กระสวนประโยคบาลี “พระทำแบบนี้ก็เหมือนชาวบ้าน” (๗)
...............................................
บอกกล่าว:
เรื่องนี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก-
การเห็นพระใช้ชื่อเหมือนชาวบ้าน
...............................................
กระสวนประโยคบาลี “พระทำแบบนี้ก็เหมือนชาวบ้าน” นอกจากสำนวน “ยเถว มยํ ... เอวเมวิเม ...” ที่นำเสนอมาแล้ว ยังมีอีกสำนวนหนึ่ง คือ -
“กถํ หิ นาม ... เสยฺยถาปิ คิหี กามโภคิโน”
ขอยกสำนวนจริงในพระไตรปิฎกมาให้ดูกันก่อนดังนี้ -
...................................................
มนุสฺสา ... อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม อิเม สมณา สกฺยปุตฺติยา สุทฺธกาฬกานํ เอฬกโลมานํ สนฺถตํ การาเปสฺสนฺติ เสยฺยถาปิ คิหี กามโภคิโนติ ฯ
คนทั้งหลาย ... พากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากบุตรเหล่านี้จึงได้ให้เขาทำสันถัตแห่งขนเจียมดำล้วน เหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกามเล่า
ที่มา: โกสิยวรรค นิสสัคคิยปาจิตตีย์ สิกขาบทที่ ๒
วินัยปิฎก มหาวิภังค์ ภาค ๒ พระไตรปิฎกเล่ม ข้อ ๗๘
...................................................
โปรดสังเกตว่า ตัวอย่างที่ยกมานี้มีสำนวน “มนุสฺสา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ” เหมือนกับในสำนวน “ยเถว มยํ ... เอวเมวิเม ...” ที่ว่ามาแล้วในตอนก่อนๆ
ขออนุญาตแวะข้างทาง หาความรู้คำบาลีกันหน่อยหนึ่ง-อาจจะยาวเป็นตอนก็ได้นะครับ กรุณาทำใจ
..................
“มนุสฺสา” คำนี้ คงพอเดาได้ ไม่ต้องอธิบายมาก ตามตัวแปลทับศัพท์ว่า “มนุษย์ทั้งหลาย” ผมแปลเป็นไทยๆ ว่า “คนทั้งหลาย”
“อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ” เป็นคำกริยา ๓ คำ เป็นพหูพจน์ เพราะคำที่เป็นประธานในประโยคคือ “มนุสฺสา” เป็นพหูพจน์ รูปคำกริยาสามัญเอกพจน์จะเป็น อุชฺฌายติ ขียติ วิปาเจติ
คำที่มาเป็นชุดแบบนี้ นักเรียนบาลีเรียกกันว่า “ศัพท์พวง” อย่างในที่นี้พวงหนึ่งมี ๓ คำ
“อุชฺฌายนฺติ” (อุชฺฌายติ) แปลว่า เพ็งเล็ง, รบกวนหรือยกโทษ, โกรธเคือง, ไม่พอใจ (to be irritated, to be annoyed or offended, to get angry, grumble)
“ขียนฺติ” (ขียติ) แปลว่า ฉุนเฉียว, รำคาญ, โกรธเคือง; ถือโทษ (to become chafed or heated, to become vexed, angry; to take offence)
“วิปาเจนฺติ” (วิปาเจติ) แปลว่า เดือดดาล, รำคาญ, โกรธ (to get heated, to become annoyed, to get angry)
คำแปลภาษาอังกฤษในวงเล็บยกมาจากพจนานุกรมบาลี-อังกฤษ ที่ผมอ้างอิงอยู่เสมอในการเขียนบาลีวันละคำ พจนานุกรมเล่มนี้ชื่อจริงๆ ในภาษาอังกฤษคือ THE PALI TEXT SOCIETY’S PALI-ENGLISH DICTIONARY
เหตุผลที่ยกคำแปลเป็นอังกฤษมาไว้ด้วย ผมก็เคยนำเรียนไว้แล้วว่า ไม่ใช่ว่าเก่งอังกฤษ ภาษาอังกฤษของผมบอกตรงๆ ว่าไม่กระดิกหู อาศัยขยันเปิดอ่านจากพจนานุกรมอย่างเดียว ที่ยกคำอังกฤษมาไว้ด้วยก็เพราะเห็นว่า คนไทยสมัยนี้อ่านภาษาอังกฤษแล้วเข้าใจความหมายของคำบาลีได้ดีกว่าอ่านคำแปลภาษาไทย
พจนานุกรมเล่มนี้คือผลงานของฝรั่งที่พิสูจน์ว่า ฝรั่งเรียนบาลีทีหลังเรา แต่ไปถึงพระไตรปิฎกก่อนเรา คำบาลีที่บรรจุอยู่ในพจนานุกรมเล่มนี้อ้างอิงคัมภีร์ที่มาคือพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา ไว้ทุกคำ บอกว่าคำไหนมีที่ใช้อยู่ในคัมภีร์อะไร บอกเล่ม บอกหน้าไว้อย่างละเอียด สามารถตามไปดูได้ทุกแห่ง นั่นหมายถึงว่า ฝรั่งผู้ทำพจนานุกรมฉบับนี้ต้องศึกษาคัมภีร์นั้นๆ มาแล้ว
ความจริง คนไทยเราที่เรียนบาลีก็เคยทำพจนานุกรม ประเดี๋ยวจะว่าเชียร์แต่ฝรั่ง ทำไมไม่เชียร์ไทยด้วยกันบ้าง
พจนานุกรมบาลีที่ผมรู้จักเป็นเล่มแรก คือ “อักขรานุกรมธรรมบท” ของ พระยาพจนสุนทร (เรือง อติเปรมานนท์) ไม่ทราบว่านักเรียนบาลีรุ่นใหม่รู้จักหรือเปล่า ผมใช้อักขรานุกมเล่มนี้ตั้งแต่เรียนประโยค ๓ เข้าใจว่าเป็นฉบับที่สำนักงาน ส. ธรรมภักดี พิมพ์จำหน่าย ผิดถูกไม่แน่ใจ ญาติมิตรท่านใดมีอักขรานุกรมธรรมบทอยู่ใกล้มือ ขอแรงช่วยตรวจสอบให้ด้วยนะครับ
ยังจำศัพท์แรกในอักขรานุกรมธรรมบทได้ คือ “อกณฺหเนตฺโต” มีคำแปลว่า “พระราชาผู้มีนัยน์ตาดำไม่มี, ผู้มีตาไม่ดำ”
เวลาแปลธรรมบท ผมไม่นิยมตำราแปลยกศัพท์หรือแปลโดยพยัญชนะ เพราะรู้สึกว่า-เหมือนตัวเองไม่ต้องใช้วิชาความรู้อะไรเลย มีคนแปลแทนให้ทั้งหมด ผมจึงใช้ธัมมปทัฏฐกถาแปลของมหามกุฏฯ เป็นคู่มือ
ธัมมปทัฏฐกถาแปลของมหามกุฏฯ เป็นหนังสือแปลโดยอรรถ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “เผด็จ” ผมเคยถามนักเรียนบาลีรุ่นใหม่ว่ารู้จัก “เผด็จ” ไหม คำตอบก็คงพอเดาได้ - ไม่รู้จัก เพราะแนวการเรียนบาลีแตกต่างกันออกไป
เรียนแปลธรรมบท ติดศัพท์ไหน (คือแปลศัพท์ไหนไม่ออก) ก็เปิดอักขรานุกรมธรรมบท ไม่ผิดหวัง อักขรานุกรมธรรมบทมีคำแปลทั้งแบบแปลโดยพยัญชนะและแบบแปลโดยอรรถ เป็นตัวช่วยที่ดีมากๆ
ช่วยเราให้แปลศัพท์ออก
แต่การ “เดินประโยค” เราต้องช่วยตัวเองทั้งหมด
นั่นหมายถึงเราจะเดินได้เองอย่างเข้มแข็ง เพราะไม่มีใครช่วยจูง
ตอนเรียน ใช้อักขรานุกรมธรรมบทเป็นคู่มือโดยไม่คิดอะไร แต่ตอนนี้เกิดความคิด
ฝรั่งทำพจนานุกรมบาลี-อังกฤษ บอก “ที่มา” ไว้ทุกศัพท์ สะดวกแก่การตามไปศึกษาเพิ่มเติม
ไทยทำอักขรานุกรมธรรมบท มีศัพท์ มีคำแปล แต่ไม่บอก “ที่มา” ไว้เลยแม้แต่ศัพท์เดียว
ชื่อ “อักขรานุกรมธรรมบท” ก็บอกแล้วว่าทุกศัพท์มาจากคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถา จะให้บอกอะไรกันอีก
ใช่ ทุกศัพท์มาจากคัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถา
แต่คัมภีร์ธัมมปทัฏฐกถามี ๘ ภาค คือ ๘ เล่ม มีเรื่องหรือ “วัตถุ” ทั้งหมด ๓๐๒ เรื่อง
ถามว่า ศัพท์ว่า “อกณฺหเนตฺโต” อยู่ในธัมมปทัฏฐกถาภาคไหน อยู่ในเรื่องอะไร
ไม่รู้ ใครจำได้ก็จำเอาเอง ใครจำไม่ได้ก็ช่วยไม่ได้
ตรงนี้ไงคือที่ผมบอกว่า “เกิดความคิด”
ความคิดของผมก็คือ เราน่าจะหยิบเอาอักขรานุกรมธรรมบทมาต่อยอด คือเติมลงไปว่า ศัพท์ไหนอยู่ในธัมมปทัฏฐกถาภาคไหน อยู่ในเรื่องอะไร งานแบบนี้นักเรียนบาลีทำได้สบายๆ อยู่แล้ว
แต่ไม่มีใครคิดจะทำ
นอกจากบอก “ที่มา” ของทุกๆ ศัพท์แล้ว ก็ควรจะเก็บศัพท์ที่ยังไม่ได้เก็บเพิ่มเติมเข้าไปอีก อักขรานุกรมธรรมบทก็จะเป็นพจนานุกรมที่สมบูรณ์ขึ้น จะเรียกว่า “อักขรานุกรมธรรมบทฉบับปรับปรุงใหม่” หรืออะไรก็เรียกไป เราก็จะมีผลงานบาลีเพิ่มขึ้นอีกชิ้นหนึ่ง
อีกนานแค่ไหนที่นักเรียนบาลีบ้านเราจะมีอุดมคติ+อุดมการณ์ “เรียนบาลีเพื่อทำงานบาลี”
..................
ตอนหน้า กลับมาแปล “กถํ หิ นาม ... เสยฺยถาปิ คิหี กามโภคิโน” ครับ
----------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๑๔ เมษายน ๒๕๖๖
๑๙:๐๗
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ