กรรมเก่า-กรรมใหม่ 

(พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๘ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๐ สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค)

นวปุราณวรรคที่ ๕ กรรมสูตร


      [๒๒๗] นวปุราณานิ ภิกฺขเว กมฺมานิ เทสิสฺสามิ กมฺมนิโรธญฺจ กมฺมนิโรธคามินิญฺจ ปฏิปทํ, ตํ สุณาถ, สาธุกํ มนสิกโรถ, ภาสิสฺสามีติ ฯ 

      [๒๒๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงกรรมทั้งใหม่และเก่า ความดับแห่งกรรม และปฏิปทาอันเป็นเครื่องให้ถึงความดับแห่งกรรม, ท่านทั้งหลายจงฟังความข้อนั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ฯ           

      กตมญฺจ ภิกฺขเว ปุราณกมฺมํ ฯ  (กเถตุกัมยตาปุจฉา)   

      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กรรมเก่าเป็นไฉน ฯ  

           - จกฺขุํ ภิกฺขเว ปุราณกมฺมํ อภิสงฺขตํ อภิสญฺเจตยิตํ เวทนิยํ ทฏฺฐพฺพํ,

              ภิกษุทั้งหลาย จักษุ (จักขุปสาท + จักขุวิญญาณ) อันบัณฑิต พึงเห็นว่าเป็น(ผล)ของกรรมเก่า ถูกปัจจัยปรุงแต่ง สำเร็จด้วยเจตนา เป็นที่ตั้งแห่งเวทนา

           - โสตํ ปุราณกมฺมํ อภิสงฺขตํ อภิสญฺเจตยิตํ เวทนิยํ ทฏฺฐพฺพํ,

              โสตะ (โสตปสาท + โสตวิญญาณ) อันบัณฑิต พึงเห็นว่าเป็น(ผล)ของกรรมเก่า ถูกปัจจัยปรุงแต่ง สำเร็จด้วยเจตนา เป็นที่ตั้ง(เป็นที่อาศัย)แห่งเวทนา

           - ฆานํ ปุราณกมฺมํ อภิสงฺขตํ อภิสญฺเจตยิตํ เวทนิยํ ทฏฺฐพฺพํ,

              ฆานะ (ฆานปสาท + ฆานวิญญาณ) อันบัณฑิต พึงเห็นว่าเป็น(ผล)ของกรรมเก่า ถูกปัจจัยปรุงแต่ง สำเร็จด้วยเจตนา เป็นที่ตั้ง(เป็นที่อาศัย)แห่งเวทนา

           - ชิวฺหา ปุราณกมฺมา อภิสงฺขตา อภิสญฺเจตยิตา เวทนิยา ทฏฺฐพฺพา,

              ชิวหา (ชิวหาปสาท + ชิวหาวิญญาณ) อันบัณฑิต พึงเห็นว่าเป็น(ผล)ของกรรมเก่า ถูกปัจจัยปรุงแต่ง สำเร็จด้วยเจตนา เป็นที่ตั้ง(เป็นที่อาศัย)แห่งเวทนา 

           - กาโย ปุราณกมฺโม อภิสงฺขโต อภิสญฺเจตยิโต เวทนิโย ทฏฺฐพฺโพ,

              กาย (กายปสาท + กายวิญญาณ) อันบัณฑิต พึงเห็นว่าเป็น(ผล)ของกรรมเก่า ถูกปัจจัยปรุงแต่ง สำเร็จด้วยเจตนา เป็นที่ตั้ง(เป็นที่อาศัย)แห่งเวทนา 

           - มโน ปุราณกมฺโม อภิสงฺขโต อภิสญฺเจตยิโต เวทนิโย ทฏฺฐพฺโพ ฯ 

              มโน (มนายตนะ คือโลกียวิบาก ๓๒ + หทยวัตถุ) อันบัณฑิต พึงเห็นว่าเป็น(ผล)ของกรรมเก่า ถูกปัจจัยปรุงแต่ง สำเร็จด้วยเจตนา เป็นที่ตั้ง(เป็นที่อาศัย)แห่งเวทนา

              อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปุราณกมฺมํ ฯ

              ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า "(ผล)ของกรรมเก่า"

========================

     [๒๒๘] กตมญฺจ ภิกฺขเว นวกมฺมํ ฯ ยํ โข ภิกฺขเว เอตรหิ กมฺมํ กโรติ กาเยน วาจาย มนสา ฯ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว นวกมฺมํ ฯ

             ภิกษุทั้งหลาย ก็กรรมใหม่เป็นไฉน? ภิกษุทั้งหลาย บุคคลกระทำกรรมทางกาย วาจา ใจ อันใดในปัจจุบันภพนี้, กรรมนี้นั้นของเขา เราเรียกว่า "กรรมใหม่" ฯ

     [๒๒๙] กตโม จ ภิกฺขเว กมฺมนิโรโธ ฯ โย โข ภิกฺขเว กายกมฺมํ วจีกมฺมํ มโนกมฺมสฺส นิโรธา วิมุตฺตึ ผุสติ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กมฺมนิโรโธ ฯ

             ภิกษุทั้งหลาย ก็ ความดับแห่งกรรม เป็นไฉน ? ภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดถูกต้องวิมุตติ (อนุปาทิเสสนิพพาน***) เพราะความดับไปแห่งกายกรรม,วจีกรรม,และมโนกรรม ฯ ภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า "ความดับแห่งกรรม" 

     [๒๓๐] กตมา จ ภิกฺขเว กมฺมนิโรธคามินี ปฏิปทา ฯ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ฯ เสยฺยถีทํ ฯ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว   สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ ฯ อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว กมฺมนิโรธคามินี ปฏิปทา ฯ

     [๒๓๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทาอันเป็นเครื่องให้ถึงความดับแห่งกรรมเป็นไฉน อริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ คือ สัมมาทิฏฐิ ๑ สัมมาสังกัปปะ ๑ สัมมาวาจา ๑ สัมมากัมมันตะ ๑ สัมมาอาชีวะ ๑ สัมมาวายามะ ๑ สัมมาสติ ๑ สัมมาสมาธิ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เราเรียกว่า ปฏิปทาอันเป็นเครื่องให้ถึงความดับกรรม ฯ

     [๒๓๑] อิติ โข ภิกฺขเว เทสิตํ โว ๑- มยา ปุราณกมฺมํ เทสิตํ นวกมฺมํ เทสิโต กมฺมนิโรโธ เทสิตา กมฺมนิโรธคามินี ปฏิปทา ฯ ยํ โข ภิกฺขเว สตฺถารา กรณียํ สาวกานํ หิเตสินา อนุกมฺปเกน, อนุกมฺปํ อุปาทาย กตํ โข มยา ๒- ฯ เอตานิ ภิกฺขเว รุกฺขมูลานิ เอตานิ สุญฺญาคารานิ ฯ พฺยายถ, ๓- ภิกฺขเว มา ปมาทตฺถ, มา ปจฺฉา วิปฺปฏิสาริโน   อหุวตฺถ, อยํ โว อมฺหากํ อนุสาสนีติ ฯ

      [๒๓๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กรรมเก่า กรรมใหม่ ความดับแห่งกรรม และปฏิปทาอันเป็นเครื่องให้ถึงความดับกรรม เราได้แสดงแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ด้วยประการดังนี้แล ฯ ภิกษุทั้งหลาย กิจใดแล อันเราผู้ศาสดา ผู้แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล ผู้อนุเคราะห์แก่สาวกทั้งหลาย พึงทำ กิจนั้นเราทำแล้วเพราะอาศัยความอนุเคราะห์ ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นั่นโคนไม้  นั่นเรือนว่างเปล่า ฯ เธอทั้งหลายจงพยายาม อย่าประมาท อย่าได้เป็นผู้มีความเดือดร้อนใจในภายหลัง, นี้เป็นอนุศาสนีของเราเพื่อเธอทั้งหลาย ฯ

--------------------------

@เชิงอรรถ: ๑ ม. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ

@เชิงอรรถ: ๒ ม. ยุ. กตํ โว ตํ มยา ฯ   

@เชิงอรรถ: ๓ ม. ยุ. ฌายถ ฯ

-------------------------

*** บรรลุอรหัตตมรรค ทำให้กรรมดับ (นานักขณิกรรรม) คือไม่เข้าถึงความเป็นกรรม ที่จะส่งผลให้เกิดวิบากในภพต่อไป (แต่กรรมที่เป็นสหชาตกัมมปัจจัยยังมีอยู่, หรือผลกรรม อันได้แก่วิบากที่อดีตกรรมซัดมา ยังมีอยู่), 

    เมื่อดับขันธปรินิพพาน (อนุปาทิเสสนิพพาน) กรรมทั้งปวง พร้อมทั้งผลแห่งอดีตกรรม ย่อมได้ชื่อว่าดับหมดไม่มีเหลือ ฯ


--------------///------------

"กรรมเก่า" ว่าตามพระบาลีในที่นี้ ได้แก่ - 

     - ปสาทรูป ๕ คือ จักขุ (จักขุปสาท), โสต (โสตปสาท), ฆาน (ฆานปสาท), ชิวหา (ชิวหาปสาท), กาย (กายปสาท) 

     - มโน คือ โลกียวิบาก ๓๒ 

ว่าโดยองค์ธรรมปรมัตถ์แล้ว "ผลของกรรมเก่า" ยังหมายถึง เจตสิก ๓๕ ที่ประกอบกับโลกียวิบาก ๓๒, กัมมชรูปอื่นๆ เช่น หทยวัตถุ, ชีวิตินทรีย์รูป, ภาวรูป ๒, อวินิพโภครูป ๘, ปริจเฉทรูป และ อุปจยรูป, สันตติรูป ฯ


     คำว่า "กรรมเก่า" (ปุราณกมฺมํ) เป็นคำกล่าวที่พูดถึง "กรรม" ก็จริง แต่หมายเอา "ผล หรือวิบาก" ของกรรมเก่า (อดีตกรรม) 

     การกล่าวเช่นนี้ คัมภีร์เนตติปกรณ์ เรียกว่า  "การณูปจาร" (กล่าวหมายเอาผลที่ใกล้ต่อเหตุ), เหตุ (การณะ) เป็นธรรมที่ใกล้ต่อผล (วิบาก) พูดอีกอย่างหนึ่งว่า "กล่าวถึงกรรมก็จริง แต่หมายเอาผล" (จักขุเป็นผล แต่เวลากล่าว กลับกล่าวว่ากรรม) เช่นนี้ ท่านเรียกว่า "การณูปจาร"  

     - กรรมเก่า (อดีตกรรม) ว่าตามนัยแห่งปฏิจจสมุปบาท ได้แก่ เจตนากรรม ๒๙ ได้แก่ เจตนาที่ใน อกุศลจิต ๑๒, มหากุศลจิต ๘, รูปาวจรกุศลจิต ๕, อรูปาวจรกุศลจิต ๔ 

     - เจตนากรรม ๒๙ นั้น ที่เป็นไปในอดีต (อดีตเหตุ) ก่อให้เกิดผลในปัจจุบันที่เรียกว่า "ปัจจุบันผล" ตามนัยของปฏิจจสมุปบาท ได้แก่ วิญญาณ, นาม-รูป, สฬายตนะ, ผัสสะ, เวทนา ซึ่งเมื่อว่าโดยองค์ธรรมปรมัตถ์แล้วได้แก่ โลกียวิปากจิต ๓๒, เจตสิก ๓๕, กัมมชรูป ๒๐ ฯ

     - ฯลฯ......

---------------- 

[full-post]

พระสูตร,สุตตันตปิฎก,กรรมเก่า,กรรมใหม่

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.