กระสวนประโยคบาลี “พระทำแบบนี้ก็เหมือนชาวบ้าน” (๔)
...............................................
บอกกล่าว:
เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก-
การเห็นพระใช้ชื่อเหมือนชาวบ้าน
...............................................
นักเรียนบาลีสมัยนี้ไม่ได้เรียนบาลีเพื่อไปให้ถึงพระไตรปิฎก ทั้งๆ ที่เป้าหมายที่ถูกต้องของการเรียนบาลีก็เพื่อศึกษาพระไตรปิฎกซึ่งก็คือศึกษาต้นฉบับของพระธรรมวินัยอันเป็นตัวพระศาสนานั่นเอง แต่เรียนไปเรียนมาถูกค่านิยมอย่างอื่นครอบงำจนลืมเป้าหมายที่แท้จริง!!
แม้จะพยายามอธิบายช่วย - คืออธิบายว่า แม้จะไม่ได้ศึกษาต่อไปให้ถึงพระไตรปิฎก แต่ตลอดเส้นทางที่เรียนมาก็ย่อมจะได้ความรู้ติดตัวมาด้วยแน่ๆ ความรู้ที่ได้ติดตัวมาก็น่าจะเพียงพอที่จะรักษาตัวและรักษาพระศาสนาสืบต่อไปได้-มิใช่หรือ
ก็ต้องยอมรับว่า คำอธิบายช่วยนี้ฟังได้อยู่ แต่ยังอนุโมทนาไม่สนิทใจ เพราะมีนัยที่ส่งเสริมให้เกิดความประมาท กล่าวคือ พอมีคำอธิบายช่วยแบบนี้ นักเรียนบาลีก็เลยเกิดความประมาท วางใจว่าถึงจะไม่ศึกษาไปให้ถึงพระไตรปิฎกก็ไม่เสียหายอะไร เพราะเรียนเท่านี้ก็รักษาตัวรักษาพระศาสนาได้แล้ว
พอคิดอย่างนี้ ความอุตสาหะที่จะศึกษาไปให้ถึงพระไตรปิฎกก็ไม่เกิด ความคิดที่จะทำงานบาลีก็ไม่มี สิ่งที่ควรรู้และต้องรู้อีกเป็นอเนกอนันต์อันท่านบันทึกไว้ในคัมภีร์ก็เป็นอันไม่ได้รู้
เหมือนคนมีมหาสมบัติ แต่ไม่รู้จักสมบัติที่ตนมี
เหมือนคนมียาดี แต่ไม่รู้จักเอามาใช้
ตัวอย่างชัดๆ ก็อย่างเช่นกระสวนประโยคบาลี “ยเถว มยํ … เอวเมวิเม ... - พระทำแบบนี้ก็เหมือนชาวบ้าน” มีอยู่ในพระไตรปิฎก
เมื่อไม่ได้เรียนไปให้ถึงต้นฉบับคือพระไตรปิฎก ก็ไม่รู้ว่าชาวบ้านเขาตำหนิพระว่าอย่างไร พระสมัยนี้จึงทำอะไรๆ “เหมือนชาวบ้าน” กันอย่างไม่รู้สึกสะดุ้งสะเทือน
ชาวบ้านเขานิยมอะไร พระก็เอาค่านิยมแบบนั้นมาใช้ด้วย นอกจากไม่เห็นว่าเป็นเรื่องเสียหายแล้ว กลับพากันชื่นชมยินดี
ชาวบ้านที่ไม่รู้หลักพระธรรมวินัยหรือเข้าใจผิดๆ ก็พลอยชื่นชมยินดีไปกับพระที่มี ที่เป็น ที่ทำ “เหมือนชาวบ้าน” นั่นด้วย
แล้วพระธรรมวินัยจะไปเหลืออะไรละครับ
ผมพยายามที่จะกระตุ้น กระตุก กระทบ กระทุ้ง เท่าที่พอจะทำได้เพื่อให้ชาวเราเกิดอุตสาหะที่จะศึกษาเรียนรู้หลักพระธรรมวินัย ถ้านักเรียนบาลีมีอุตสาหะจะกรุณาช่วยกันด้วย ก็จะเป็นกุศลมหาศาล
ต่อไปนี้ขอนำเสนอ กระสวนประโยคบาลี “พระทำแบบนี้ก็เหมือนชาวบ้าน” ซึ่งนักเรียนบาลีบ้านเราไม่เคยเห็น
...................
-๑-
เป็นกรณีที่พระรับเงิน พระที่เป็นต้นเหตุชื่ออุปนันทะ โยมบ้านหนึ่งนิมนต์ไปฉันที่บ้านเป็นประจำ
กรณีโยมนิมนต์เช่นนี้พระไม่ต้องออกบิณฑบาตเหมือนที่ออกตามปกติ แต่ถือบาตรตรงไปยังบ้านโยมที่นิมนต์บ้านเดียว ฉันที่บ้านโยมหรือรับภัตตาหารกลับมาฉันที่วัดตามสะดวก บางกรณีพระไม่ต้องไปที่บ้าน โยมให้คนมานำบาตรไปใส่อาหารแล้วนำกลับมาถวายที่วัด
วันหนึ่งเกิดเหตุ เด็กในบ้านร้องกิน เขาเลยเอาอาหารที่เตรียมไว้ถวายพระให้เด็กกินไปก่อน แล้วเตรียมเงินจะไปซื้ออาหารมาถวายพระ
พระอุปนันทะบอกโยมว่า ไม่ต้องไปซื้อหรอก ถวายเงินให้อาตมาเลยก็แล้วกัน โยมไม่อยากขัดใจพระก็จำใจถวายเงิน แต่เห็นว่าพระรับเงินแบบนี้ไม่เหมาะ จึงแสดงความเห็นออกมา
พระไตรปิฎกบันทึกความเห็นของโยมไว้ดังนี้ -
...................................................
อุชฺฌายติ ขียติ วิปาเจติ ยเถว มยํ รูปิยํ ปฏิคฺคณฺหาม เอวเมวิเม สมณา สกฺยปุตฺติยา รูปิยํ ปฏิคฺคณฺหนฺตีติ ฯ
บุรุษนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากบุตรเหล่านี้รับรูปิยะเหมือนพวกเรา
ที่มา: โกสิยวรรค นิสสัคคียปาจิตตีย์ สิกขาบทที่ ๘
วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๒ พระไตรปิฎกเล่ม ๒ ข้อ ๑๐๕
...................................................
เป็นต้นเหตุให้พระพุทธองค์ทรงบัญญัติสิกขาบทห้ามภิกษุรับเงิน
หนังสือ นวโกวาท พระนิพนธ์สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส แปลสิกขาบทนี้ไว้ดังนี้ -
...................................................
ภิกษุรับเองก็ดี ใช้ให้ผู้อื่นรับก็ดี ซึ่งทองและเงิน หรือยินดีทองและเงินที่เขาเก็บไว้เพื่อตน ต้องนิสสัคคิยปาจิตตีย์.
...................................................
(ยังมีต่อ)
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๑๒ เมษายน ๒๕๖๖
๑๗:๑๐
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ