ไม่มีกายทิพย์ออกจากร่างไปเกิดในภพใหม่
คำว่า "กายทิพย์" มีความหมายเดียวกับ "อัตตา" กล่าวคือ บางคนเชื่อว่าเมื่อตายแล้วจะมีกายทิพย์ หรือวิญญาณ ที่มีรูปร่างสัณฐานเช่นเดียวกับตอนที่มีชีวิตอยู่ออกจากร่างนั้นไปเกิดในภพใหม่
ความเห็นว่า "อัตตา" หรือ "กายทิพย์" มีอยู่จริง ทำให้เกิดความเห็นเป็น ๒ ประการคือ
๑. บางคนมีความเห็นว่า อัตตาออกจากร่างไปเกิดใหม่ ความเห็นนี้เรียกว่า "สัสสตทิฏฐิ" (ความเห็นผิดว่าอัตตาเที่ยง)
๒. บางคนมีความเห็นว่า อัตตาสูญสลายไปพร้อมกับความตาย คือเห็นว่า เมื่อตายแล้วไม่มีวิญญาณหรือกายทิพย์ไปเกิดใหม่ แต่ย่อมสูญสลายไปเมื่อสัตว์นั้นตายลง ความเห็นนี้เรียกว่า "อุจเฉททิฏฐิ" (ความเห็นผิดว่าอัตตาขาดสูญ)
ในสมัยพุทธกาล พระเจ้าปายาสิได้ทดลองนำนักโทษประหารไปต้มในน้ำเดือดทั้งเป็น เมื่อแน่ใจว่านักโทษนั้นตายแล้ว ก็ให้เปิดฝาหม้อออก เพื่อจะดูว่ามีกายทิตย์หรือวิญญาณออกจากร่างไปเกิดในภพใหม่หรือไม่ เมื่อไม่เห็นจึงสรุปว่า โลกหน้าไม่มีจริง นรกสวรรค์ไม่มีจริง (วิธีการพิสูจน์ มันอาจจะทื่อ ๆ เกินไป)
อีกวิธีหนึ่งที่พระยาปายาสิสั่งให้ทดลองคือให้เฉือนผิวหนัง เนื้อ ตัดเอ็น กระดูก ตัดเยื่อในกระดูเพื่อให้เห็นว่ามีวิญญาณออกจากร่างไปเกิดใหม่หรือไม่ เมื่อพระยาปายาสิไม่เห็นวิญญาณออกจากร่างของนักโทษไปเกิดใหม่จึงสรุปว่า โลกหน้าไม่มีจริง นรกสวรรค์ไม่มีจริง (วิธีการพิสูจน์นี้ มันอาจจะทื่อ ๆ เกินไป) จะเห็นได้ว่า บุคคลที่เชื่อว่ามีอัตตาหรือกายทิพย์อยู่จริง ย่อมเกิดความเห็นผิดได้เป็น ๒ อย่างคือ สัสสตทิฏฐิ และอุจเฉททิฏฐิ ดังที่กล่าวมาแล้ว กล่าวคือ
๑. ความเห็นว่า อัตตาออกจากร่างไปเกิดใหม่ เรียกว่า "สัสสตทิฏฐิ" (ความเห็นผิดว่าอัตตาเที่ยง)
๒. ความเห็นว่า อัตตาสูญสลายไปพร้อมกับความตาย คือเห็นว่า เมื่อตายแล้วไม่มีวิญญาณหรือกายทิพย์ไปเกิดใหม่ แต่ย่อมสูญสลายไปเมื่อสัตว์นั้นตายลง ความเห็นนี้เรียกว่า "อุจเฉททิฏฐิ" (ความเห็นผิดว่าอัตตาขาดสูญ)
พระเจ้าปายาสิคิดว่าถ้าชาติหน้ามีจริง คือถ้านรกสวรรค์มีจริง จะต้องมีอัตตาออกจากร่างไปเกิดในภพใหม่ แต่ถ้าไม่มีชาติหน้าก็ไม่มีจริง คือนรกสวรรค์ไม่มีจริง
จะเห็นได้ว่า คนที่เชื่อว่า อัตตา คือวิญญาณที่เที่ยงแท้ถาวร หรือที่เรียกว่ากายทิพย์มีอยู่จริง จะต้องมีความเห็นผิด ๒ อย่างนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง
พระพุทธองค์ทรงแสดงว่า
"สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา. สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา. สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา"
สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ สภาวธรรมทั้งปวงไม่ใช่อัตตา
พระพุทธองค์ทรงแสดงว่า ไม่มีอัตตาไปเกิดในภพใหม่ และไม่มีอัตตาที่สูญสลายไป
ความเห็นว่าไม่มีอัตตาหรือกายทิพย์ไปเกิดในภพใหม่หรือสูญสลายไป เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
ผู้ที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานย่อมเห็นว่า ไม่มีอัตตาที่มีรูปร่างสัณฐานอยู่ในกายนี้ มีแต่สภาวธรรมที่เห็น (จักขุวิญญาณ) สภาวธรรมที่ได้ยิน (โสตวิญญาณ) สภาวธรรมที่รู้กลิ่น (ฆานวิญญาณ) สภาวธรรมที่รู้รส (ชิวหาวิญญาณ) สภาวธรรมที่รู้เย็นร้อน/อ่อนแข็ง/หย่อนตึง (กายวิญญาณ) และ สภาวธรรมที่นึกคิด (มโนวิญญาณ) ที่เกิดขึ้นที่ละขณะๆ เมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมดับไปทันทีอย่างรวดเร็ว ไม่มีอัตตาตัวตนที่ไปเกิดใหม่หรือขาดสูญไป
นอกจากนั้นยังเห็นว่า สภาวธรรมเหล่านี้เกิดจากเหตุปัจจัยที่ดีบ้างไม่ดีบ้าง กล่าวคือ กุศลกรรมทำให้เกิดการเห็นที่ดี อกุศลกรรมทำให้เกิดการเห็นที่ไม่ดี ผู้ปฏิบัติย่อมเห็นว่า สภาวธรรมทั้งหลายเกิดดับสืบเนื่องกันไปตามเหตุปัจจัย กรรมที่ทำไว้ในภพก่อนเป็นปัจจัยให้เกิดรูปนามในภพปัจจุบัน และกรรมที่ทำในภพนี้และภพก่อนก็จะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดรูปนามในภพใหม่ต่อๆ ไป
ความเห็นว่าไม่มีอัตตาเป็น สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นชอบ)
---------///---------
[full-post]

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ