อาจารย์วศิน อินทสระ
คำถาม - กราบเรียนถามท่านอาจารย์ คำว่า กัป และกัลป์ แตกต่างกันอย่างไรคะ? อสงไขยเป็นอย่างไรคะ? ขอบพระคุณอย่างสูงยิ่ง
คำตอบ -กัป กัลป์ และอสงไขย
การนับกาลเวลามี ๒ แบบ คือ แบบที่นับเป็นตัวเลข ๑ ๒ ๓ .... เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ เรียกว่านับเป็นตัวเลข “สังขยา” คือ ตัวเลขที่นับได้ ถ้ามากเกินจะนับไหวแล้ว ก็จะเปลี่ยนมานับโดยการอุปมา คือการเปรียบเทียบเอา
แล้วตัวเลขแค่ไหนล่ะที่นับไม่ได้? เราจะนับกันสูงสุดแค่ไหน?
ตัวเลขที่กำหนดว่าไม่นับแล้ว เลิกนับแบบสังขยากันดีกว่า คือ ๑ ตามด้วย ๐ อีก ๑๔๐ ตัว ซึ่งถือเป็นตัวเลขสูงสุดที่นับกัน ถ้าเกินไปกว่านี้ พระพรหมก็เบือนหน้าหนีแล้ว
จำนวนที่เกินจาก ๑ ตามด้วย ๐ อีก ๑๔๐ ตัว จึงเรียกว่าเป็นจำนวน “อสังขยา” หรือ “อสงไขย” นั่นเอง
กาลเวลาทางพุทธศาสนาที่พบเจอกันบ่อยๆ ก็คือ
๑. กัป
๒. อสงไขยปี
๓. รอบอสงไขย
๔. อันตรกัป
๕. อสงไขยกัป
๖. มหากัป
๗. อสงไขย
๘. พุทธันดร
ทีฆา ชาครโต รตฺติ ทีฆํ สนฺตสฺส โยชนํ
ทีโฆ พาลานํ สํสาโร สทฺธมฺมํ อวิชานตํ ฯ
(อทฺธา ๓ : อตีตอทฺธา, ปัจจุปันนอัทธา,อนาคตอัทธา)
อทฺธา - กาลยืดยาว
-----------------
๑ #กัป
-----------------
ในความหมายแรก หมายถึงอายุกัป คือระยะเวลาที่เท่ากับอายุเฉลี่ยของมนุษย์ยุคนั้น ซึ่งผันแปรตั้งแต่ ๑๐ - อสงไขยปี
สมัยพุทธกาล อายุกัปเท่ากับ ๑๐๐ ปี ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ผู้บำเพ็ญอิทธิบาท ๔ สามารถมีอายุอยู่ได้ตลอดกัป ก็หมายถึงมีอายุอยู่ได้ ๑๐๐ ปี นั่นเอง
และเนื่องจากตอนนี้อยู่ในช่วงอายุขาลง ทุก ๑๐๐ ปี อายุมนุษย์จะลดลง ๑ ปี ปัจจุบัน อายุกัปของเราจึงเหลืออยู่เพียง ๗๕ ปีเท่านั้น
คำว่า “กัป” หรือ “กัป” หรือ “กัปปะ” เป็นภาษาบาลี
ส่วนภาษาสันสกฤตใช้คำว่า “กัลป์” สรุปแล้ว กัป กับ กัลป์ ก็คือตัวเดียวกันนั่นเอง
-------------------
๒ #อสงไขยปี
-------------------
ก็คือ จำนวนปีที่ขึ้นต้นด้วย ๑ ตามด้วย ๐ อีก ๑๔๐ ตัว นั่นเอง ตัวเลขนี้เป็นอายุของมนุษย์ยุคสร้างโลก เมื่อโลกเกิดขึ้นใหม่ พระพรหมที่หมดอายุก็จุติมาอุบัติเป็นสัตว์โลกผู้มีจิตประภัสสร ลอยไปลอยมาในอากาศได้ มีอาหารเป็นทิพย์ มีศีลธรรมดีดุจพระพรหมอายุจึงยืนยาวถึงอสงไขยหนึ่ง
---------------------
๓ #รอบอสงไขย
---------------------
ต่อมามนุษย์เริ่มไปกินง้วนดินเข้า จิตก็เริ่มหยาบ กายก็เริ่มหยาบ กิเลสก็พอกหนา เหาะไม่ได้ กลายเป็นมนุษย์เดินดิน อายุก็ค่อยๆ ลดลง ทุก ๑๐๐ ปี ลดลง ๑ ปี จนเหลือแค่ ๑๐ ปี ยุคนั้นก็เป็นยุคมิคสัญญี มนุษย์ฆ่าฟันกันเหมือนผักปลา ศีลธรรมก็ไม่มี พอฆ่ากันตายเกือบหมดโลก พวกที่เหลือสังเวชใจ เริ่มรักษาศีลกันอีกครั้ง อายุก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ทุก ๑๐๐ ปี ก็เพิ่มขึ้น ๑ ปี จนกลับไปยืนยาวถึงอสงไขยปีอีกครั้ง
เวลาทั้งหมดนี้ เรียกว่า "รอบอสงไขย"
-----------------
๔ #อันตรกัป
-----------------
ก็คือ ๑ รอบอสงไขยนั่นเอง
--------------------
๕ #อสงไขยกัป
--------------------
โลกนี้มีเกิดดับเป็นวัฏจักร รอบหนึ่งใช้เวลาทั้งสิ้น ๒๕๖ อันตรกัป คือ
๑) โลกกำลังถูกทำลาย อาจโดนไฟประลัยกัปเผา หรือน้ำประลัยกัปตกกระหน่ำ หรือลมประลัยกัปพัดทำลาย ทุกสรรพสิ่งจะถูกทำลายย่อยยับไม่มีเหลือเลย ทำลายตั้งแต่มหานรกขึ้นไปถึงพรหมอีกหลายชั้น ใช้เวลาทำลายทั้งสิ้น ๖๔ อันตรกัป หรือเรียกว่า ๑ อสงไขยกัป โดยมีชื่อเฉพาะว่า “สังวัฏฏอสงไขยกัป”
๒) จากนั้นทุกอย่างก็ว่างเปล่า มืดมิด ไม่มีอะไรเลย เป็นเวลาอีก ๖๔ อันตรกัป หรือเรียกว่า ๑ อสงไขยกัป โดยมีชื่อเรียกเฉพาะว่า “สังวัฏฏฐายีอสงไขยกัป”
๓) จากนั้นโลกก็จะเริ่มก่อตัวขึ้นมาใหม่ มีผืนน้ำ มีแผ่นดิน รวมเวลาอีก ๖๔ อันตรกัป หรือเรียกว่า ๑ อสงไขยกัป โดยมีชื่อเรียกเฉพาะว่า “วิวัฏฏอสงไขยกัป”
๔) จากนั้นโลกจึงมนุษย์และสัตว์อาศัยอยู่ได้ เป็นเวลาอีก ๖๔ อันตรกัป หรือเรียกว่า ๑ อสงไขยกัป โดยมีชื่อเรียกเฉพาะว่า “วิวัฏฏฐายีอสงไขยกัป”
-----------------
๖ #มหากัป
-----------------
คือเวลา ๑ รอบวัฏจักรการแตกดับของโลก หรือเท่ากับ ๒๕๖ อันตรกัป
๑ มหากัป อุปมาว่ามีพื้นที่ขนาดกว้าง ๑ โยชน์ ยาว ๑ โยชน์ สูง ๑ โยชน์ บรรจุเมล็ดพันธุ์ผักกาดไว้เต็ม ทุก ๑๐๐ ปี ก็มาหยิบเมล็ดผักกาดออกเมล็ดหนึ่ง แม้จะหยิบเมล็ดผักกาดออกหมดแล้วก็ยังไม่นานเท่า ๑ มหากัป
คำว่ามหากัป มักเรียกสั้นๆ ว่า "กัป"
-----------------
๗ #อสงไขย
-----------------
คงเคยได้ยินคำว่า ๔ อสงไขยกำไรแสนกัป คำว่าอสงไขยในที่นี้หมายถึงระยะยาวนานมาก นับเป็นจำนวนกัปแล้วยังนับไม่ได้ คือจำนวนกัปมากกว่า ๑ ตามด้วย ๐ อีก ๑๔๐ ตัวเสียอีก
๔ อสงไขยกำไรแสนกัป ก็คือระยะเวลาที่พระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีในช่วงปรมัตถ์ ก่อนจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน
-----------------
๘ #พุทธันดร (พุทฺธ + อนฺตร)
-----------------
คือระยะเวลาตั้งแต่พระพุทธเจ้าองค์หนึ่งตรัสรู้ จนกระทั่งถึงพระพุทธเจ้าองค์ต่อมาตรัสรู้ เรียกว่า ๑ พุทธันดร
พุทธันดรของพระพุทธเจ้าแต่ละองค์ยาวไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันเราอยู่ในอันตรกัปที่ ๑๒ และพระศรีอาริยเมตไตรยจะมาตรัสรู้ในอันตรกัปที่ ๑๓ จากนั้นไม่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้เลย นานถึงอสงไขยหนึ่ง
ดังนั้น ๑ พุทธันดรของพระสมณโคดมพุทธเจ้าจึงยาวนานแค่ ๑ อันตรกัป ส่วน ๑ พุทธันดรของพระศรีอาริยเมตไตรยยาวนานถึงอสงไขยหนึ่ง
************************
ชั่วกัป ชั่วกัลป์ ยาวนานเท่าไร?
1 โยชน์ = 16 กิโลเมตร
400 เส้น = 1 โยชน์
20 วา = 1 เส้น
1 กัป = ตั้งแต่โลกเกิด จนถึงโลกดับ 1 ครั้ง
อสงไขย = 10 ยกกำลัง 140 กัป (คือ เขียนเลข 1 แล้วตามด้วยเลขศูนย์ 140 ตัว)
คำว่า กัป กับ คำว่า กัลป์ เป็นคำที่มีความหมายเดียวกัน คำหนึ่งเป็น บาลี คำหนึ่งเป็น สันสกฤต
สมมุติมีกล่องใบหนึ่ง กว้าง 100 โยชน์ ยาว 100โยชน์ และ สูง 100 โยชน์ ในเวลา 100 ปี ให้เอาเมล็ดผักกาด 1 เมล็ด ใส่ลงไปในกล่องนั้น ทำอย่างนี้จนเมล็ดผักกาดนั้นเต็มเสมอเรียบปากกล่อง นั้นละจึงเท่ากับ 1 กัป
(บางตำรากล่าวว่า กว้าง 1 โยชน์ ยาว 1 โยชน์ สูง 1 โยชน์) วิเคราะห์คำนวณ 1 โยชน์ = 16 กิโลเมตร ดังนั้นกล่องใบนี้มีปริมาตร = 1600X1600X1600 = 4,096,000,000 ลูกบาศก์กิโลเมตร ประมาณว่า เมล็ดผักกาด มีขนาด 0.5 มิลลิเมตร
1 กิโลเมตรเทียบเป็นมิลลิเมตรได้ดังนี้ 10X100X1000 = 1,000,000 มิลลิเมตร
จะได้ 1 กิโลเมตรใช้เมล็ดผักกาดเรียงกัน = (1,000,000)/0.5 = 2,000,000 เมล็ด
ดังนั้น 1600 กิโลเมตรใช้เมล็ดผักกาดเรียงกัน = 1600X2,000,000 = 3,200,000,000 เมล็ด ถ้าเป็นปริมาตร คือ กว้าง x ยาว x สูง
ต้องใช้เมล็ดผักกาดทั้งหมด คือ
3,200,000,000X3,200,000,000X3,200,000,000 = 32,768,000,000,000,000,000,000,000,000 เมล็ด
ใน 100 ปี ใส่เมล็ดผักเพียง 1 เมล็ด ดังนั้นต้องใช้เวลาทั้งหมดคือ
32,768,000,000,000,000,000,000,000,000X100 = 3,276,800,000,000,000,000,000,000,000,000 ปี
จึงได้เวลา 1 กัป ประมาณ สามล้านสองแสนเจ็ดหมื่นหกพันแปดร้อยล้านล้านล้านล้าน ปีประมาณ 3.3 X 10 ยกกำลัง 30 ปี
1 อสงไขยมีกี่กัปนั้นเป็นจำนวนที่แน่นอน คือ 1 ตามด้วยเลข 0 จำนวน 140 ตัว หรือ 1 X 10 ยกกำลัง140 กัป
กัปที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนามีอยู่ ๒ ประการ คือ
- สุญญกัป หมายถึง กัปที่ไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระเจ้าจักรพรรดิ
- อสุญญกัป หมายถึง กัปที่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระเจ้าจักรพรรดิ อุบัติขึ้น
อสุญญกัปมี ๕ อย่างคือ
๑) สารกัป ได้แก่ มหากัป ๔ อสงไขยกัป) ที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ๑ พระองค์
๒) มัณฑกัป ได้แก่ มหากัป(= ๔ อสงไขยกัป) ที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ๒ พระองค์
๓) วรกัป ได้แก่ มหากัป(= ๔ อสงไขยกัป)ที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ๓ พระองค์
๔) สารมัณฑกัป ได้แก่ มหากัป(= ๔ อสงไขยกัป)ที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ๔ พระองค์
๕) ภัททกัป ได้แก่ มหากัป(= ๔ อสงไขยกัป)ที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ๕ พระองค์
ภัทรกัป (คือกัปปัจจุบัน) มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้แล้ว ๔ พระองค์คือ
๑) พระพุทธกกุสนธะ
๒) พระพุทธโกนาคมนะ
๓) พระพุทธกัสสปะ
๔) พระพุทธโคดม ( สมเด็จพระศาสดาองค์ปัจจุบัน )
และจะมี พระพุทธเมตไตรย มาตรัสรู้ในอนาคต
เมื่อสิ้นมหากัปนี้แล้ว คัมภีร์อนาคตวงศ์กล่าวไว้ว่า "อสุญญกัปต่อไปจะเป็น มัณฑกัป มีพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์คือ พระรามโพธิสัตว์ และพระเจ้าปเสนทิโกศล(พระธรรมราช)
-----------///------------

แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ