กระสวนประโยคบาลี “พระทำแบบนี้ก็เหมือนชาวบ้าน” (๓)
...............................................
บอกกล่าว:
เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก-
การเห็นพระใช้ชื่อเหมือนชาวบ้าน
...............................................
ตอนที่แล้วผมบอกว่าโปรดจำคำนี้ไว้ให้แม่น -
........................................
นักเรียนบาลีในบ้านเรา
เดินมาถูกทางแล้ว
แต่ไปไม่สุดทาง
........................................
เดินมาถูกทาง แต่ไปไม่สุดทาง หมายความว่าอย่างไร?
หมายความว่า นักเรียนบาลีของเราซึ่งนอกจากพระภิกษุสามเณรอันเป็นกลุ่มที่ต้องเรียนบาลีมาแต่เดิมแล้ว เดี๋ยวนี้มีผู้ที่ไม่ใช่พระภิกษุสามเณรเข้ามาเรียนบาลี-แบบเดียวกับที่พระภิกษุสามเณรเรียน-มากขึ้น จนถึงสอบได้ชั้นเปรียญธรรม ๙ ประโยคเท่ากับที่พระภิกษุสามเณรที่เรียนบาลีสอบได้อันเป็นชั้นสูงสุดของหลักสูตรการเรียนบาลีของคณะสงฆ์ไทย
แต่นักเรียนบาลีที่เรียนจบแล้วทั้งหมดหยุดการเรียนบาลีไว้ตรงที่-สอบได้ชั้นสูงสุดนั่นเอง
พูดให้เห็นภาพก็คือ สอบได้ประโยค ๙ แล้วก็เก็บตำราเก็บหนังสือเข้าตู้ ไม่มีหน้าที่จะต้องเปิดคัมภีร์บาลีทำอะไรให้เหนื่อยยากอีกต่อไป-เหมือนกับที่พระไตรปิฎก ๔๕ เล่ม อรรถกถาฎีกาอนุฎีกาอีกเป็นร้อยก็ถูกเก็บเข้าตู้สงบนิ่งมาตลอดกาลนานเทอญนั่นแล
พรรคพวกผมคนหนึ่ง พอสอบประโยค ๙ ได้ก็อุทานออกมาเป็นภาษาบาลีว่า “ปารงฺคโต”!
“ปารงฺคโต” แปลว่า “ถึงฝั่งแล้ว” หมายถึงบรรลุธรรมระดับสูงสุดคือพระนิพพาน เอามาใช้กับการศึกษาหมายถึงจบการศึกษา คือเรียนจบแล้ว
พระอรหันต์ท่าน “ปารงฺคโต” แล้ว ไม่ต้องทำงานกำจัดกิเลสของตัวเองเพราะท่านทำเสร็จแล้ว แต่ท่านก็ยังทำงานเพื่อประโยชน์ของสังคม
พระพุทธเจ้าของเราท่าน “ปารงฺคโต” เมื่ออายุ ๓๕ แต่ท่านทำงานเพื่อสังคมต่อมาอีก ๔๕ ปี จนอายุ ๘๐ จึงดับขันธปรินิพพาน
พูดภาษาชาวบ้านว่าทำงานจนตาย
พระอรหันต์องค์อื่นๆ อีกนับหมื่นนับแสน “ปารงฺคโต” แล้วก็ทำงานเพื่อสังคมทั้งนั้น ไปศึกษาประวัติท่านดูเถิด
เท่าที่พบ มีพระอัญญาโกณฑัญญะองค์เดียวที่ “ปารงฺคโต” แล้วปลีกตัวออกจากสังคม แต่ท่านก็ทำงานเพื่อสังคมอยู่ระยะหนึ่ง และด้วยเหตุผลจำเป็นบางประการท่านจึงขออนุญาตพระพุทธเจ้าปลีกตัวไปจำพรรษาในป่าหิมพานต์
นักเรียนบาลีของเราพอ “ปารงฺคโต” แล้วก็หยุดเรียน ไปทำงานอื่นๆ สารพัด ยกเว้นงานบาลี
พูดชัดๆ จบประโยค ๙ แล้วไปทำงานอื่นหมด แต่ไม่มีใครทำงานบาลี
นี่ไงที่ผมว่า-นักเรียนบาลีของเรามาถูกทาง แต่ไปไม่สุดทาง
เรียนบาลีจบ คือมาได้ครึ่งทางแล้ว ต่อไปก็คือทำงานบาลี
ทำงานบาลีคือทำอะไร?
ทำงานบาลีก็คือ -
(๑) ศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกเพื่อให้รู้หลักคำสอนที่ถูกต้อง
(๒) แล้วเอาหลักคำสอนที่ถูกต้องมาปฏิบัติขัดเกลาตนเอง ซึ่งก็มีแค่ ๒ หัวข้อใหญ่ นั่นคือ -
(ก) อะไรที่ “ห้ามทำ” ก็ไม่ทำได้จริงๆ งดเว้นได้เด็ดขาดจริงๆ
(ข) อะไรที่ “ต้องทำ” ก็ทำได้จริงๆ ไม่ละเลย ไม่บกพร่อง
(๓) แล้วบอกกล่าวเผยแผ่หลักคำสอนที่ถูกต้องให้แพร่หลายต่อไป
พูดสั้นๆ - เรียนรู้ ปฏิบัติ เผยแผ่
พระพุทธศาสนาที่ถูกต้องจะดำรงอยู่และดำเนินไปได้ด้วยอาการอย่างนี้
ถ้าใครยังจะถามหาเรื่องอีกว่า ทำไมจะต้องระบุไปที่ “พระไตรปิฎก” คำก็พระไตรปิฎก สองคำก็พระไตรปิฎก ผมก็ได้ปูพื้นมาตั้งแต่ต้นแล้วว่าพระไตรปิฎกคืออะไร
บอกย้ำซ้ำอีกก็ได้ พระไตรปิฎกคือแหล่งรวมพระธรรมวินัยคือคำสอนในพระพุทธศาสนา ถ้าอยากรู้หลักคำสอนที่ถูกต้องก็ต้องไปที่นั่น
พระไตรปิฎกเขียนเป็นภาษาบาลี อ้าว ก็เรียนบาลีจบแล้วไงละ “ปารงฺคโต” แล้วนี่ พร้อมที่จะเอาความรู้บาลีไปใช้งาน-ไปทำงานแล้วนี่ ศึกษาพระธรรมวินัยเป็นหน้าที่โดยตรงของพระภิกษุสามเณรไม่ใช่รึ แล้วรออะไรอยู่ล่ะ
ผมบอกแล้วว่าตั้งใจพูดให้กระทบใจ เพราะฉะนั้น อย่าโกรธกัน
พระไตรปิฎกไม่ได้ปิดกั้นความคิดเห็นของใคร-อย่างที่บางคนกำลังคิดว่า-พวกงมงายอยู่กับคัมภีร์ คิดต่างไม่ได้ บาป!
ขอเพียงอย่างเดียว ศึกษาเรียนรู้คำสอนดั้งเดิมของท่านให้เข้าใจครบถ้วนก่อน ต่อจากนั้น ใครอยากจะสำแดงสติปัญญาอันล้ำเลิศของตัวเองยิ่งไปกว่าที่ท่านสอนไว้ ก็เชิญได้เลย พระไตรปิฎกว่าอย่างนี้ แต่ข้าพเจ้าเห็นอย่างนี้ ว่าได้เต็มที่ จะได้รู้ว่าใครฉลาดใครโง่กันแน่
ที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ ส่วนมากเอาความเห็นของตัวเองนำหน้า พระไตรปิฎกว่าไว้อย่างไร ไม่สน ข้าพเจ้าจะว่าของข้าพเจ้าแบบนี้แหละ ใครจะทำไม
....................
เรียนบาลีจนสอบได้ จบชั้นสูงสุด นั่นคือเรามาถูกทางแล้ว
แต่การคิดว่า เรียนบาลีจบแค่สอบได้ นั่นคือคิดผิด
เรียนบาลีไม่ใช่สุดทางที่สอบได้ แต่ยังมีต่อไปอีก นั่นคือ-ทำงานบาลี
ความจริงที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ เรามีคนสนับสนุนให้เรียนบาลีอย่างคับคั่ง
แต่ไม่มีคนสนับสนุนให้ทำงานบาลี
เราผลิตคนจบบาลีออกมาเป็นร้อยเป็นพัน-เวลานี้อาจจะเป็นหมื่น
แต่เราไม่มีแผนที่จะใช้คนจบบาลีทำงานบาลี
เหมือนผลิตสินค้า แต่ไม่มีตลาดรองรับ
จบบาลีแล้วไปทำงานพระศาสนาในตำแหน่งนั่นนี่โน่น นั่นไม่ใช่เป้าหมายที่ถูกต้องของการเรียนบาลีนะครับ
งานในตำแหน่งนั่นนี่โน่นนั้นไม่ต้องจบบาลีก็ทำได้
แต่งานของคนจบบาลีก็คือ-ทำงานบาลี
ตรงนี้ต่างหากที่เรามองข้าม มองผ่าน มองพลาด หรือมองไม่เห็นกันมาตลอด
อุตส่าห์ลงทุนผลิตคนจบบาลีกันแทบเป็นแทบตาย จบแล้วเอาไปทำงานอย่างอื่นหมด
ทำทุกงาน-ยกเว้นงานบาลี ไม่มีใครสนับสนุนให้ทำ
งานสอนบาลี ดูเหมือนว่าจะเป็นการทำงานบาลี แต่ความจริงแล้วไม่ใช่
งานสอนบาลี-รวมทั้งการบริหารจัดการทั้งปวงในการเรียนบาลี เป็นงานสร้างคนจบบาลี ไม่ใช่ “งานบาลี” ในความหมายที่ผมว่ามา
สร้างคนจบบาลี
จบแล้วไปทำงานอื่น
ไม่สนับสนุนให้ทำงานบาลี
แล้วก็สร้างคนจบบาลีขึ้นมาอีก
เอาไปทำงานอื่นอีก
วนเวียนอยู่อย่างนี้
จะเห็นได้ว่าเราชื่นชมกับคนจบบาลี เราวัดความสำเร็จกันที่จำนวนผู้สอบได้ แต่เราไม่เคยตามไปดูว่า คนสอบได้หรือคนจบบาลีไปทำงานบาลีกันมากน้อยแค่ไหน
เราเปิดเรียนบาลี สนับสนุนการเรียนบาลี ไปจบลงที่สอบได้
วัดความสำเร็จที่จำนวนผู้สอบได้
ไม่ได้วัดความสำเร็จที่จำนวนผู้ทำงานบาลี
และไม่ได้สนับสนุนให้คนจบบาลีทำงานบาลี
นี่คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
คำขอร้อง-ร้องขอของผมก็คือ ขอให้เราไปกันต่อ
เรามาถูกทางแล้ว แต่ยังไม่สุดทาง ขอให้เราไปกันต่อ
๑ สำหรับสำนักเรียนบาลี+ครูสอนบาลี ขอให้บอกนักเรียนบาลีไปตั้งแต่ชั้นต้นว่า เป้าหมายปลายทางของการเรียนบาลีคือ-เอาความรู้ไปทำงานบาลี บอกไปให้ชัดๆ ว่า “งานบาลี” คืออะไร
การบอกเช่นนี้ไม่ใช่การบังคับกะเกณฑ์-ดังที่เรามักจะเข้าใจกันไปอย่างนั้น เป็นเหตุให้เกิดทัศนคติที่ว่า-การทำงานบาลีควรเป็นไปตามอัธยาศัย-ซึ่งก็คือการตั้งแนวป้องกันตัวเองว่า อย่ามาบังคับฉันนะ
การบอกว่า-เป้าหมายปลายทางของการเรียนบาลีคือ-เอาความรู้ไปทำงานบาลี-เป็นการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้เรียนไปตั้งแต่ต้นทาง บอกกันอย่างนี้ทุกรุ่นไป จนเป็นที่รู้เข้าใจกันทั่วเมืองไทยหรือทั่วโลกว่า-เป้าหมายปลายทางของการเรียนบาลีคือเอาความรู้ไปทำงานบาลี
ส่วนใครจะไปให้ถึงปลายทาง หรือจะขอไปเพียงแค่สอบได้ อุทานออกมาว่า “ปารงฺคโต” แล้วเก็บตำราเข้าตู้-ก็ไม่ว่ากัน เป็นไปตามอัธยาศัย
การบอกเช่นนั้นย่อมทำให้นักเรียนบาลีรู้จุดหมายปลายไปตั้งแต่ต้นทาง และย่อมจะมีนักเรียนบาลีที่มีกุศลจิตตั้งใจไปให้ถึงปลายทางอยู่บ้าง อาจจะร้อยละศูนย์ ร้อยละหนึ่ง หรือร้อยละเท่าไรก็ตาม แต่จะต้องมีอยู่บ้างแน่ๆ
นี่คือวิธีกระตุ้นอัธยาศัย
ไม่ใช่ปล่อยให้อัธยาศัยเกิดขึ้นเอง
๒ สำหรับตัวนักเรียนบาลี ขอร้องว่า อย่ามองแค่ศักดิ์และสิทธิ์ที่เกิดจากการสอบได้ ศักดิ์และสิทธิ์ที่เกิดจากการสอบได้ก็ต้องเอา ไม่ใช่ไม่เอา เพราะอำนวยประโยชน์ในชาติปัจจุบันได้ แต่ขอให้มองไกลออกไปถึงอนาคตของพระพุทธศาสนา การทำงานบาลีคือการทำงานรักษาพระพุทธศาสนาโดยตรง ได้ประโยชน์จากพระศาสนาแล้ว ทำประโยชน์ให้พระศาสนาด้วย
๓ สำหรับผู้มีศรัทธาและมีกำลังสนับสนุน ท่านสนับสนุนการเรียนบาลีนั้นชื่อว่าทำถูกแล้ว ควรแก่การอนุโมทนา ขอร้องว่าขอให้ลองคิดพิจารณาสนับสนุนการทำงานบาลีด้วย เป็นการต่อยอด หรือช่วยทำให้การเรียนบาลีดำเนินไปได้สุดทาง
ขอให้คิดดูเถิด ฝรั่งเขาเรียนบาลีทีหลังเรา แต่เขาไปถึงพระไตรปิฎกก่อนเรา เพราะเขาเรียนบาลีเพื่อทำงานบาลี
ฝรั่งเรียนบาลี พอมีความรู้แล้วกระโจนใส่พระไตรปิฎก
ไทยเราเรียนบาลี พอสอบได้แล้วเก็บตำราเข้าตู้พระไตรปิฎก
ถ้ามีคนสนับสนุนการทำงานบาลีกันมากๆ นักเรียนบาลีที่เรียนบาลีเพื่อทำงานบาลีก็จะมีมากขึ้น
อันที่จริง การสนับสนุนการทำงานบาลีนั้นควรเป็นหน้าที่ของคณะสงฆ์ แต่เมื่อคณะสงฆ์ท่านเฉยทุกเรื่อง เราก็ต้องทำกันเอง
ทุกวันนี้คนทำงานบาลี-ทำงานเพื่อพระศาสนาต้องพึ่งแขนขาของตัวเองทั้งสิ้น ไม่มีใครช่วยใคร ทำด้วยใจศรัทธา
....................
ในที่สุดนี้ ขอสรุปง่ายๆ ว่า ถ้านักเรียนบาลีของเราทำงานบาลีกันบ้าง ก็จะต้องเคยได้พบเคยได้ศึกษากระสวนประโยคบาลีที่มีความหมายว่า “พระทำแบบนี้ก็เหมือนชาวบ้าน” และจะต้องได้เคยพบมานานแล้ว ไม่ต้องรอให้ผมเป็นคนยกมาให้ดู-ดังที่จะยกมาในตอนต่อไป
------------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๑๒ เมษายน ๒๕๖๖
๑๓:๒๔
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ