” (๘)
...............................................
บอกกล่าว:
เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก-
การเห็นพระใช้ชื่อเหมือนชาวบ้าน
...............................................
กระสวนประโยคบาลี “กถํ หิ นาม ... เสยฺยถาปิ คิหี กามโภคิโน” แปลตามศัพท์ว่าอย่างไร ดูประโยคเต็มๆ กันอีกทีครับ
...................................................
มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม สมณา สกฺยปุตฺติยา นจฺจมฺปิ คีตมฺปิ วาทิตมฺปิ ทสฺสนาย คจฺฉิสฺสนฺติ เสยฺยถาปิ คิหี กามโภคิโนติ ฯ
คนทั้งหลายพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากบุตรจึงได้ไปดูการฟ้อนรำ ขับร้อง และประโคมดนตรีเหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกามเล่า
ที่มา: ขุททกวัตถุขันธกะ
วินัยปิฎก จุลวรรค ภาค ๒ พระไตรปิฎกเล่ม ๗ ข้อ ๑๙
...................................................
คำที่เป็นกระสวนในประโยคคือ “กถํ หิ นาม ... เสยฺยถาปิ คิหี กามโภคิโน”
จุดประที่ละไว้คือคำบรรยายพฤติกรรม แตกต่างกันไปแล้วแต่ว่าพระไปประพฤติอะไร แต่คำที่เป็นกระสวน “กถํ หิ นาม ... เสยฺยถาปิ คิหี กามโภคิโน” จะคงรูปเหมือนกันเสมอทุกแห่ง
“กถํ หิ นาม ... เสยฺยถาปิ คิหี กามโภคิโน”
อ่านว่า กะ-ถัง หิ นา-มะ ... เสย-ยะ-ถา-ปิ คิ-ฮี กา-มะ-โภ-คิ-โน
โปรดสังเกตคำอ่านตรงคำว่า “คิหี” บอกคำอ่านว่า คิ-ฮี เนื่องจากรูปคำและเสียงอ่านปกติไปตรงกับคำไทยที่หมายถึง “อวัยวะสืบพันธุ์ของหญิงหรือสัตว์เพศเมียบางชนิด” เพื่อลดความน่าเกลียด คนเก่าท่านจึงเลี่ยงไปออกเสียงคำนั้นว่า -ฮี
แต่พึงทราบว่า แม้จะออกเสียงว่า -ฮี แต่เวลาเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรก็ต้องเขียนตรงตามรูปคำ จะใช้ ฮ นกฮูก เป็น “คิฮี” อย่างนี้ไม่ถูก เพราะในภาษาบาลีไม่มี ฮ นกฮูก
พอจะระลึกได้ไหมครับ ในพระคาถาชินบัญชรตรงวรรคที่ว่า “วิหรนฺตํ มหีตเล” (วิหะรันตัง มะหีตะเล) หนังสือสวดมนต์บางฉบับ-หลายฉบับ-พิมพ์คำนี้เป็น “มะฮีตะเล” ตามเสียงอ่านไปด้วย นี่ก็เกิดจากไม่รู้หลักภาษา
พอจะวาดภาพได้ไหมครับว่า ถ้อยคำภาษาที่มันเบี้ยวบิดผิดเพี้ยนไปสารพัดรูปแบบนั้น เกิดจากสาเหตุอะไร
ก็เกิดจากความไม่รู้ไม่เข้าใจแบบนี้แหละ
ถ้ามีคน “หัวใจกระดุกกระดิก” เกิดเห็นดีเห็นงามไปกับการสะกด “มะฮีตะเล” มากๆ เข้า ยิ่งถ้าเป็นคนมีชื่อเสียงหรือคนใหญ่คนโตด้วยแล้ว ต่อไปก็จะมีคนออกมาอธิบายรับรองว่า สะกด “มะฮีตะเล” ถูกต้องเหมาะสมเพราะเหตุผลเช่นนี้ๆ
สวัสดีเลย
หนังสือสวดมนต์ก็จะพากันสะกด “มะฮีตะเล” กันทั่วไป รูปคำวิปริตผิดเป็นถูกแบบนี้ก็จะระบาดไปทั่วประเทศ กลายเป็นข้ออ้างอย่างวิเศษ “ที่ไหนๆ เขาก็เขียนอย่างนี้กันทั้งนั้นแหละ”
ผสมกับทฤษฎี “ภาษาเป็นสิ่งสมมุติ” ไม่มีผิดไม่มีถูก
ตอกตะปูปิดฝาโลงได้เลย
ระวังอานุภาพอันเกิดจากความไม่รู้ไม่เข้าใจกันไว้บ้างนะครับ
แต่ที่น่ากลัวมากๆ ก็คืออานุภาพของความไม่ใฝ่รู้ ไม่รับรู้ ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องศึกษาเรียนรู้-ซึ่งเวลานี้กำลังแผ่ขยายวงกวางขึ้นทุกที
.....................
กลับมาเข้าเรื่องครับ
“กถํ หิ นาม” ถือว่าเป็นกลุ่มคำ แบบว่า-ถ้ามีคำนี้ต้องมีคำนั้นติดมาด้วย
เช่น “น หิ” (นะ หิ) อันเป็นคำปฏิเสธขึ้นต้นประโยคที่พบได้ทั่วไปในคัมภีร์บาลี แปลว่า “ไม่ใช่เลย”
นี่ก็คือ เมื่อมี “น” (นะ) ก็ต้องมี “หิ” ตามมาด้วย เป็นเช่นนี้เสมอ
ใครที่เคยไปอินเดีย หรือคุ้นกับภาษาฮินดี คงจะได้ยินคนอินเดียพูดคำว่า “น หิ” ในชีวิตประจำวันกันทั่วไป ออกเสียงเป็น หน่า-ฮิ พูดเร็วๆ ได้ยินเป็น “ไหน”
น หิ > หน่า-ฮิ > ไหน เป็นคำปฏิเสธหรือคำห้าม
ไม่ต้องบอกก็คงนึกออก-คำอังกฤษว่าอย่างไร
“กถํ หิ นาม” คำหลักคือ “กถํ” แปลว่า “อย่างไร” เป็นนิบาตบอกความถาม ปกติก็ถามเพื่อให้ตอบ คือคนถามต้องการฟังคำตอบ แต่เมื่อมาเป็นชุด คือมี “หิ นาม” ตามหลังมาด้วย ก็กลายเป็นคำพูดลอยๆ ไม่ต้องการคำตอบ
แปลแบบซื่อๆ-แปลตามศัพท์ที่นักเรียนบาลีคุ้นกัน --
“กถํ” = อย่างไร
“หิ” = ก็
“นาม” = ชื่อ
“กถํ หิ นาม” = ก็ชื่อว่าอย่างไร
จะเห็นได้ว่า แปลอย่างนี้แล้วก็ยังไม่อาจเข้าใจได้ว่า คนพูดต้องการจะสื่ออะไร
เพราะฉะนั้น ก็ต้องแปลแบบ “ถอดความ” อีกชั้นหนึ่ง อย่างที่การเรียนแปลบาลีของบ้านเราก็จะมีแปล ๒ แบบ
๑ แปลโดยพยัญชนะ คือแปลตรงตามศัพท์ ไม่รับรู้ว่าใครจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ
๒ แปลโดยอรรถ นี่คือแปลแบบถอดความ คือแปลให้เข้าใจว่าจะสื่ออะไร
“กถํ หิ นาม” = ก็ชื่อว่าอย่างไร นี่คือแปลโดยพยัญชนะ
“กถํ หิ นาม” แปลโดยอรรถว่า “อย่างไรกันนี่”
แปลใส่อารมณ์ก็ว่า “อะไรกันวะ” หรือ “เป็นงี้ได้ไงวะเนี่ย”
.....................
“เสยฺยถาปิ” แปลว่า “แม้ฉันใด” เป็นคำจำพวกนิบาตบอกความอุปมา คำจริงๆ คือ “เสยฺยถา” ส่วน “ปิ” ที่อยู่ข้างหลังก็เป็นนิบาตอีกจำพวกหนึ่ง เอามาควบกันเข้าเป็นคำเดียวกัน เพื่อให้มีความหมายหนักแน่นขึ้น
“เสยฺยถาปิ” แปลโดยอรรถก็คือ “เหมือน-” เหมือนอะไร? คำตอบก็คือคำที่ตามมา อย่างในที่นี้ คำที่ตามมาคือ “คิหี” หมายความว่า พระทำอย่างนั้นๆ (ตามพฤติกรรมที่บรรยายไว้หลัง “กถํ หิ นาม”) ก็เหมือน “คิหี”
“คิหี” รูปคำเดิมเป็นทั้ง “คิหี” (สระอี) และ “คิหิ” (สระอิ) หมายถึง ผู้ครองเรือน, คฤหัสถ์, ฆราวาส (a householder, one who leads a domestic life, a layman)
“กามโภคิโน” รูปคำเดิมเป็น “กามโภคี” (กา-มะ-โพ-คี) แปลตามศัพท์ว่า “ผู้บริโภคกาม”
พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ ถอดความออกมาว่า enjoying the pleasures of the senses (ผู้ได้รับความบันเทิงอยู่ในกาม)
และขยายความต่อไปว่า as Ep. of the kāmûpapatti-beings (เป็นคำแสดงลักษณะของสัตว์โลกผู้มีชีวิตอยู่ในกาม)
ถ้าถามว่า “บริโภคกาม” คือทำอะไร ก็ตอบได้เลยว่า กิน ดื่ม เที่ยว เล่น เสพสุข หรือตอบด้วยคำคนเก่าที่ออกไปทางหยาบๆ ว่า “กินขี้ปี้นอน” นั่นแหละคือบริโภคกาม
“กามโภคี” เป็นคำขยาย “คิหี” ซึ่งเป็นพหูพจน์ เปลี่ยนรูปเป็น “กามโภคิโน”
“เสยฺยถาปิ คิหี กามโภคิโน” แปลความว่า “เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม”
“กถํ หิ นาม ... เสยฺยถาปิ คิหี กามโภคิโน” แปลแบบถอดความใส่อารมณ์ว่า “พระทำแบบชาวบ้านได้ไงวะเนี่ย”
.....................
กระสวนประโยค “กถํ หิ นาม ... เสยฺยถาปิ คิหี กามโภคิโน” มีในพระวินัยปิฎกมากมายหลายแห่ง เป็นต้นเหตุให้ทรงบัญญัติสิกขาบทหลายสิบข้อ
และแน่นอน นักเรียนบาลีบ้านเราไม่เคยเห็น ไม่เคยอ่าน ไม่เคยได้ศึกษา ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องต้องศึกษา และที่เรียนบาลีก็เพื่อจะได้ใช้ความรู้บาลีไปศึกษาเรื่องเช่นนี้นี่แหละ
ตอนหน้าจะขออนุญาตแถลงความในใจ - การเห็นพระใช้ชื่อเหมือนชาวบ้าน เป็นแรงบันดาลใจให้เขียนเรื่องนี้ได้อย่างไร
------------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๑๕ เมษายน ๒๕๖๖
๑๔:๑๕
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ