พระสงฆ์กับสังคมปัจจุบัน (๖)
---------------------------
ข้อความจากบทความ “เรื่องราวที่อยากเขียน”
..........................................................
..... ในยุคนี้ คนไทยไม่ได้นับถือพระเหมือนเมื่อก่อน แม้จะเป็นคนพุทธก็ตาม ชาวพุทธบางคนด่าพระ นักวิชาการนักศึกษา ข้าราชการ นักธุรกิจ รุ่นใหม่บางส่วน มองพระเป็นคนไร้สาระ ไม่มีประโยชน์
..........................................................
... #ในยุคปัจจุบัน สังคมพุทธปัญญาชน จะเรียกร้อง และจับผิดพระสงฆ์มากขึ้น
... หลายๆฝ่ายจะทำตัวเป็นผู้รู้พระพุทธธรรมมากกว่าพระ และจะดูหมิ่นดูถูกพระ จะสอนพระ ชี้นิ้วตัดสินถูกผิดพระ โดยที่ตัวเองรักษาศีลได้ไม่เท่าพระ พวกนี้เรียกว่า กลุ่มพุทธกระแสรอง...หรือกระแสนอก พวกนี้อันตรายมากกว่าคนต่างศาสนาเสียอีก
..........................................................
“ชาวพุทธบางคนด่าพระ” (ต่อ)
พระทำผิดแน่ๆ คนด่า ต้องโทษพระ ไปทำผิดให้เขาด่าทำไมล่ะ
พระทำถูก คนด่า ต้องอบรมสั่งสอนคนด่าให้เข้าใจวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตพระ จะได้ไม่ด่าส่งเดช
แต่มีบางกรณี-หลายกรณี ที่ความเห็นไม่ตรงกัน คือการกระทำเช่นนั้นๆ จะถูกหรือผิดขึ้นอยู่กับมุมมอง เหตุผล ข้อเท็จจริง และคำอธิบายที่ถูกต้อง
การกระทำอย่างเดียวกันหรือเรื่องเดียวกันนั่นเอง บางคนชม บางคนด่า
เรื่องที่น่ายกเป็นตัวอย่างเพื่อศึกษาก็อย่างเช่น-กรณีพระเณรเรียน มจร มมร
..........................................................
เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับคนที่ไม่คุ้น
ตัดตอนเพื่อความเข้าใจแบบง่ายๆ ไม่ต้องล้วงลึกไปถึงประวัติศาสตร์ -
มจร เดิมมีชื่อว่า มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
เรียกขานกันสั้นๆ ว่า มหาจุฬา
บริหารโดยคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย
มมร เดิมมีชื่อว่า มหามกุฏราชวิทยาลัย
เรียกขานกันสั้นๆ ว่า มหามกุฏ
บริหารโดยคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุต
อยู่มาก็ถูกพาไปเข้าระบบ-มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ จึงต้องเพิ่มคำว่า “มหาวิทยาลัย” เข้าข้างหน้า
มจร เป็น มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
มมร เป็น มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
..........................................................
เมื่อ ๑๐๐ ปีที่แล้วขึ้นไป คนไทยที่รู้จารีตประเพณีในการบวชอย่างถูกต้องยังมีอยู่มาก-มีอยู่ทั่วไป นั่นคือรู้ว่า บวชเพื่อศึกษาและปฏิบัติพระธรรมวินัย จะบวชสั้นบวชยาวแค่ไหน เป้าหมายก็มีอยู่อย่างเดียว คือบวชเพื่อศึกษาและปฏิบัติพระธรรมวินัย ถ้าใช้คำว่า “เรียน” ก็คือบวชเพื่อเรียนพระธรรมวินัย เรียกกันสั้นๆ ว่า “บวชเรียน”
คนไทยรุ่นเก่า ถ้าพูดว่า “บวชเรียน” ก็จะมองเห็นภาพ-บวชแล้วเรียนพระธรรมวินัย
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อมีคนไทยไปเรียนเมืองฝรั่ง กลับมาเมืองไทย มองเห็นว่าคนไทยที่อยู่ในระบบ “บวชเรียน” นั้นเป็นคนโง่ๆ เซ่อๆ เป็นพวกไม่ทันโลก
ยกตัวอย่างชัดๆ อาจฟังดูตลก แต่เป็นเรื่องจริง-พระเณรพูดฝรั่งไม่ได้เหมือนเขา
สมัยโน้น พระพูดฝรั่งได้ เป็นที่ตื่นเต้นฮือฮากันทั่วบ้านทั่วเมือง-ตามกระแสที่คนไปเรียนเมืองฝรั่งปลุกขึ้นมา
รัชกาลที่ ๕ จึงตั้ง มจร มมร ขึ้นมา เพื่อให้พระเณรเรียน “วิชาชั้นสูง” เพื่อที่ว่าคนจะได้ไม่ดูถูกว่าพระโง่ๆ เซ่อๆ ไม่ทันโลก
จุดประสงค์สำคัญก็คือ คนรุ่นใหม่จะได้ยอมรับว่าพระเณรก็รู้อะไรๆ เท่าๆ กับเขา จะได้ยอมรับและยอมฟังเมื่อพระเณรสอนธรรมะ
หัวใจของ มจร มมร อยู่ตรงนี้-คือเอาความรู้ที่ได้จากการเรียน มจร มมร เป็นรางรถสำหรับลำเลียงธรรมะออกสู่สังคมได้โดยสะดวก (ตามนัยแห่งคำอธิบายของท่านอาจารย์สุชีพ ปุญญานุภาพ บรรยายที่สำนักธรรมวิจัย ลานอโศก สมัยที่สำนักงานใหญ่ มจร ยังตั้งอยู่ภายในวัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์)
แต่เมื่อเรียนกันไปจริงๆ แทนที่พระเณรจะเรียนเพื่อเอาความรู้ไปนำชาวบ้าน กลายเป็นเรียนเพื่อจะเป็นเหมือนชาวบ้าน
พระเณรที่เรียน มจร มมร เพื่อเอาความรู้ไปนำชาวบ้านในการเผยแผ่พระศาสนาก็มี แต่พระเณรที่เรียน มจร มมร เพื่อจะเป็นเหมือนชาวบ้านก็มาก
ตรงนี้เองคือจุดหักเหที่ทำให้เกิดการมองต่างมุม
ชาวบ้านสมัยโน้นมองว่า พระเณรเรียน มจร มมร คือเรียนเดรัจฉานวิชา ทั้งนี้เพราะยึดมั่นในภาพเดิม คือ บวชแล้วต้องเรียนพระธรรมวินัย ไม่ใช่เรียนวิชาเพื่อให้ได้วุฒิการศึกษาแบบที่ชาวบ้านเขาเรียนกัน
รูปแบบการศึกษาของ มจร มมร ที่ปรากฏตัวขึ้นให้ชาวบ้านเห็น ก็คือ-เรียนเพื่อให้ได้วุฒิการศึกษาแบบที่ชาวบ้านเขาเรียนกัน ซึ่งชาวบ้านเห็นว่าขัดกับรูปแบบการศึกษาพระธรรมวินัยซึ่งเป็นการเรียนเพื่อเอาความรู้ที่ถูกต้องมาปฏิบัติขัดเกลาตนเองและเผยแผ่สู่สังคม
เพราะมองอย่างนี้ ชาวบ้านจึงบอกว่า พระเณรเรียน มจร มมร คือเรียนเดรัจฉานวิชา
สมัยโน้น อย่าว่าแต่ชาวบ้าน แม้แต่ชาววัดเองก็ยังมีทัศนะต่อการเรียน มจร มมร ไม่ลงรอยกันเท่าไรนัก
สมัยโน้น เจ้าอาวาสหลายๆ วัดไม่ค่อยเต็มใจนักที่จะให้พระเณรในสังกัดวัดตนไปเรียน มจร มมร ก็เพราะภาพที่มองเห็นว่า- พระเณรเรียน มจร มมร เพื่อให้ได้วุฒิการศึกษาแบบที่ชาวบ้านเขาเรียนกัน
เพื่อนผมสอบได้ ป.ธ.๔ จากสำนักวัดมหาธาตุราชบุรีแล้วเข้ากรุงเทพฯ เพื่อไปเรียน มจร กลับมาเล่าให้ฟังว่า เจ้าอาวาสวัดที่ไปอยู่ท่านบอกว่า
“จะเรียน มจร มมร ก็ได้ แต่ทำวัตรเช้า-ทำวัตรเย็นต้องไม่ขาด”
..........................................................
แต่ทุกวันนี้ เจ้าอาวาสทุกวัด-ที่เคยเรียน มจร มมร จะบอกพระเณรในสังกัดวัดของท่านว่า
“จะขาดทำวัตรเช้า-ทำวัตรเย็นก็ได้ แต่ต้องเรียน มจร มมร”
..........................................................
สรุปว่า สมัยนั้น (และอาจจะมีอยู่บ้างแม้สมัยนี้) ชาวบ้าน “ด่า” พระเณรที่เรียน มจร มมร ว่าเรียนเดรัจฉานวิชา
หลายท่านอาจจะเคยได้ยินคำบริภาษที่ว่า “บ้านไม่ต้องเช่า ข้าวไม่ต้องซื้อ” ... แล้วก็อะไรอีกวรรคหรือสองวรรค จำไม่ได้ ลงท้ายว่า “สึกไปแย่งงานชาวบ้านทำ”
เข้าประเด็นกันที-กรณีที่ “ชาวพุทธบางคนด่าพระ” แบบนี้ จะว่าอย่างไรกัน?
จะอยู่ข้างพระ หรือจะอยู่ข้างคนด่าพระ?
------------------
พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๖
๑๓:๒๔
[full-post]
แสดงความคิดเห็น
ข้อมูลความคิดเห็นของท่าน จะถูกตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ฯ