วิธีรักษาพระศาสนา (๒)

.........................................................

คำเตือน: เรื่องนี้น่าจะยาวหลายตอน และอาจจะจับแพะชนแกะไปตลอดเรื่อง คือเขียนไปๆ มีประเด็นพาดพิงไปถึงเรื่องอะไร ก็ยกเรื่องนั้นมาแทรก ญาติมิตรที่อ่านจึงต้องทำใจ นึกเสียว่า-อ่านตามใจคนเขียนก็แล้วกัน ไม่ได้เขียนตามใจคนอ่าน 

แต่เป้าหมายปลายทางคงอยู่ที่-การชวนกันให้ช่วยกันรักษาพระศาสนา

.........................................................

ตามคาถาแสดงพุทธกิจ ยืนยันว่าพระพุทธองค์ทรงออกบิณฑบาตทุกเช้าไม่ขาด

พระทุกวันนี้ที่ไม่ออกบิณฑบาตมีสิทธิพิเศษอะไรยิ่งกว่าพระพุทธเจ้ากระนั้นหรือ?

ถ้าถามอย่างนี้ ผมช่วยแก้แทนให้ได้สบายมาก 

สิทธิพิเศษที่ไม่ต้องออกบิณฑบาตก็คือ “อติเรกลาโภ” คือที่เราเอามาเรียกทับศัพท์ว่า “อดิเรกลาภ” 

“อดิเรกลาภ” พระรุ่นเก่ายุคมุขปาฐะเรียกเพี้ยนเป็น “เอกลาภ”

“อดิเรกลาภ” คืออะไร?

ผมเชื่อว่าพระภิกษุสามเณรรุ่นใหม่กำลังจะไม่รู้จัก

ที่กำลังจะไม่รู้จักก็เพราะขาดความอุตสาหะที่จะศึกษาเรียนรู้-ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องของตัวเองแท้ๆ

และทั้งๆ ที่พระภิกษุทุกรูปจะต้องได้รับการอบรมปฐมนิเทศเรื่องนี้ทันทีในชั่วโมงแรกที่ครองเพศสมณะ

นึกออกหรือยัง ก็คือที่เรียกกันว่า “บอกอนุศาสน์”

ชาววัดรุ่นเก่า พูดว่า “บอกอนุศาสน์” ก็เข้าใจกันดีว่าคือทำอะไร

แต่ชาววัดรุ่นใหม่อาจบอกว่า ไม่เคยได้ยินคำนี้

หัวข้อที่บอกอนุศาสน์หรือปฐมนิเทศมี ๘ หัวข้อ แบ่งกลุ่มได้ ๒ กลุ่ม คือ -

กลุ่มเรื่องที่ต้องทำ ๔ เรื่อง เรียกว่า “นิสัยสี่”

กลุ่มเรื่องที่ห้ามทำเด็ดขาด ๔ เรื่อง เรียกว่า “อกรณียกิจสี่”

หลักนิยมของคณะสงฆ์ไทยมีอยู่ว่า อนุศาสน์ ๘ หัวข้อนี้ พระอุปัชฌาย์ต้อง “บอก” คือชี้แจงแก่พระใหม่ทันทีที่บวชเสร็จ เพราะเป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวด

“นิสัยสี่” คือวิธีครองชีพ จะกินอย่างไร จะอยู่อย่างไร ต้องบอกทันที เช่น-วันรุ่งขึ้นก็ต้องกินแล้ว เพราะฉะนั้น จะหากินอย่างไร จะเอาที่ไหนมากิน ต้องรู้ ไม่รู้ ประเดี๋ยวก็จะไปหากินแบบเลอะเทอะผิดสมณวิสัยเข้า

“อกรณียกิจสี่” คือเรื่องที่ห้ามทำชนิดคอขาดบาดตาย ทำเข้าแล้วขาดจากความเป็นพระทันที ต้องรีบบอก พระจะได้ไม่ถูกประหารโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

แต่น่าเสียดายที่การบอกอนุศาสน์นี้ พระอุปัชฌาย์ส่วนมากในสมัยนี้ทำพอเป็นพิธี คือพูดๆ ท่องๆ พอให้จบๆ เสร็จๆ ไม่มีการเน้นย้ำตามหลักการอบรมสั่งสอนเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่แท้จริง

......................................................

นึกออกไหมครับ เมื่อไม่นานเกินลืมมานี้ 

ฝรั่งบวชเป็นพระไทย 

แล้วไปประพฤติชั่วกับสีกา 

แล้วออกมาแก้ตัวว่าไม่รู้ว่าทำอย่างนี้ผิด ไม่มีใครบอก

พระอุปัชฌาย์ต้องบอกทันทีที่บวชเสร็จ ยังมาแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ว่า “ไม่มีใครบอก”

......................................................

นี่ก็เพราะเห็นการบอกอนุศาสน์เป็นเพียงพิธีการ ทำพอเป็นพิธี ไม่ได้มุ่งความรู้ความเข้าใจที่แท้จริง-ใช่หรือไม่

มีข้อสังเกตของผมเรื่องหนึ่ง คือ เวลามีพิธีบวช พอนาคเข้าโบสถ์ นอกจากพ่อแม่ญาติสนิทของนาค-จะมีญาติโยมส่วนหนึ่งนิยมนั่งร่วมดูพิธีอยู่ในโบสถ์ด้วย 

ได้ความว่า การได้ร่วมเป็นพยานและอนุโมทนาให้คนสำเร็จเป็นองค์พระ ถือกันว่าได้บุญมาก 

ผมเคยสอบความรู้ว่า แล้วเข้าใจหรือไม่ว่า พิธีการตอนนี้ทำอะไร ตอนนั้นทำอะไร สำเร็จเป็นองค์พระตอนไหน 

ร้อยทั้งร้อยตอบว่าไม่รู้ รู้แต่ว่าอยู่ร่วมพิธีในโบสถ์ได้บุญมาก 

อย่าถามมาก รำคาญ จะดูพิธีบวชเอาบุญ ออกไปให้พ้นๆ สวัสดี

เป็นอันไม่ต้องถามว่า รู้ไหมว่าพระอุปัชฌาย์บอกอนุศาสน์ตอนไหน บอกอนุศาสน์คือบอกอะไร สำคัญอย่างไร ฯลฯ

ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่า ทั้งชาววัดทั้งชาวบ้านกำลังจะไม่รู้เรื่องที่สำคัญที่สุดของพระกันไปหมดแล้ว

การศึกษา สั่งสอน อบรม ถ่ายทอด - เห็นความสำคัญกันมั่งหรือยังเจ้าข้า - เรากำลังปล่อยปละละเลยกันแทบจะไม่เหลืออะไรแล้ว

...................

กลับมาที่ “นิสัยสี่” หนึ่งในสองเรื่องที่สำคัญในวิถีชีวิตสงฆ์ คือ เรื่องที่ต้องทำกับเรื่องที่ห้ามทำ

“นิสัยสี่” เป็นเรื่องที่ต้องทำ เพราะเป็นวิธีครองชีพ มี ๔ เรื่อง ดังที่เรารู้กันขึ้นใจ คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค รวมความว่าจะกินจะอยู่อย่างไร ท่านแสดงไว้ชัดในคำบอกอนุศาสน์ กล่าวคือ -

(๑) อาหาร: ปิณฑิยาโลปโภชนะ = โภชนะที่ได้มาด้วยกำลังปลีแข้ง คือเที่ยวบิณฑบาต

(๒) เครื่องนุ่งห่ม: บังสุกุลจีวร = เครื่องนุ่งห่มที่ทำจากผ้าที่เขาทิ้งแล้ว = ผ้าบังสุกุล

(๓) ที่อยู่อาศัย:  รุกขมูลเสนาสนะ = อาศัยโคนไม้เป็นที่พำนัก

(๔) ยารักษาโรค: ปูติมุตตเภสัช = ยาดองน้ำมูตรเน่า

นี่คือวิธีการครองชีพของพระในพระพุทธศาสนา 

จะเห็นได้ว่า เป็นการครองชีพที่ขัดเกลาตนเองอย่างยิ่ง กินใช้เท่าที่จำเป็นจริงๆ พูดภาษาสังคมศาสตร์ก็ว่า ใช้ทรัพยากรของสังคมอย่างจำกัดที่สุด 

เสียเวลากับเรื่องการกินการอยู่ให้น้อยที่สุด 

ใช้เวลาไปกับการปฏิบัติขัดเกลาตนเองให้มากที่สุด

การครองชีพตามรูปแบบเช่นนี้ย่อมสอดคล้องกับเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของการออกบวชเป็นอย่างยิ่ง

ขอยกข้อความจากพระไตรปิฎกมาทบทวนเป็นการช่วยกันศึกษาเรียนรู้

ญาติมิตรที่กำลังรู้สึกเบื่อหน่ายกับลีลาของผม ต้องกราบขออภัย เจตนามีอย่างเดียว-กระตุ้นเตือนให้ช่วยกันศึกษาเพื่อรักษาพระศาสนา 

และแหล่งที่มีหลักให้เราศึกษาได้ดีที่สุดก็คือพระไตรปิฎก 

ผู้ที่เรียนบาลีไม่ควรมีปัญหากับพระไตรปิฎก ส่วนผู้ที่ไม่ได้เรียนบาลีก็ขอให้กัดฟันศึกษาจากคำแปลไปพลางๆ

ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ก็คือ เราไม่ศึกษาไปให้ถึงต้นทาง ชอบจับเอากลางทางจากคนนั้นนิดคนนี้หน่อย ก็จึงมักได้แต่แนวคิดของคนสมัยใหม่ แต่หลักต้นเดิมจริงๆ ท่านว่าไว้อย่างไร ไม่รู้ 

พอแปรรูปออกมาเป็นการกระทำ ก็ใช้วิธีทำตามที่คนรุ่นใหม่ทำกัน หลักเดิมท่านให้ทำอย่างไร ก็ไม่รู้อีก

ตัวอย่างที่เห็นชัดๆ และกำลังพูดถึงอยู่ ก็อย่างเช่นการออกบิณฑบาต 

พระรุ่นเก่าถือการออกบิณฑบาตเป็นกิจสำคัญ เว้นให้เจ้าอาวาสรูปเดียว พระนอกนั้นต้องออกบิณฑบาต ชราภาพขนาดไหน ถ้ายังเดินไหว ท่านออกบิณฑบาตทุกวัน หลายๆ วัดเจ้าอาวาสเองก็ออกบิณฑบาตด้วย

คนรุ่นเก่าเกิดมาก็เห็นพระออกบิณฑบาตกันทั้งนั้น จึงเข้าใจซึมซับรับรู้กันได้ทั่วไปว่า-เป็นพระต้องออกบิณฑบาต

อันที่จริง ถ้าไม่มองข้าม ถ้าไม่มองแค่เป็นพิธีกรรม ดูที่อัฐบริขารก็จะเข้าใจซึมซับได้ทันที บาตรเป็น ๑ ใน ๘ ของบริขารที่ต้องมีในพิธีบวช

ไม่มีบาตร บวชไม่ได้

รูปในพิธีบวชที่นิยมเอามาโชว์กันจนดูเป็นสัญลักษณ์ของการบวชก็คือ รูปพระใหม่สะพายบาตร รู้กันเลยว่า-นี่พิธีบวช

บาตรมีไว้ทำไม

มีไว้เพื่อออกบิณฑบาต

“บาตร” กับการ “บิณฑบาต” ผูกพ่วงกันอยู่ จนกระทั่งคนส่วนมากเขียนคำว่า “บิณฑบาต” ผิดเป็น “บิณฑบาตร” มี ร เรือ ก็เพราะคิดเอาเองว่าออกบิณฑบาตต้องใช้บาตร คำว่า “บิณฑบาต” ก็ควรจะสะกดเป็น “บิณฑบาตร” จึงจะถูก

คนต้องกินทุกวัน

พระก็ต้องฉันทุกวัน

คน หากินตามวิถีชีวิตคน หุงหาต้มแกงกินกันไป

พระ หากินตามวิถีชีวิตสงฆ์ คือออกบิณฑบาต รับอาหารจากชาวบ้าน

เพราะออกบิณฑบาต จึงต้องมีบาตร

เพราะมีบาตร จึงต้องออกบิณฑบาต

ถ้าไม่ต้องออกบิณฑบาต ท่านจะบังคับให้ต้องมีบาตรไว้เพื่ออะไร

นี่คือที่ผมว่า-ถ้าไม่มองข้าม ถ้าไม่มองแค่เป็นพิธีกรรม ก็จะเข้าใจเหตุผลได้

แต่พอกาลเวลาผ่านไป พระรุ่นใหม่-โดยเฉพาะพระผู้ใหญ่-เกิดนิยมไม่ออกบิณฑบาตกันมากขึ้น

คนรุ่นใหม่เกิดมา เห็นพระผู้ใหญ่ไม่ออกบิณฑบาต ก็เข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติ ยิ่งเห็นทำเช่นนั้นทั่วไปก็ยิ่งแน่ใจว่าการไม่ออกบิณฑบาตเป็นเรื่องปกติจริงๆ 

แต่หลักเดิมท่านว่าไว้อย่างไร ไม่รู้ 

เมื่อไม่ได้เรียนไปถึงหลักเดิม แต่จับเอาสิ่งที่ทำที่เห็นในปัจจุบันเป็นหลัก นานไปหลักเดิมก็สูญ หลักใหม่ที่จับเอามาถือก็เพี้ยน 

ความวิปริตของพระธรรมวินัยเกิดขึ้นได้เพราะเหตุดังนี้

......................

ผมกำลังอธิบายแก้แทนพระว่า ใช้สิทธิอะไรจึงไม่ออกบิณฑบาต

แต่ยังไปไม่ถึง

บอกแล้วว่าเรื่องมีการจับแพะชนแกะไปตลอดเรื่อง

ตอนหน้าจะพยายามไปให้ถึงครับ-ใช้สิทธิอะไรพระจึงไม่ต้องออกบิณฑบาต

--------------------

พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย

๓ พฤษภาคม ๒๕๖๖

๑๗:๓๗

[full-post]

วิธีรักษาพระศาสนา

แสดงความคิดเห็น

ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ

ขับเคลื่อนโดย Blogger.